- - - - - - -
"ปอง ปีใหม่จะไปเที่ยวไหนกับเพื่อน"
"ไม่ไปไหนหรอก.."
ปองคุณส่ายหน้า ขณะที่กำลังเดินซื้อขนมอยู่กับภูดิสในตลาดนัดมหาวิทยาลัย
"ไม่ไป?"
ภูดิสทวนคำตอบด้วยเสียงที่สูงขึ้น
"ไม่ไป"
ปองคุณยังยืนยันคำตอบเดิม
"ถ้าอย่างเรานั้นนัดเจอกันไหม?"
"นัดเจอทำไม.."
อีกคนถามด้วยความประหลาดใจ
"เจอกันที่มหาวิยาลัยแทบจะทุกวันแล้ว ยังไม่พออีกหรือ"
พูดจบก็หันไปสั่งซื้อขนมปังไส้หมูหยองน้ำพริกเผาที่โปรดปราน
ก็ไม่พอน่ะสิ..
เขาคิดโดยไม่พูดออกมา ยืนมองปองคุณรับเงินทอนและถุงขนมจากคนขายเงียบๆ
"ภูไม่ซื้ออะไรทานเลยรึ?"
ปองคุณถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นอีกคนยังเดินตามเฉย ไม่มีทีท่าสนใจของรับประทานที่มีขายเกลื่อนสักอย่าง
"ยังไม่หิว"
น้ำเสียงฟังดูราบเรียบดี แต่ปองคุณที่สนิทกับภูดิสมานาน ก็รู้ได้ว่าอารมณ์ขุ่นมัวของอีกฝ่ายกำลังผุดขึ้นมา
"เป็นอะไรไปอีกล่ะ"
ถามพลางสังเกตสีหน้า แต่เมื่อเห็นว่าภูดิสไม่ยอมพูดอะไร ก็ไม่เซ้าซี้ต่อ
ผ่านไปอึดใจหนึ่ง ภูดิสจึงยอมปริปากให้ปองคุณทราบสาเหตุ..
"ปีใหม่ไม่ไปเที่ยวไหน แล้วทำไมออกมาเจอกันไม่ได้?"
น้อยใจนะ..
"อ้าว เราก็อยู่กับที่บ้านไง"
ปองคุณตอบ
"วันปีใหม่ก็ไปไหว้พระที่วัดกับพ่อแม่ เป็นแบบนี้มาทุกปี"
อธิบายด้วยน้ำเสียงอย่างราบเรียบ
"แล้วภูล่ะ จะทำอะไร ไม่ออกไปกับเพื่อนคนอื่นหรือ"
"ก็เราไม่ได้อยากไปกับเพื่อนคนอื่น"
ภูดิสตอบเสียงห้วน
เมื่อปองคุณได้ยินอย่างนั้น.. ก็มองหน้าเขา
"ตอบดีๆก็ได้ ทำไมต้องขึ้นเสียง"
"เราก็พูดของเราแบบนี้ทุกที"
เถียง.. ทั้งๆที่ก็รู้แก่ใจดีว่าน้ำเสียงของตัวเองแสดงความหงุดหงิดไม่ใช่น้อย
ภูดิสนั่งอยู่ที่โต๊ะเดี่ยวบนชั้นลอยของห้องสมุด มองลงมาเห็นปองคุณนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านอะไรอยู่อย่างขะมักเขม้น
จริงสิ.. พ้นวันหยุดช่วงปีใหม่ไปต้องส่งรายงานหลายวิชา เขาเองก็ควรจะเริ่มทำได้แล้ว แต่จิตใจกลับยังฟุ้งซ่าน เฝ้าคิดถึงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเองกับปองคุณในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมา..
'ดูไปก่อนได้ไหม..'
นั่นคือสิ่งที่ปองคุณบอก..
'เราเองก็ยังไม่แน่ใจ'
แม้จะโล่งใจที่ไม่ใช่คำปฏิเสธเสียทีเดียว แต่ความคาดหวังที่จะได้ยินคำตอบตกลงของปองคุณอย่างชัดเจน ก็ทำให้ภูดิสกระวนกระวายอยู่ไม่น้อย..
คณะของพวกเขามีนิสิตชายอยู่เพียงไม่กี่คน บรรดาเพื่อนผู้ชายในภาควิชาเดียวกันจึงสนิทสนมกันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะภูดิสและปองคุณที่มีความชอบใกล้เคียงกันมาก และลงวิชาเลือกแทบจะเหมือนกันทุกตัว
ตลอดเวลาร่วมสามปีที่ผ่านมา ภูดิสไม่เคยคิดว่าเขาจะรู้สึกกับปองคุณมากไปกว่าเพื่อนสนิท จนกระทั่งวันหนึ่งที่ภูดิสไม่สบายแล้วปองคุณมาเยี่ยมด้วยความเป็นห่วง เพราะเห็นว่าภูดิสนั้นเช่าห้องพักอยู่ตัวคนเดียว ไกลจากครอบครัวที่อยู่ถึงเชียงราย
พิษไข้ทำให้ภูดิสนอนซม หยุดเรียนไปหลายวัน ซ้ำยังไม่มีเรี่ยวแรงออกไปซื้ออาหารเข้ามาตุนไว้เลย แต่เขาก็ไม่ปริปากบ่นหรือขอให้ใครช่วย ภูดิสเป็นคนอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
เมื่อปองคุณทราบเรื่อง หลังจากที่โทรศัพท์มาถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายขาดเรียนนานผิดปกติ เพื่อนสนิทของภูดิสคนนั้นก็จัดแจงมาเยี่ยม พร้อมกับข้าวต้มที่แม่ของปองคุณทำมาให้จากบ้าน
'ไม่ไปหาหมอแน่หรือภู..'
ปองคุณถามอย่างเอาใจใส่
'ไม่ต้องหรอก นี่ก็ดีขึ้นมาแล้ว เมื่อวานสิ ลุกไม่ไหวเลย มึนตลอด'
ภูดิสปฏิเสธด้วยเสียงที่แหบแห้ง
'ขอบคุณที่อุตส่าห์เอาข้าวต้มมาให้นะ'
'ไม่เป็นไร แค่นี้เอง'
ปองคุณตอบ
'จะดื่มน้ำอีกไหม หรือภูอยากจะเอาอะไรอีกรึเปล่า'
ถามหลังจากที่อยู่กับภูดิสมาพักใหญ่ เพื่อช่วยดูแลให้อีกฝ่ายรับประทานอาหารและยาจนเรียบร้อย
'ไม่ล่ะ'
'งั้น.. เรากลับก่อนนะ จะได้นอนพักสบายๆ'
ประโยคนั้นทำให้ภูดิสเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมาใหม่
'อย่าเพิ่งกลับเลย'
ความเจ็บป่วยทางกาย.. ทำให้เขารู้สึกอ่อนแอกว่าปกติ
'อยู่เป็นเพื่อนกันอีกหน่อยเถอะ เราเหงา..'
นั่นคือความรู้สึกที่อยู่ในในภูดิสมาตลอด แต่ไม่เคยบอกใคร
ครอบครัวทางเชียงรายของภูดิสอาจจะมีฐานะดีพอที่จะปรนเปรอเขาด้วยเงินทองและวัตถุมากมาย แต่เขากลับไม่เคยสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นใกล้ชิดจากพ่อ แม่ หรือพี่น้องคนอื่นๆเลย..
เหตุผลหนึ่งที่เขาอยากมีปองคุณเป็นเพื่อน ก็คงเป็นเพราะปองคุณทำให้เขารู้สึกอบอุ่นนี่ล่ะมัง
ทว่าเมื่อพูดออกไปแล้วภูดิสก็รู้สึกอายเล็กน้อย แม้ปองคุณจะไม่ใช่เพื่อนประเภทที่เขาพูดจาชนิดมึงมาพาโวยด้วย แต่ก็ไม่ใช่วิสัยของเด็กผู้ชายที่จะพูดเรื่องความรู้สึกชัดเจนอย่างนี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ปองคุณดูเหมือนจะเข้าใจความรู้สึกของเขาดีโดยไม่ต้องมีคำอธิบายอื่นใด เพื่อนสนิทคนนั้นจึงนั่งลงบนเตียงอีกครั้ง แล้วเอื้อมมือมาจับมือภูดิสไว้
'เอาสิ..'
ปองคุณบีบมือคนป่วยเบาๆ
'เราจะอยู่เป็นเพื่อน'
วินาทีนั้นภูดิสรู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ และความรู้สึกนั่นก็ทำให้เขานึกถึงตัวเองเมื่อตอนอายุสิบหก สมัยเข้าไปเรียนในตัวเมืองเชียงใหม่ แล้วตกหลุมรักเพื่อนร่วมชั้นผู้หญิงคนหนึ่งเป็นครั้งแรก
แล้วก็แปลกที่ภูดิสไม่รู้สึกเลยสักนิด ว่าการที่หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นมาได้เพราะความอบอุ่นของปองคุณนี้.. เป็นเรื่องที่ไม่สมควร
ภูดิสรู้เพียงว่าความรู้สึกที่มีให้ปองคุณนี้ เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างเป็นธรรมชาติ.. และอย่างงดงามที่สุด
".........."
เสียงของนิสิตรุ่นน้องกลุ่มใหญ่ที่เดินขึ้นมาบนชั้นลอยของห้องสมุดทำให้ภูดิสตื่นจากภวังค์ แต่ก็เพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น เพราะเมื่อเขามองลงไปที่ชั้นล่าง ก็ยังเห็นปองคุณนั่งอยู่ที่เดิม..
แผ่นหลังของปองคุณ.. ทำให้เขานึกถึงวันนั้นอย่างช่วยไม่ได้
วันที่เขาดึงเพื่อนสนิทไปกอดในแบบที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อน..
ไม่แม้แต่พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือเด็กสาวที่เขาเคยคบหาระยะสั้นๆ
'ปอง..'
เขากอดปองคุณแน่น.. แน่นเสียจนตัวเองยังตกใจในเรี่ยวแรงมหาศาลที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่
แม้เมื่อตอนกลางวันจะหมางเมินกันไปเล็กน้อย แต่ภูดิสก็ยังรอปองคุณอยู่หน้าห้องสมุดเพื่อกลับบ้านพร้อมกัน และเมื่อปองคุณมองเห็นเขาก็ยิ้มให้ แล้วเดินมาพูดคุยด้วยอย่างเป็นปกติโดยไม่มีท่าทีไม่พอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
นี่คงเป็นอีกเหตุผลที่ทำไมภูดิสจึงชอบที่จะอยู่กับปองคุณนัก เพราะปองคุณไม่ค่อยโกรธหรือถือสาหาความใคร โดยเฉพาะกับเขาที่แม้จะดูนิ่ง แต่ลึกๆแล้วอารมณ์พร้อมจะปรวนแปรได้ตลอดเวลา
ทั้งสองขึ้นรถประจำทางไปด้วยกันดังที่ทำเป็นกิจวัตรในระยะหลัง เพราะห้องพักของภูดิสและบ้านของปองคุณไม่ได้อยู่ไกลกันเท่าไร ปกติแล้วภูดิสนิยมที่จะขึ้นรถไฟฟ้ามากกว่า เพราะมีทางเชื่อมถึงอาคารซึ่งเป็นที่อาศัยของเขาเลย แต่นับตั้งแต่วันนั้นที่เขาได้บอกความรู้สึกอย่างซื่อสัตย์ไปกับปองคุณ ภูดิสก็เลือกที่จะขึ้นรถประจำทางแทนเพื่อให้ได้อยู่กับปองคุณมากขึ้นอีกนิด แม้ว่าจะต้องเดินเข้าบ้านไกลสักหน่อยก็ตาม
"ยังไม่เบื่อขึ้นรถเมล์กับเราอีกหรือ ต้องเดินเหนื่อยเปล่าๆ บัตรขึ้นรถไฟฟ้ารายเดือนก็มี เสียดายแทน.."
ปองคุณพูด เมื่อทั้งสองขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว
ก็เราอยากอยู่กับปอง..
ภูดิสได้แต่คิดในใจ ไม่พูดเช่นเคย เพราะเกรงว่าจะฟังดูเกินไปหน่อย
"ขึ้นรถเมล์ก็ดี"
เขาตอบไปแค่นั้น
"วันนี้เห็นอยู่ภูในห้องสมุดตั้งนาน คงหาหนังสือที่จะทำรายงานสินะ"
"ก็ไม่เชิงหรอก"
ภูดิสไม่สามารถพูดออกไปได้ ว่าเขาเอาแต่แอบมองปองคุณแล้วก็คิดโน่นคิดนี่เรื่อยเปื่อย.. ไม่ได้ใช้ห้องสมุดให้เป็นประโยชน์ทางการศึกษาเลยสักนิด
"ไว้เดี๋ยวปีใหม่ไปแล้วค่อยมาหาก็ได้"
"จะไม่ทันเอาน่ะสิ"
ปองคุณติงด้วยความเป็นห่วง ตามประสาคนที่มีความรับผิดชอบสูง
"ปีใหม่ก็ไม่กลับเชียงรายไม่ใช่หรือ น่าจะทำเสียระหว่างวันหยุด"
คำพูดอย่างหวังดีนั้น สะกิดความรู้สึกน้อยใจของภูดิสที่มีอยู่ก่อนหน้านี้อีกครั้ง
ไม่นึกอยากเจอกัน.. แล้วยังจะไล่ให้ไปทำรายงานเสียอีกแน่ะ
"คนอื่นเขาก็สนุกสนาน ฉลองช่วงเทศกาล.."
ภูดิสตอบเลี่ยงๆ
"ใครจะอยากนั่งทำรายงานในช่วงสิ้นปีกัน"
"อ้าว ถ้าภูไม่กลับบ้าน ไม่อยากไปเที่ยวกับใคร แล้วจะทำอะไรล่ะ นั่งปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆอย่างนั้นหรือ?"
"ก็เล่นเกม ซักผ้า ถูห้อง ทำอะไรไปตามเรื่อง"
ทำไมจะไม่อยากไปเที่ยวล่ะ แต่คนที่อยากไปเที่ยวด้วยดันไม่อยากไปเที่ยวกับเขาน่ะสิ
"ถ้าอย่างนั้นจะไปไหว้พระกับที่บ้านเราไหม"
ปองคุณเอ่ยปาก..
"อย่าเลย"
ภูดิสปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม
"เกรงใจน่ะ แต่ก็ขอบคุณนะที่ชวน"
เมื่อลงมาจากรถประจำทาง แทนที่ภูดิสจะเดินแยกไปเพื่อกลับบ้านของตัวเอง เขาก็ตัดสินใจเดินมากับปองคุณเสียก่อน..
"อ้าว ไม่กลับบ้านล่ะ?"
ปองคุณถาม เมื่อเห็นว่าภูดิสยังเดินตามเขา
"อยากจะเดินมาซื้ออะไรแถวหน้าปากซอยนี่หน่อย.."
อ้างอย่างนั้น แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าควรจะพูดตรงๆไปเสียเลยดีกว่า
"แล้วก็อยากจะอยู่กับปองนานอีกนิดด้วย"
ปองคุณเงียบเมื่อได้ยินดังนั้น.. แต่ก็ไม่ว่าอะไร
"อ้อ แวะซื้อขนมเบื้องประเดี๋ยว"
ภูดิสเปลี่ยนเรื่อง เมื่อเห็นแผงขายขนมเบื้องเจ้าโปรด ที่เพิ่งมาความรู้จักเมื่อเริ่มสนิทกับปองคุณใหม่ๆ
"ขอไส้หวานแปดสิบบาท ไส้เค็มยี่สิบครับ"
ปองคุณยืนฟังเพื่อนสนิทบอกรายละเอียดยิบย่อยกับแม่ค้าพักหนึ่ง แล้วเมื่ออีกฝ่ายผละมายืนรอขนมอยู่ข้างเขา ก็อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้
"ซื้อไปทำไมตั้งมากมายน่ะ ทานทีเดียวหมดหรือ"
เก็บไว้ก็ไม่น่าจะอร่อย เพราะแป้งจะไม่กรอบ.. และชืดเสียเปล่าๆ
"ทานเองครึ่งหนึ่ง ไปฝากเขาอีกครึ่งหนึ่ง"
ภูดิสตอบ..
"ปองจะเอาด้วยไหม ไปสั่งเพิ่มตอนนี้ยังทัน"
อีกคนส่ายหน้า เขาไม่ได้ชอบขนมเบื้องนัก นึกถึงก็แต่แม่เท่านั้นที่ชอบขนมเบื้องเจ้านี้เหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรหรอก ใกล้บ้านแค่นี้เอง ออกมาซื้อเมื่อไรก็ได้
อึดใจต่อมา ภูดิสก็รับถุงขนมที่ถูกแยกเป็นสองถุงมาถือไว้ แล้วเดินเข้าซอยไปกับปองคุณ
เสียงรถราที่แล่นผ่านไปมาทำให้ทั้งสองไม่สามารถคุยกันได้ถนัดเหมือนเมื่อตอนนั่งอยู่บนรถประจำทาง ต่างฝ่ายจึงต่างเงียบไปพักใหญ่ จนกระทั่งเลี้ยวเข้าซอยย่อยมาแล้ว ภูดิสจึงค่อยเอ่ยถาม..
"เรามาอยู่กับปองแบบนี้บ่อยๆ ทำให้อึดอัดรึเปล่า?"
หันหน้าไปมองคนที่เดินอยู่ข้างๆ
"ไม่หรอก"
ปองคุณบอก
"เราก็สนิทกันแบบนี้มานานแล้ว แต่บางทีเกรงใจว่าจะทำให้เสียเวลาและลำบากโดยใช่เหตุเท่านั้น"
"เกรงใจทำไม.."
เสียงของภูดิสเบาลง
"บอกหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ ว่าอยากอยู่กับปอง"
คนพูดหยุดยืน แล้วนั่นก็ทำให้ปองคุณต้องหยุดตามไปด้วย
แววตาของภูดิสดูเหมือนจะต้องการตัดพ้อ..
"ก็รู้หรอกนะว่าไม่ควรถาม เพราะปองก็พูดมาแล้วว่าเมื่อตัดสินใจได้จะบอกให้ทราบ แต่มันก็ไม่ผิดใช่ไหมที่เราอยากรู้"
ปองคุณรู้แล้วว่าเขาคิดอย่างไร แต่ปองคุณไม่เคยบอกความในใจให้เขารู้เลย
"เราไม่ได้อยากจะใจร้อน แต่การรอคอยโดยไม่มีกำหนด.. มันก็ทรมาน"
"ภู.."
ปองคุณเรียกอีกฝ่าย
"เราเข้าใจภูทุกอย่าง แต่เราก็ยังบอกไม่ได้จริงๆว่าคำตอบของเราคืออะไร"
เราเป็นเพื่อนกันมาตลอดไม่ใช่หรือ
แล้วอยู่ๆเมื่อทุกอย่างมาเปลี่ยนไปเช่นนี้.. เขาก็อดไม่ได้ที่จะสับสน
"ภูก็รู้ว่าเราไม่เคยโกหก และที่เรายังไม่มีคำตอบให้ก็ไม่ใช่เพราะเราแกล้ง แต่.."
ปองคุณไม่คิดมาก่อนจริงๆ.. ว่าความรักแบบนี้จะเกิดขึ้นกับเขา
แล้วใครจะรับประกันได้ว่าถ้าเปลี่ยนความเป็นเพื่อนมาเป็นความรัก ทุกอย่างจะดีเหมือนที่ผ่านมา
"ถ้ายังไม่มีคำตอบให้ ก็ไม่เป็นไรหรอก"
ภูดิสเองก็เข้าใจ..
เข้าใจจริงๆ..
"เพียงแต่อยากจะพูดความรู้สึกให้ปองรู้เท่านั้น เพราะจะเล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้ ต้องเก็บไว้คนเดียว"
พูดพลางก้าวเดินช้าๆ มุ่งหน้าไปยังบ้านไม้ที่อยู่เกือบสุดซอยของปองคุณ
น้ำเสียงภูดิสในคราวนี้ฟังดูไม่หงุดหงิด แต่กลับเศร้าแทน..
และปองคุณเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี..
".........."
ในที่สุด เมื่อมาถึงหน้าบ้านปองคุณ ภูดิสก็ยื่นถุงขนมเบื้องให้ถุงหนึ่ง
"ฝากให้แม่ด้วย"
พยายามทำเสียงให้แจ่มใสขึ้น..
"ปองบอกว่าแม่ก็ชอบขนมเบื้องเจ้าหน้าปากซอยนี่เหมือนกันไม่ใช่รึ"
"จำได้ด้วย?"
ปองคุณถามอย่างประหลาดใจ เขายังลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยเล่าให้ภูดิสฟัง
ภูดิสยิ้ม พยักหน้า
"ไม่เข้าบ้านมาด้วยกันก่อนล่ะ จะได้เอาขนมเบื้องนี่ไปให้แม่ด้วยตัวเอง"
"ไม่เป็นไรหรอก"
เขาเคยพบแม่ของปองคุณและคนอื่นในครอบครัวสองสามครั้ง และทุกคนก็ดีแสนดีกับเขา..
ทว่ากลับเป็นภูดิสเสียเองที่อึดอัดกับความอบอุ่นที่ได้สัมผัส.. เพราะมันทำให้เขารู้สึกแปลกแยกชอบกล
ก็บ้านของเขาไม่เคยเอาใจใส่ห่วงหากันอย่างนี้ ภูดิสจึงวางตัวไม่ค่อยถูกยามที่ต้องสนิทชิดเชื้อกับใคร
"ปองเข้าบ้านเถอะ"
เขามองเลยไปที่รั้วบ้านของปองคุณ..
"อ้อ ว่าจะถามหลายครั้งแล้วว่านี่ต้นอะไร สีสวยดี"
ภูดิสหมายถึงพุ่มไม้เลื้อยที่มีดอกสีแดงแกมชมพูเป็นช่อๆ
"เขาเรียกเล็บมือนาง"
ปองคุณบอก พลางเอื้อมมือไปปลิดลงมาช่อหนึ่ง..
"เด็ดมาทำไม สงสารต้นไม้"
ภูดิสท้วง
"อยากให้ภูได้กลิ่น ถ้ามาเดินแถวนี้ตอนโพล้เพล้กลิ่นจะยิ่งฟุ้งกระจาย หอมเย็นๆ เราชอบ"
ว่าแล้วก็ยื่นช่อเล็บมือนางเล็กๆนั่นมาใกล้จมูกเขา
"ได้กลิ่นไหม?"
".........."
ภูดิสได้กลิ่นหอมเย็นนั่นจริงอย่างที่ปองคุณว่าไว้..
"หอมชื่นใจนะ"
ปองคุณยิ้ม..
และรอยยิ้มนั้นก็ทำให้ความเจ็บปวดหวานๆในอกเขาที่ถูกบ่มมาเป็นเวลานาน ยิ่งออกอาการกำเริบ
"..........."
เมื่อนึกถึงจูบแรกและจูบเดียวของพวกเขาที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ น้ำตาภูดิสก็พาลจะไหล..
วันนั้น.. ปองคุณก็ยิ้มให้เขาอย่างนี้
"ภู.."
ปองคุณเรียกเขา เมื่อเห็นว่าจู่ๆแววตานั่นหมองลง
"เรากลับก่อนล่ะนะ"
ภูดิสหลุบตาลงต่ำ ดึงช่อเล็บมือนางมาจากมือของปองคุณเบาๆ
"ส่วนดอกไม้นี่.. เราขอ"
กว่าจะกลับมาถึงห้องพัก ช่อเล็บมือนางนั้นก็โรยไปมาก
แต่ภูดิสก็ยังอุตส่าห์นำมาแช่ไว้ในแก้วน้ำใบเล็กๆ ด้วยหวังจะยืดอายุมันไปอีกสักนิด
".........."
กว่าจะได้พบปองคุณอีกที ก็คงเลยปีใหม่ไปแล้ว..
ในความเป็นจริงนี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย คนที่เขามีครอบครัวอบอุ่นก็ต้องอยากอยู่กับพ่อแม่พี่น้องเป็นธรรมดา เขาจะเห็นแก่ตัว เรียกร้องให้ปองคุณมาอยู่กับเขา เพียงเพราะเขาว้าเหว่ ไม่มีใคร และอยู่ไกลบ้านได้อย่างไร
บ้านที่มีให้เขาทุกอย่าง ยกเว้นความอบอุ่น..
แม้พ่อกับแม่จะโทรมาหาเขา และลงมาเยี่ยมเขาที่กรุงเทพฯบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่พ่อแม่จะถามว่าเขาเป็นอย่างไร
เพียงแค่เห็นเขายังครบสามสิบสอง เรียนหนังสือไม่ตกหล่น ไม่เคยไปเที่ยวเตร่เถลไถลจนเกิดเรื่องที่ไหน พ่อแม่ก็คิดเอาง่ายๆว่าเขาสบายดีและมีความสุข
ลูกคนกลางอย่างภูดิสไม่ใช่คนขี้เหงา เขาชินเสียแล้วกับการที่พ่อจะสนใจแต่น้องสาวคนเล็ก และชินเสียแล้วกับการที่แม่จะคอยเอาอกเอาใจแต่พี่ชายคนโตที่ปัจจุบันช่วยงานครอบครัวอยู่ที่เชียงราย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว.. ใช้ชีวิตของเขาไปโดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครมาตั้งแต่ยังเล็ก
ทว่ายิ่งโต.. เขาก็ยิ่งเหงา เหงาอยู่ลึกๆแม้ไม่เคยบอกใคร แม้ไม่เคยเรียกร้องให้คนต้องมาห้อมล้อม
จนกระทั่งมาเจอปองคุณ คนที่ทำให้เขารู้สึกเดียวดายน้อยลง..
ปองคุณทำให้เขามีความสุข และอบอุ่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หลังจากที่ภูดิสไม่สบายคราวนั้น ปองคุณก็แวะมาหาเขาที่ห้องพักบ่อยขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่บ้านปองคุณทำอาหารอะไร แม่ก็จะให้ลูกชายเอามาเผื่อเพื่อนที่อยู่คนเดียวแทบทุกครั้ง
"เกรงใจแม่ปองนะเนี่ย แบ่งกับข้าวให้ทุกครั้งเลย"
"เกรงใจแต่ก็เห็นภูทานหมดทุกที"
ปองคุณล้อ ขณะถ่ายแกงส้มดอกแคจากหม้อลงในกล่องพลาสติกใบเล็กให้ภูดิส
"ก็เพราะเกรงใจน่ะสิ ถึงต้องทานให้หมด แม่ปองอุตส่าห์ทำมาเผื่อ"
"ดีแล้วล่ะ ไม่ต้องเกรงใจหรอก แม่เราชอบทำกับข้าวอยู่แล้ว และยิ่งมีความสุขถ้าได้แบ่งให้คนโน้นคนนี้ทาน"
ปองคุณแจกแจง ขณะยกหม้อเปล่าที่ตัวเองใช้ใส่แกงมาไปล้าง
"ตั้งแต่รู้ว่าภูไม่สบาย ก็เป็นห่วง.. ถามถึงอยู่เรื่อย จนเราคิดว่าจะเป็นลูกชายอีกคนไปแล้ว"
ภูดิสหัวเราะ
"โอย ไม่กล้าหรอก เราไม่ได้เป็นเด็กดีอย่างปองนี่นะ แม่ปองคงไม่อยากได้ลูกชายอย่างเรา"
"เราก็ไม่ใช่เด็กดีอะไร.."
ปองคุณอธิบาย
"เพียงแต่ไม่อยากทำให้พ่อแม่ต้องกลุ้มใจ เพราะที่ผ่านมาพ่อแม่ก็ทำเพื่อเรากับน้องๆมามาก"
พ่อแม่ของปองคุณเป็นข้าราชการทั้งคู่ แม้จะมีฐานะปานกลาง แต่ด้วยความที่มีลูกถึงสามคนด้วยกัน จะใช้จ่ายวางแผนอะไรจึงต้องทำด้วยความรอบคอบ ครอบครัวของปองคุณจึงมีชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างสมถะ ทว่าทุกคนก็ดูมีความสุขดีจนภูดิสนึกอิจฉา
ปองคุณเป็นคนที่รักพ่อแม่และใกล้ชิดกับพ่อแม่เหลือเกิน ไม่ว่าจะทำอะไรก็คิดถึงความรู้สึกพ่อแม่อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นต่อให้ปองคุณมีความรู้สึกตรงกับเขา ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดีที่ปองคุณจะทำอะไรตามใจตัวเองโดยไม่นึกถึงบุพการี
แม้ภูดิสจะไม่เคยรู้สึกว่าสิ่งที่เขาสัมผัสได้ด้วยใจนี้เป็นเรื่องต้องห้าม แต่คนอีกมากมายจะคิดอย่างเขาหรือ โดยเฉพาะคนที่เป็นพ่อเป็นแม่?
และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม.. ปองคุณอาจไม่มีวันให้คำตอบที่เขาอยากฟังได้
ภูดิสยิ้มกับตัวเองเศร้าๆ มองดูกลีบบอบบางของดอกเล็บมือนางที่ร่วงลงมา
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าเขากำลังมีความรักอย่างแท้จริง
และมันก็ช่างน่าเสียดาย.. หากนี่จะนำไปสู่ความไม่สมหวังในรักเป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน
ปกติแล้วเวลาที่ปองคุณแวะมาหาภูดิส ปองคุณจะอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยามและไม่นานก็ขอตัวกลับตามประสาคนติดบ้าน มีเพียงสองครั้งเท่านั้นที่ปองคุณอยู่กับภูดิสนานครึ่งค่อนวัน
ครั้งแรกคือคราวที่ภูดิสนอนซมเพราะเป็นไข้ ส่วนครั้งที่สองก็คือวันอาทิตย์หนึ่ง ที่พวกเขาต้องเร่งทำสื่อประกอบการเสนองานหน้าชั้นใหม่ เพราะของเดิมที่เตรียมไว้นั้นสูญหายไปกับคอมพิวเตอร์ของเพื่อนอีกคนที่เกิดใช้งานไม่ได้อย่างกระทันหัน
ซึ่งวันอาทิตย์นั้นเอง.. ที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย
ที่จริงแล้วภูดิสสามารถทำงานทั้งหมดได้โดยลำพังแม้ว่าจะหนักสักหน่อย แต่ด้วยความที่ปองคุณเป็นคนมีน้ำใจ ปองคุณจึงอาสามาอยู่ช่วยเขาด้วยที่ห้องตั้งแต่เช้า เพื่อไม่ให้ภูดิสต้องเหนื่อยอยู่คนเดียว
"นี่ภู.. ให้เราช่วยพิมพ์บ้างเถอะ ภูพิมพ์คนเดียวมาตั้งแต่เช้าแล้วนะ"
ปองคุณพยายามบอกภูดิสอยู่เป็นระยะ
"ไม่เป็นไรหรอก ก็ทำไปรวดเดียวนี่ล่ะ แล้วปองค่อยมาตรวจทานให้เราทีหลัง เผื่อมีอะไรตกหล่น"
ภูดิสพูดไปพิมพ์ไป
"อีกอย่างขี้เกียจปรับเก้าอี้กลับไปกลับมาด้วย เพราะถ้าปองมานั่งทั้งๆอย่างนี้ก็คงจะขาไม่ถึง"
แกล้งแหย่ปองคุณเล่น เพราะปองคุณนั้นตัวเล็กกว่าเขามากอยู่
"เอ้อ คนเขาหวังดีอยากจะช่วย ยังมาว่ากระทบเสียอีกแน่ะ"
อีกฝ่ายบ่น..
"รู้อย่างนี้ให้นั่งทำคนเดียวแต่แรกเสียก็ดี ไม่มาอยู่เป็นเพื่อนหรอก"
"โถ ล้อเล่นเท่านี้ก็น้อยใจแล้ว"
ภูดิสยิ้ม..
อดคิดไม่ได้ว่าปองคุณที่ใจเย็นอยู่เป็นนิจนั้น เวลาแสดงอาการ 'งอน' นิดๆหน่อยๆก็ดูน่ารักดีไปอีกแบบ
ในวันนั้น.. กว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยก็ร่วมตีหนึ่ง
ภูดิสเห็นปองคุณหาวนอนและขยี้ตาอยู่หลายครั้ง ซึ่งก็เป็นที่คาดเดาได้เพราะปกติแล้วปองคุณนอนแต่หัวค่ำ แต่ถึงอย่างนั้นปองคุณก็อยู่ช่วยภูดิสทำงานอย่างมีน้ำอดน้ำทนโดยไม่บ่นเลยสักคำ
ซ้ำเมื่องานเสร็จแล้ว ปองคุณยังกุลีกุจอลุกมาช่วยภูดิสเก็บแก้วน้ำและจานชามที่พวกเขาใช้ทานอาหารง่ายๆกันระหว่างวันอีกด้วย
"ปองไม่ต้องเก็บหรอก เดี๋ยวเราเก็บเอง"
ภูดิสรีบบอก เมื่อเห็นอีกคนทำท่าจะเอาจานไปล้าง
"อาบน้ำนอนเสียเถอะ นี่ดึกมากแล้ว"
บอกอย่างนั้น เพราะจำได้ว่าเมื่อตอนปองคุณโทรศัพท์ไปบอกที่บ้านเมื่อราวสามทุ่มว่างานยังไม่เสร็จดี แม่ปองคุณก็ยังเอ่ยปากให้นอนค้างเสียที่นี่หากภูดิสไม่ว่าอะไร เนื่องจากไม่อยากให้ลูกชายต้องเดินกลับบ้านดึกดื่นโดยไม่จำเป็น เพราะซอยบ้านของปองคุณยามวิกาลก็เปลี่ยวเอาการอยู่
"ไม่ล่ะ เราคิดว่าเรากลับบ้านดีกว่า"
คำตอบของปองคุณทำให้ภูดิสประหลาดใจ
"อ้าว ทำไมล่ะ แม่ไม่ว่าอะไรไม่ใช่รึ?"
"ไม่ว่าหรอก แต่ทีแรกแม่คงนึกว่าจะเสร็จสักตีสามตีสี่โน่นถึงบอกให้นอนค้าง นี่เพิ่งจะตีหนึ่งเศษๆ.. ไม่ได้ดึกจนเกินไป เรากลับได้"
"จะดีเหรอ"
ภูดิสถามเพราะเป็นห่วงเพื่อน.. พอๆกับที่อยากให้ปองคุณอยู่กับเขานานๆ
"ไม่เป็นไรหรอกน่า"
ปองคุณบอกด้วยน้ำเสียงสบายอกสบายใจ
"ไม่ใช่ผู้หญิงเสียหน่อย เดินกลับแค่นี้เรื่องเล็ก"
เมื่อเห็นปองคุณดูท่าจะไม่เปลี่ยนใจจริงๆ ภูดิสก็ไม่โน้มน้าวต่อ ปล่อยให้อีกฝ่ายรวบรวมเอกสารและตำราเรียนใส่กระเป๋าสะพาย แล้วเดินไปสวมรองเท้าที่ถอดวางไว้หน้าประตู
ภูดิสทรุดตัวนั่งลงบนเตียง มองดูปองคุณที่นั่งหันหลังให้เขาขณะก้มลงผูกเชือกรองเท้า
แปลกเหลือเกินที่เขาเกิดรู้สึกเหงาจับใจขึ้นมาเมื่อเห็นว่าปองคุณกำลังจะไป ทั้งๆที่การใช้ชีวิตอยู่ในห้องนี้คนเดียว เข้านอนคนเดียว ก็เป็นเรื่องที่เขาทำจนเคยชินมาแล้วหลายปีแท้ๆ
อยากจะขอให้ปองคุณอยู่ต่อ แต่มันคงฟังดูพิลึก..
อย่างไรเสียความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจภูดิสก็เป็นของเขาเพียงคนเดียว ภูดิสย่อมไม่อาจคาดหวังให้ปองคุณรับรู้ หรือต้องรับผิดชอบด้วยการตามใจเขาใช่ไหม
ความเงียบนั้นคงทำให้ปองคุณเอะใจ จึงหันมามองเขา
".........."
และเมื่อตาสบตา ปองคุณก็ยิ้มให้ภูดิส
รอยยิ้มที่แสนเยือกเย็น.. แต่ทำให้ดวงหน้านั่นสว่างไสวราวกับพระจันทร์ข้างขึ้น
"ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ?"
ปองคุณถาม
"เหมือนน้องเพชรเมื่อสมัยคุณแม่พาไปส่งโรงเรียนอนุบาลใหม่ๆเลย ดูจ๋อยเชียว"
ปองคุณหมายถึงปุลวัชร น้องชายคนที่สองซึ่งอายุห่างจากตัวเองสี่ปี
ภูดิสยิ้มตอบ
".........."
ทว่าภายใต้ท่าทีที่นิ่งเฉยนั้น.. เขากลับรู้สึกเหมือนคนกำลังจะจมน้ำ
เมื่อปองคุณสวมรองเท้าเสร็จ ภูดิสก็ลุกจากเตียงเพื่อเตรียมลงไปส่งเพื่อนหน้าตึก ดังที่ทำเป็นประจำทุกครั้ง
แต่เมื่อมาหยุดยืนอยู่ห่างปองคุณไปไม่มาก แล้วเห็นเพียงแผ่นหลังของปองคุณแทนที่จะเป็นใบหน้าหันมามองเขาอย่างเคย ภูดิสก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้อีกต่อไป..
ความรู้สึกที่ถูกเก็บงำเป็นความลับลึกสุดหัวใจปะทุออกมาเป็นความปรารถนา เขาเอื้อมไปสุดแขนแล้วดึงปองคุณมากอด
".....!....."
แม้อีกฝ่ายแทบจะหงายหลังเพราะสูญเสียการทรงตัว แต่ภูดิสก็ยังสามารถยืนนิ่งได้อย่างน่าประหลาด..
"อยู่ต่อเถอะนะ"
ภูดิสกระซิบ กอดปองคุณไว้แน่น.. จนแผ่นหลังอุ่นๆของปองคุณแนบอยู่กับอกเขา
"ภู.."
ปองคุณร้องออกมาเบาๆหลังจากนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ท่าทางตกใจอยู่ไม่น้อย
มือข้างหนึ่งของภูดิสที่ทาบอยู่กับหน้าอกของปองคุณ สัมผัสได้ถึงแรงเต้นของหัวใจที่หนักหน่วงขึ้น แล้วเมื่อปองคุณทำท่าจะขยับตัว ภูดิสก็จับตัวอีกฝ่ายหมุนกลับมาให้มองหน้าเขา..
ภูดิสมองไม่เห็นแววตาสับสนของอีกฝ่าย เขามองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น นอกจากริมฝีปากของปองคุณที่ขยับเหมือนกำลังจะพูดอะไร
แล้วภูดิสก็ไม่เปิดโอกาสให้ปองคุณได้พูดออกมาสักคำ..
".........."
จูบนั้นร้อนรน.. ไม่ต่างอะไรไปกับใจของภูดิสที่รู้สึกผิดอยู่เต็มอก เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะทำกับเพื่อนเลยสักนิด โดยเฉพาะเพื่อนผู้ชาย
ทว่าเขาก็อ้อยอิ่งอยู่นานพอที่จะสัมผัสริมฝีปากของปองคุณเข้าไปเต็มๆ ชนิดที่ไม่สามารถจะแก้ตัวหรือหาข้ออ้างอื่นได้เลย ว่านั่นไม่ใช่จูบที่ภูดิสจงใจ..
แล้วเมื่อภูดิสถอนริมฝีปาก เขาก็รู้สึกว่าน้ำตาตัวเองซึมออกมา
ใช่แล้ว เขารักปองคุณมากกว่าเพื่อน..
นับจากวินาทีนี้ไปภูดิสไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีกแล้ว ว่าความรู้สึกท่วมท้นที่เกิดขึ้นนี่มีบ่อเกิดจากความสนิทสนมอย่างบริสุทธิ์ใจเท่านั้น
ปองคุณเงียบไปพักใหญ่.. ก้มหน้า
"ภู.."
อีกฝ่ายขยับตัวเบาๆ เมื่อเห็นว่าภูดิสยังกอดเขาไม่ปล่อย
"เราต้องกลับบ้านแล้ว"
น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ไม่แสดงถึงความโกรธ ความงุนงง หรืออารมณ์ใดๆเลย..
แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ภูดิสนึกกลัว..
"ปอง คืนนี้อยู่กับเราเถอะ"
เขาอ้อนวอน
"อยู่กับเราเถอะ.. "
"ไม่ได้หรอก ภู"
ปองคุณยังคงยืนยันคำเดิม
"พรุ่งนี้เช้าวันจันทร์ เราต้องออกไปใส่บาตรกับพ่อ"
ภูดิสรู้ดีว่าปองคุณพูดความจริง เพื่อนสนิทของเขาใส่บาตรกับครอบครัวทุกเช้าวันจันทร์และวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันที่พระจากวัดใกล้บ้านจะเดินมาบิณฑบาต
คนอย่างปองคุณไม่เคยกล่าวอ้างคนอื่นหรือสิ่งอื่นหากต้องการปฏิเสธตรงๆ เพราะฉะนั้นภูดิสก็ควรจะมั่นใจว่าปองคุณไม่ได้พยายามหลีกเลี่ยงเขา
ทว่าเขาก็ยังหวั่นใจ เพราะสิ่งที่เขาเพิ่งทำไปนั้นก็..
แต่ในที่สุดภูดิสก็คลายอ้อมแขนโดยดี แล้วยอมให้อีกคนเปิดประตูออกไป โดยมีเขาตามหลังอย่างช้าๆเพื่อเดินมาส่ง
คืนนั้นปองคุณไม่ได้พูดอะไรอีก นอกจากร่ำลาตามปกติ แล้วบอกให้ภูดิสที่นัยน์ตายังแดงก่ำรีบเข้านอนเสีย
หลังจากนั้นปองคุณก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่หลบหน้า ไม่หนีหายไปจากเขา และเอาใจใส่เป็นห่วงเป็นใยภูดิสอย่างเสมอต้นเสมอปลายเหมือนที่เป็นมา
แต่ขณะเดียวกันปองคุณก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องในคืนนั้นอีก ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น.. และนั่นก็ทำให้ภูดิสรู้สึกรวดร้าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จนวันหนึ่ง เมื่อพวกเขามีโอกาสได้ไปดูภาพยนตร์ด้วยตามลำพังกันสองคน ระหว่างที่นั่งดื่มกาแฟเพื่อรอเวลาเข้าชม ภูดิสก็ตัดสินใจยกเรื่องที่ติดค้างมาคุย โดยไม่แม้แต่จะถามว่าปองคุณอยากฟังไหม
ภูดิสรู้เพียงว่าหากเขาไม่พูดออกไป เขาคงจะต้องคลุ้มคลั่งในอีกไม่ช้านี้แน่ๆ..
แต่แม้ในอกจะปั่นป่วนด้วยความรู้สึกมากมาย ภูดิสก็ไม่ได้พูดอะไรเยิ่นเย้อนัก เขาอธิบายความรู้สึกเพียงสั้นๆ.. ทว่าชัดแจ้งทุกอย่าง
"ที่ทำไปวันนั้น ก็เพราะเราชอบปอง"
เขาสบตาปองคุณตรงๆโดยไม่หลบ ไม่เลี่ยง ไม่แสดงอาการประหม่าใดทั้งสิ้น..
แม้ว่าหัวใจจะเต้นแรงเหลือเกินก็ตาม..
"ชอบแบบที่มากกว่าเพื่อน อยากเป็นแฟน อยากรู้จักปอง.. อยากอยู่กับปองให้มากกว่านี้"
นั่นเป็นครั้งแรก ที่ภูดิสเห็นปองคุณต้องเป็นฝ่ายหลบตา..
"แต่.."
และเป็นครั้งแรกที่ปองคุณดูหวั่นไหว.. วางตัวไม่ถูก
"แต่ทุกวันนี้ที่เราเป็นเพื่อนกัน ทุกอย่างก็ดีมากอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?"
ไม่มีสักนิดที่ปองคุณจะแสดงอาการรังเกียจ หรือมองว่าความรู้สึกของภูดิสเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และไม่เคยมีสักครั้งเลยที่ปองคุณจะอ้างกรอบของสังคมมาพูดให้ภูดิสรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องผิดปกติ
ปองคุณรับฟังทุกอย่างด้วยความเข้าใจ ว่าจิตใจและความรู้สึกของมนุษย์นั้นซับซ้อนเกินกว่าจะจัดเป็นประเภทกว้างๆที่ไร้ซึ่งความละเอียดอ่อนไปได้..
นั่นควรจะทำให้ภูดิสดีใจ แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกหนักอก เพราะแม้ปองคุณไม่ได้รังเกียจ ไม่ได้มองว่าความรักแบบนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ปองคุณก็ยังไม่เปิดโอกาสให้เขาเป็นได้มากกว่าเพื่อนสนิทเช่นกัน
"เรายังตอบภูไม่ได้หรอก เพราะเราไม่เคยมีความรัก ไม่เคยมีแฟนมาก่อน จึงไม่รู้จริงๆว่าเรื่องแบบนี้คืออะไร.."
ปองคุณตอบอย่างตรงไปตรงมา และคำตอบนั่นก็ทำให้ใจของภูดิสฝ่อเหลือนิดเดียว
"ดูไปก่อนได้ไหม.."
ปองคุณยอมสบตาเขาในที่สุด และภูดิสก็มองเห็นความหนักใจอยู่ในแววตานั้น
"เราเองก็ยังไม่แน่ใจ ว่าความรู้สึกแบบไหนถึงจะเรียกว่าชอบหรือรัก"
ภูดิสยิ้มเศร้าๆ..
"ได้สิ"
เขาควรโล่งอกที่ปองคุณเข้าใจเขามากกว่าที่คิด แต่ใจนั้นกลับโลดแล่นไปไกล.. และเริ่มกลัวความผิดหวังเสียแล้ว
ขณะที่ชมภาพยนตร์อิตาเลียนย้อนยุคเรื่องนั้น ใจภูดิสนึกถึงแต่มือของปองคุณที่วางอยู่กับที่เท้าแขน
อยากจะเอื้อมมือไปจับไว้.. แต่ก็ไม่กล้า
ปองคุณไม่เคยต่อว่าเรื่องที่ภูดิสผลีผลามกอดจูบไปในคืนก่อนโน้น และความนิ่งของปองคุณก็ยิ่งทำให้ภูดิสเกรงใจ
ทว่าหากภูดิสทำได้ตามความปรารถนาลึกๆล่ะก็ เขาคงจะทั้งจับมือ ทั้งรั้งให้ปองคุณเอนตัวมาซบอยู่กับไหล่เขา.. เป็นแน่
เมื่อไรหนอ..
ภูดิสนึก แม้นัยน์ตาจะจับจ้องไปที่จอภาพยนตร์ แต่ใจกลับอยู่แต่กับคนที่นั่งข้างๆ
เมื่อไรปองคุณจะให้คำตอบกับเขาได้ แม้ต้องได้รับคำปฏิเสธ.. แต่นั่นก็อาจดีกว่าการรอคอยที่มีความหวังเพียงครึ่งๆกลางๆแบบนี้
ภูดิสใช้เวลาอยู่กับตัวเองในวันหยุดสิ้นปีอย่างเหงาๆ
แม้จะมีเพื่อนหลายคนโทรศัพท์มาชวนให้เขาออกไปสนุกสนานด้วยข้างนอก แต่ภูดิสก็พยายามปฏิเสธหมด
เขาไม่อยู่ในอารมณ์เบิกบานนัก และรู้ตัวดีว่าในตอนนี้อะไรก็ช่วยให้เขาแช่มชื่นขึ้นไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่า..
".........."
ภูดิสชักกลุ้มใจในอาการของตัวเอง ที่เคยเห็นในละครและอ่านในหนังสือนิยายมาตลอด เขาเพิ่งจะรู้วันนี้เองว่า 'ไข้ใจ' นั้นเป็นอย่างไร
รู้ทั้งรู้ว่าที่ต้องการและรู้สึกอยู่นั้นมันมากเกินไป.. มากเกินกว่าที่จะกล้าเรียกร้องเอาจากปองคุณได้ แต่ภูดิสก็ควบคุมความรู้สึกนี้ไม่ได้จริงๆ
เสียงสัญญาณเตือนว่ามีข้อความเข้าดังขึ้นเบาๆจากโทรศัพท์ของเขา และนั่นก็ทำให้ภูดิสหยิบมากดอ่าน
ปรากฏว่าเป็นข้อความจากปองคุณ..
"Happy New Year. I hope this will be another great year for you. Don't forget to work on your assignments. We've to meet the deadline almost right after the holidays. Good night."
ภูดิสยิ้ม..
ยังอีกหลายชั่วโมงอยู่หรอกกว่าจะถึงปีใหม่ แต่เขาก็ดีใจที่ปองคุณอุตส่าห์นึกถึง และไม่ลืมที่จะส่งข้อความมาสวัสดีปีใหม่ก่อนไปเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เพื่อเตรียมตัวไปวัดกับที่บ้านในวันรุ่งขึ้น ทั้งๆที่ปกติแล้วปองคุณไม่ค่อยได้ส่งข้อความถึงเขาบ่อยนัก
ซ้ำปองคุณยังไม่ลืมที่จะเตือนให้เขาทำรายงานส่งอาจารย์ด้วยความเป็นห่วงอีกด้วย
ภูดิสกดปุ่มตอบกลับ แล้วเมื่อหน้าจอว่างเปล่าปรากฏบนโทรศัพท์ เขาก็พิมพ์ข้อความลงไป
"Can't work on my assignments. Call me a fool, but I'm too lovesick to concentrate on anything. Have a great day with your family tomorrow. Happy New Year to you as well. I wish you every happiness in this world."
แล้วกดส่งด้วยความรู้สึกที่ทั้งคิดถึง.. ทั้งหวั่นไหว
นึกๆดูแล้ว บางทีอาจเป็นภูดิสเองนี่ล่ะที่สมควรไปวัดในวันปีใหม่มากกว่าใคร เผื่อว่าความร่มเย็นของศาสนสถานจะช่วยให้อาการเพ้อรักนี้ทุเลาลงสักนิด.. ก็ยังดี
เมื่อตื่นขึ้นมาในวันปีใหม่ ภูดิสก็จัดแจงทำอาหารมื้อสายให้ตัวเอง แล้วเปิดโทรทัศน์ไว้เป็นเพื่อน แม้จะไม่ได้สนใจดูเป็นพิเศษ แต่บรรยากาศความรื่นเริงช่วงเทศกาลที่ถูกถ่ายทอดผ่านคำพูดของผู้ประกาศข่าวและเสียงเพลงนั่น ก็ทำให้ภูดิสรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย
หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย เขาก็หันไปมองกองหนังสือและแฟ้มเก็บเอกสารที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ พลางคิดว่าควรจะทำตัวเป็นคนมีความรับผิดชอบ เริ่มทำรายงานเสียตั้งแต่ตอนนี้เพื่อตอนรับศักราชใหม่เสียดีไหม แทนที่จะไปทำแบบลวกๆเอาวินาทีสุดท้ายดังที่ปฏิบัติมาเป็นประจำ
'ถ้าภูไม่กลับบ้าน ไม่อยากไปเที่ยวกับใคร แล้วจะทำอะไรล่ะ นั่งปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆอย่างนั้นหรือ?'
ที่ปองคุณพูดกับเขาด้วยความหวังดีในวันนั้น ภูดิสยังจำได้..
เขาหันไปหยิบโทรศัพท์มากดดู แล้วก็ต้องรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเมื่อไม่มีข้อความใดตอบกลับมาหลังจากเมื่อคืน แต่ปองคุณก็ไม่ใช่คนช่างส่งข้อความหรือช่างคุยโทรศัพท์มาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่เรื่องที่เขาควรจะเก็บมานึกน้อยใจอีกเช่นกัน
หรือไม่ปองคุณอาจจะยังอึ้งอยู่กับข้อความที่ภูดิสเขียนแสดงความรู้สึกไปอย่างอาจหาญ เลยตัดปัญหาด้วยความนิ่งเฉยเสียก็เป็นได้
ตอนนี้คงจะไปไหว้พระกับพ่อแม่และน้องๆอยู่ล่ะสิ..
".........."
ภูดิสถอนหายใจอีกครั้ง
เขาเองก็เห็นด้วยกับปองคุณทุกอย่าง ว่าเขาควรจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เอาแต่เหม่อลอย ฟุ้งซ่าน และนั่งละเมอเพ้อพกอยู่คนเดียวอย่างนี้ เพราะมันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้นตรงไหน ซ้ำยังบ่มเพาะความขี้เกียจให้ทวีคูณ และทำให้เฝ้าหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่แต่กับปัญหาที่รู้ดีแก่ใจว่าไม่สามารถไปควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงได้
'พ่อเราพูดอยู่เสมอว่าถ้ามีอิสรภาพมากเกินไป แม้แต่เทวดาก็ยังเสียนิสัยได้'
ปองคุณเคยบอกกับเขาอย่างนั้น เมื่อเขาถามว่าทำไมปองคุณถึงได้เป็น 'เด็กดี' เหลือเกิน ทำไมถึงได้เป็นคนที่มีวินัยอย่างมาก ไม่เคยเหลวไหลเลย
'เราไม่ได้ดีไปกว่าภูหรือเพื่อนคนอื่นๆหรอก แต่เพราะพ่อสอนเราให้รู้ว่ามนุษย์ทุกคนมีความอ่อนแอ พร้อมจะหลงไปกับสิ่งล่อตาล่อใจได้ตลอดเวลา ดังนั้นจึงควรสร้างภูมิต้านทานให้ตัวเองด้วยการมีความรับผิดชอบอย่างสม่ำเสมอ อะไรที่ควรจะทำให้เสร็จวันนี้ก็ทำให้เรียบร้อยเสีย อย่าผัดวันประกันพรุ่ง ไม่อย่างนั้นจะลำบากเอาในภายภาคหน้า'
ยิ่งรู้จักกันนานวัน ภูดิสก็ยิ่งชื่นชมปองคุณ เพราะเขารู้สึกเหมือนได้อยู่กับทั้งเพื่อนและผู้รู้.. ที่คอยให้คำแนะนำและข้อคิดที่ดีกับเขาเสมอ
จริงๆแล้วเขาไม่ควรละโมบและนึกอยากได้อะไรมากไปกว่านี้ใช่ไหม แค่มีเพื่อนสนิทแสนดีสักคนอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นความโชคดีอย่างมหาศาลแล้ว
แต่ทำไมหัวใจภูดิสจึงยังเฝ้าเรียกร้องให้ปองคุณอยู่เคียงข้างเขาในฐานะอื่น.. ด้วยความทุรนทุราย
เอาเถอะ.. ภูดิสคิด พลางเหลือบมองนาฬิกาที่ฝาผนังห้อง
นั่งปล่อยอารมณ์เรื่อยเปื่อยมาจนเกือบจะเที่ยงแล้ว คงต้องตัดสินใจทำอะไรเสียที
".........."
ในที่สุดเขาก็เดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ นั่งลง รวบรวมสมาธิอยู่พักใหญ่..
ก่อนจะเปิดแฟ้มเพื่อนำเอกสารทางวิชาการที่มีอยู่ออกมาอ่าน แล้วเริ่มจดสรุปเนื้อหาสำหรับทำรายงานอย่างตั้งอกตั้งใจ
หลังกลับมาจากการไปไหว้พระวันขึ้นปีใหม่ที่วัดในจังหวัดสมุทรสงครามได้พักหนึ่ง ปองคุณก็มาช่วยพ่อของเขาล้างรถ ในขณะที่น้องๆอีกสองคนกำลังช่วยแม่เก็บของที่ซื้อกลับมาจากตลาดน้ำ และเตรียมอาหารเย็นอยู่ในครัว
"พี่ปองขา.."
ปัทรินทร์ น้องสาวคนเล็กของเขาเรียกด้วยเสียงอ่อนเสียงหวานออกมาจากในบ้าน
"แม่ให้มาถามว่าขนมห่อใบตองที่ซื้อมา พี่ปองจะแบ่งเอาไปให้พี่ภูไหมคะ?"
ปองคุณเงยหน้าขึ้นมอง..
"แล้วน้องปัทแบ่งที่ตัวเองจะทานกับพี่เพชรแล้วหรือยังล่ะ"
เขาถาม
"แบ่งเรียบร้อยแล้วค่ะ ยังเหลืออีกตั้งเยอะ แม่เลยให้ปัทมาถาม"
"ถ้าอย่างนั้นก็ดี พี่จะได้เอาไปให้ภูเย็นนี้"
ปองคุณยิ้ม
"เดี๋ยวปัทไปบอกแม่ให้นะคะ"
น้องสาวปองคุณบอก ก่อนจะผลุบหายไปในตัวบ้าน เห็นหางเปียเดี่ยวสะบัดอยู่ไวๆ
จากนั้นปองคุณก็กลับมาตั้งใจขัดสีฉวีวรรณรถยนต์ของครอบครัวต่อ โดยที่พ่อกำลังนั่งยองๆขัดฝาครอบล้ออยู่อีกด้าน
"อ้าว ภูเขาไม่กลับบ้านหรอกหรือลูก?"
พ่อปองคุณถามขึ้นมา
"ปีใหม่ทั้งทีไม่กลับไปให้ที่บ้านเห็นหน้า พ่อแม่คิดถึงแย่"
อีกฝ่ายพูดเนิบๆ
"ปองก็ถามเขาเหมือนกันครับว่าทำไมไม่กลับ"
ลูกชายตอบ
"แต่ภูบอกว่าพ่อกับแม่ไม่อยู่ ไปต่างประเทศ ส่วนพี่กับน้องก็วางแผนไปเที่ยวกับเพื่อนของตัวเอง เลยไม่รู้ว่าจะกลับไปเชียงรายทำไม"
แม้ทั้งคู่จะมีพี่น้องสามคนเหมือนกัน แต่ครอบครัวภูดิสก็แตกต่างจากครอบครัวปองคุณตรงความเหนี่ยวแน่นของสายใยนี่เอง..
"อ้าว เป็นอย่างนั้นไป.."
พ่อของปองคุณทำเสียงประหลาดใจ
"แล้วภูเขาไม่เหงารึ รู้อย่างนี้ชวนไปสมุทรสงครามด้วยกันเสียก็ดี"
แม้จะไม่ได้พบภูดิสบ่อยนัก แต่เท่าที่ฟังจากปากของลูกชายคนโต พ่อปองคุณก็รู้สึกว่าภูดิสเป็นเด็กหนุ่มที่นิสัยดีและมีน้ำใจคนหนึ่ง จึงมีความเมตตาเอ็นดูให้ภูดิสอยู่ไม่น้อย
"ปองชวนเขาแล้วล่ะครับ แต่ภูบอกว่าเกรงใจ"
และปองคุณเองก็ไม่กล้าคะยั้นคะยอภูดิสเสียด้วย เพราะเห็นว่าในบางครั้งเพื่อนสนิทเขาคนนี้ก็ดูมีความสุขอยู่ในโลกส่วนตัวเหลือเกิน..
"วันหลังบอกภูว่าไม่ต้องเกรงใจ"
ปองคุณได้ยินพ่อตอบกลับมาอย่างนั้น
"เวลาพ่อแม่เขาลงมากรุงเทพฯยังเอาลิ้นจี่กับสับปะรดมาฝากบ้านเราตั้งมากมาย เพราะฉะนั้นถ้าภูจะไปเที่ยวด้วยกันแค่นี้น่ะเรื่องเล็ก แม่เราเขาจะดีใจเสียอีกที่ได้ลูกชายมาเพิ่มอีกคน"
หลังรับประทานอาหารค่ำเสร็จ ปองคุณก็นั่งคุยเล่นกับน้องๆอยู่อีกพักใหญ่ จนกระทั่งแม่เขาเดินมาถาม
"อ้าว ว่าจะเอาขนมไปให้ภูไม่ใช่หรือ? นี่มืดแล้วนะลูก"
"อ้อ.. ครับ"
ปองคุณรับคำ
"กำลังคิดว่าจะไปอยู่พอดี"
"จ้ะ ไปเสียเถอะ เดี๋ยวจะดึกเกินไป ขนมที่แบ่งให้ภูน่ะแม่วางไว้บนโต๊ะทานข้าวแล้ว ปองหยิบไปด้วยแล้วกัน"
"ขอบคุณครับแม่"
ไม่นานต่อมา ปองคุณก็ปลีกตัวจากน้องชายและน้องสาว แล้วเดินขึ้นมาบนห้องนอน เพื่อหยิบกระเป๋าสะพายที่ใช้ถือติดตัวประจำไปด้วย
".........."
ที่จริงปองคุณอยากจะไปพบภูดิสตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินแล้ว แต่ความรู้สึกแปลกๆบางอย่างก็ยั้งเขาไว้
ความรู้สึกแปลกๆที่คืบคลานมาในใจเขาอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น ในช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา..
ดวงตาอ่อนโยนแสนเศร้าของภูดิสที่ปองคุณได้เห็นในเย็นวันนั้น วันที่พวกเขายืนอยู่ด้วยกันใกล้พุ่มเล็บมือนาง ทำให้ปองคุณข่มตาหลับไม่ลง ต้องนอนครุ่นคิดอะไรต่อมิอะไรมากกว่าเคยในช่วงคืนสองคืนที่ผ่านมา
เขาหยิบโทรศัพท์มาใส่กระเป๋าสะพาย พลางตรึกตรองว่าควรจะโทรบอกภูดิสก่อนดีไหมว่าจะเอาขนมไปให้ แต่แล้วก็คิดว่าอย่าดีกว่า หากภูดิสไม่อยู่ เขาจะแขวนไว้กับประตูห้อง หรือฝากไว้กับพี่พนักงานต้อนรับชั้นล่างก็ได้ ไม่น่ามีปัญหาอะไร
ปองคุณออกจากห้อง เดินลงบันไดมาช้าๆ พลางนึกถึงความรู้สึกในใจที่ค่อยเปลี่ยนไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว..
เมื่อก่อนเขาไม่เห็นจะคิดมากขนาดนี้ กับแค่โทรศัพท์หรือแวะไปหาภูดิส.. มันเป็นเรื่องที่เพื่อนสนิทเขาทำกันเป็นปกติโดยไม่ต้องขออนุญาตหรือรู้สึกเกรงอกเกรงใจไม่ใช่หรือ ถ้าขณะนั้นอีกฝ่ายไม่สะดวกก็ไม่เห็นเป็นไร ไว้รอโอกาสหน้าย่อมได้
แล้วทำไมจึงต้องหวั่นไหวโดยไม่มีสาเหตุ?
ปองคุณยิ้มให้น้องชายและน้องสาวเมื่อเตรียมจะเดินออกจากบ้าน พลางฉวยถุงขนมมาถือไว้ในมือ
"พี่ไปก่อนนะ ประเดี๋ยวกลับมา"
"ค่ะ พี่ปอง"
ปัทรินทร์ขานรับ ส่วนปุลวัชรน้องชายนั้นเพียงยิ้มตอบโดยไม่พูดอะไร เพราะกำลังสนอกสนใจรายการโทรทัศน์ที่ดูอยู่
ปองคุณยืนรออยู่หน้าห้องของภูดิสพักหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีเสียงขานตอบแม้จะเคาะประตูเรียกแล้วถึงสองครั้ง เขาก็ตัดสินใจหันหลังกลับ แล้วเดินไปกดลิฟต์ เพื่อนำถุงขนมลงไปฝากให้ภูดิสไว้กับพนักงานต้อนรับที่ชั้นล่างแทน
แต่เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ปองคุณก็ต้องประหลาดใจแกมดีใจ เมื่อเห็นว่าผู้ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั้นคือคนที่เขาตั้งใจมาหานั่นเอง
"อ้าว ปอง!"
แต่ดูเหมือนภูดิสจะเป็นฝ่ายที่ดีใจเสียยิ่งกว่า..
"มาหาเรารึเปล่า หรือยังไง?"
ภูดิสกดปุ่มให้ประตูลิฟต์เปิดค้างไว้ด้วยความลังเล เพราะไม่แน่ใจว่าปองคุณตั้งใจมาหาเขา หรือว่านี่คือการพบกันโดยบังเอิญ
"ก็มาหาภูน่ะสิ ทั้งตึกนี้ก็รู้จักแต่ภูคนเดียว เอาขนมมาฝากน่ะ"
ปองคุณตอบ
"ออกมาจากลิฟต์เถอะ เผื่อคนอื่นกดเรียก เดี๋ยวเขาจะรอนาน"
ได้ยินดังนั้นอีกคนก็รีบเดินออกมา ใบหน้าที่เมื่อครู่ยังดูเซื่องซึมเฉยเมย.. กลับสดชื่นขึ้นทันที
"ดีนะที่เรากลับมาก่อน ไม่อย่างนั้นคงพลาดกัน"
ภูดิสพูดด้วยน้ำเสียงโล่งอก
"ไปเที่ยวไหนมาล่ะ ไหนว่าจะอยู่บ้านไง"
ปองคุณถามยิ้มๆ มองดูแก้วพลาสติกใสบรรจุกาแฟเย็นที่ภูดิสถืออยู่ในมือ และเจ้าตัวยังดื่มไม่หมด
"ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย นั่งอยู่ในบ้านตั้งแต่เช้าจนค่ำ พอชักเบื่อก็เพิ่งจะออกไปซื้อกาแฟเย็นมาดื่มเดี๋ยวนี้เอง"
ภูดิสอธิบาย..
"ทำไมปองไม่โทรหาเราล่ะ?"
"ก็เราไม่ได้บอกไว้ก่อนล่วงหน้าว่าจะมา แล้วแค่อยากจะเอาขนมมาฝากเท่านั้น เลยไม่อยากโทรตามให้วุ่นวาย"
"ไม่เห็นจะวุ่นวายเลย เรื่องแค่นี้"
ภูดิสพึมพำขณะรับถุงขนมที่ปองคุณส่งให้มาถือไว้
"ปองรีบรึเปล่า ถ้าไม่รีบก็เข้าไปนั่งเล่นในห้องกันก่อนสิ"
เจ้าของบ้านชวนอย่างเต็มอกเต็มใจ
"อุตส่าห์เอามาให้ถึงที่แล้วจะกลับบ้านเลยเหรอ ทำตัวเป็นคนส่งพิซซ่าไปได้"
"ก็ไม่เห็นเป็นไร.."
"เข้ามาด้วยกันก่อนเถอะน่า"
น้ำเสียงภูดิสฟังดูออดอ้อน
"จะได้ทานขนมที่ภูเอามาฝากนี่ด้วยกัน.. ฉลองปีใหม่ไง"
และแววตาของภูดิสที่มองมา ก็ทำให้ปองคุณปฏิเสธไม่ลง
"โอ้โห ภูเริ่มทำรายงานแล้วเหรอ?"
ปองคุณถามด้วยน้ำเสียงดีอกดีใจ เมื่อเห็นว่าหนังสือและเอกสารทางวิชาการต่างๆนั้นวางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือของภูดิส
ภูดิสหัวเราะเบาๆ พลางเลื่อนเก้าอี้ตรงโต๊ะที่ใช้รับประทานอาหารให้ปองคุณมานั่ง
"ก็มีคนเขาเตือนด้วยความหวังดีว่าให้ทำเสียแต่เนิ่นๆ.. เลยคิดได้"
"ดีแล้วล่ะ ภู"
อีกฝ่ายยิ้ม..
"เราเห็นภูต้องมาอดนอนเพราะเร่งทำรายงานคืนก่อนส่งทีไร สงสารทุกที"
"จริงๆแล้วน่าสมน้ำหน้าต่างหาก.."
ภูดิสพูดตามความเป็นจริง
"อาจารย์สั่งมาตั้งแต่ต้นเทอม ดันเถลไถลเอง"
"แต่นี่ภูก็ทำแล้วไง ก่อนกำหนดส่งตั้งแปดวัน"
ปองคุณนับนิ้ว..
"เริ่มปีใหม่ด้วยการทำรายงานนี่ แสดงว่าปีนี้จะขยันเรียนใช่ไหม ภู?"
"เอ ไม่รู้สิ ปองก็รู้ว่าเราไม่ใช่คนขยัน และเริ่มทำรายงานก่อนส่งเพียงแปดวันก็ไม่ถือว่าขยันหรอกนะ คนอื่นเขาทำเสร็จกันตั้งแต่ก่อนหยุดปีใหม่ก็เยอะแยะไป"
อย่างเช่นปองคุณเป็นต้น..
"ก็นับว่าเก่งแล้วล่ะน่า สำหรับคนที่ทิ้งทุกอย่างไว้วินาทีสุดท้ายเป็นประจำอย่างภูน่ะ"
"ขอบคุณที่ชม"
ภูดิสยิ้ม พลางเลื่อนถุงขนมที่วางอยู่มาดูใกล้ๆ
"โอ้โห ขนมห่อใบตองพวกนี้เราชอบเสียด้วย มีอะไรบ้างน่ะ มีขนมฟักทองไหม?"
"เอ รู้สึกว่าจะมีนะ ซื้อมาสี่อย่าง ขนมกล้วย ขนมตาล ขนมใส่ไส้ แล้วก็ขนมฟักทอง ห่อแบบที่มีไม้กลัดเสียบไว้สองอันน่ะ จะเป็นขนมฟักทอง"
ปองคุณแจกแจง
"จริงน่ะ?"
ภูดิสทำเสียงตื่นเต้น
"รู้รึเปล่าว่าขนมฟักทองนี่เราชอบมากที่สุด แต่หาทานไม่ค่อยมีเลย เวลาเจอทีนี่แทบจะร้องไห้ด้วยความดีใจ"
"อย่างนั้นหรือ? โชคดีแม่เราเป็นคนเลือกมา ภูเลยได้ทานของชอบ"
"ฝากขอบคุณแม่ปองด้วยนะ ทำอาหารเก่งแล้วยังรู้ใจอีก นี่ถ้าแม่ปองอยู่ตรงนี้ เราคงเข้าไปกอดอย่างไม่เกรงใจแน่ๆ"
ปองคุณหัวเราะเมื่อได้ยิน..
"ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวจะกลับบ้านไปกอดให้"
มือของภูดิสที่กำลังจะคลี่ห่อใบตองออก.. ชะงักไปครู่หนึ่ง
"แล้วถ้าเราขอกอดลูกชายคนโตแทนก่อนล่ะ จะได้ไหม?"
ภูดิสถามคำถามที่ฟังเหมือนล้อเล่น..
ทว่าแววตานั้นอ่อนโยน และแสดงความรู้สึกลึกซึ้งที่ถูกเก็บไว้ในใจ
".........."
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบไปพักหนึ่ง..
ภูดิสมองดูอีกคนที่ยังก้มหน้า ท่าทางเหมือนทำอะไรไม่ถูก
"ปอง.."
เขาเอ่ยขึ้นมาเบาๆ
"เราขอโทษ อย่าถือสาที่พูดออกไปเลย"
บางครั้งภูดิสก็ลืมไป ว่าการที่เขาคิดกับปองคุณเกินเพื่อนนั้นเป็นความรู้สึกของเขาเพียงฝ่ายเดียว..
"อย่าโกรธเรานะ"
ความอดทนของคนเราย่อมมีขีดจำกัด ที่ปองคุณยังเป็นเพื่อนกับเขาเหมือนปกติทั้งๆที่คืนนั้นเขาได้ทำอะไรที่ไม่สมควรไป ก็นับว่าดีแค่ไหนแล้ว ภูดิสจึงไม่ควรจะเอาแต่ใจนัก..
และการแสดงออกถึงความเสน่หาพร่ำเพรื่อ มันก็ไม่ได้ช่วยทำให้อีกฝ่ายนึกรักตอบได้โดยอัตโนมัติหรอก ดีไม่ดีจะสร้างความอึดอัดใจอีกต่างหาก
"เราไม่ได้โกรธ.."
ปองคุณพึมพำ
"แต่เราไม่รู้จะเริ่มพูดเรื่องนี้กับภูอย่างไรดี"
".........."
"ที่ผ่านมาแม้เราจะไม่เคยยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่คิดนะ"
ปองคุณค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองเขา
"ภู ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมแบบนี้ตลอดไปได้ใช่ไหม?"
หัวใจภูดิสกระตุกแรง
แม้จะเตรียมใจมาบ้างแล้วว่าท้ายที่สุดปองคุณอาจไม่สามารถให้คำตอบที่เขาปรารถนาจะฟังได้ แต่กระนั้นภูดิสก็ยังรู้สึกปวดหนึบขึ้นมาในอก..
"ไม่เป็นไรหรอก"
ภูดิสกล้ำกลืนความรู้สึกขมๆลงไป..
"เราเข้าใจ"
เกิดไม่อยากทานขนมฟักทองขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทั้งๆที่เมื่อครู่ยังกระวีกระวาดอยู่
"ที่ผ่านมาเราเองทำให้ปองลำบากใจมาก เรารู้ดี"
เขาสบตาปองคุณ พยายามยิ้ม..
"ได้สิ ทำไมเราจะเป็นเพื่อนกันแบบนี้ตลอดไปไม่ได้ล่ะ"
เสียงภูดิสค่อยๆแผ่วลง และในคราวนี้เป็นฝ่ายก้มหน้าเสียเอง
".........."
"ภู.."
"ขอโทษนะ ปอง"
เสียงของภูดิสแตกพร่า พร้อมกับที่น้ำตาเอ่อขึ้นมา..
"เราเข้าใจปองจริงๆ และเราก็ยังอยากเป็นเพื่อนกับปอง แต่ตอนนี้.. เราขอ.."
ภูดิสสะอื้น
ขอร้องไห้ได้ไหม เพราะมันแล้วไม่ไหวจริงๆ
การที่ใครสักคนจะมีความรัก การที่ใครสักคนจะต้องอกหัก เหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่โศกนาฏกรรมของมวลมนุษยชาติที่เขาควรจะต้องเสียน้ำตาหรือรู้สึกเหมือนหัวใจแตกสลายเลยสักนิด
แต่เมื่อมันเกิดกับเขา.. ทำไมภูดิสถึงรู้สึกเหมือนโลกกำลังถล่มทลายด้วยเล่า?
สภาพเขาในตอนนี้คงไม่น่าดูเอาเสียเลย และเขาก็ไม่ได้อยากร้องไห้ให้ปองคุณเห็น แต่ถึงอย่างนั้น.. ก็ห้ามตัวเองไม่ได้
"ภู.."
ได้ยินเสียงปองลุกจากเก้าอี้ แล้วเดินมาหยุดอยู่ข้างเขา พร้อมทรุดตัวลงนั่งที่พื้น..
"ภู.."
ปองคุณแตะแขนเขาเบาๆ
"อย่าร้องไห้สิ"
ยิ่งปองคุณปลอบเขาอย่างอ่อนโยนเช่นนั้น เขาก็ยิ่งกลั้นน้ำตาไม่อยู่
"โธ่ เรายิ่งอธิบายเรื่องแบบนี้ไม่เก่งด้วย แล้วภูก็ยังมาร้องไห้.."
"มะ.. ไม่ต้อง.. ไม่ต้องอธิบายแล้ว"
ภูดิสพูดกลั้วสะอื้นจนจับความแทบไม่ได้ ซบหน้ากับฝ่ามือ น้ำมูกน้ำตาไหลออกมาเปื้อนเต็มไปหมด
"เรา.. ฮึก เราเข้าใจ"
"เข้าใจอะไรกัน ภูยังฟังเราพูดไม่จบเลยนะ"
"เท่านั้นก็ชัดเจนแล้ว.."
ภูดิสเถียงทั้งๆยังร้องไห้
"ก็เราจะเป็นเพื่อนกันไง"
แค่เพื่อน.. ตลอดไป
"เราถามภูว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังเป็นเพื่อนกันตลอดไปได้ใช่ไหม.."
ปองคุณอธิบายอย่างใจเย็น
"เพราะถ้าเกิดเราเปลี่ยนไปคบกันในแบบที่มากกว่าเพื่อน แล้ววันหนึ่งความสัมพันธ์นั้นต้องจบลง โดยที่เราต้องเสียภูในฐานะเพื่อนไปด้วย เราคงเสียใจ"
".........."
นัยน์ตาปองคุณมองตรงมายังเขา..
"เราแค่อยากแน่ใจ.. ว่าท้ายที่สุดแล้วเราจะยังเป็นเพื่อนกันได้เหมือนเดิม"
ภูดิสนิ่งฟัง เรียบเรียงความคิดอยู่พักหนึ่ง..
แล้วหัวใจเขาก็แทบจะหยุดเต้นเมื่อเข้าใจในสิ่งที่ปองคุณพยายามบอก
"ปอง.."
เรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงที่อ่อนระโหยแกมโล่งอก พลางเช็ดน้ำตาลวกๆ
"หมายความว่าปอง.. ปองจะให้เราเป็นได้มากกว่าเพื่อนใช่ไหม?"
"ก็แล้วแต่ภูเถอะ"
ปองคุณตอบเบาๆ
"เราขอแค่ไม่น้อยกว่านี้ ไม่น้อยกว่าความเป็นเพื่อนที่มีอยู่นี่ เราก็พอใจแล้ว"
".........."
"ถึงเราจะไม่เคยมีความรัก ไม่เคยมีแฟน แต่เราก็รู้ว่าความสัมพันธ์แบบนั้นสามารถเปลี่ยนความรู้สึกคนได้มากมาย และที่เรากลัวที่สุดก็คือเราอาจจะเสียภูที่เป็นเพื่อนรักของเราไป"
"โธ่ ปอง.."
ภูดิสดึงอีกฝ่ายที่ยังนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นให้ลุกขึ้นยืน..
"โธ่ ปอง.."
พูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่ได้แค่นั้น พร้อมกับที่น้ำตาไหลออกมาอีก..
"เชื่อไหมว่า ต่อให้เราไม่เกิดอุตริมานึกรักปองอย่างนี้ ปองก็จะยังเป็นคนที่เรารักมากที่สุดคนหนึ่ง เป็นเพื่อนที่เรารัก เป็นเพื่อนที่เราอยากจะถนอมไว้"
ภูดิสรั้งเอวปองคุณเข้ามาใกล้
"หากวันหนึ่งปองจะแต่งงานมีลูกไป เราก็ยังอยากเป็นคนแรกที่ไปช่วยแห่ขันหมาก เป็นคนแรกที่เอาของเด็กอ่อนไปให้ในวันที่ลูกปองคลอด เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่ปองจะต้องกลัวเลย"
ปองคุณยิ้ม
"เมื่อครู่ไม่เห็นพูดอย่างนี้ เอาแต่ร้องไห้ ไม่ฟังกันสักคำ.."
"ก็ถ้าปองจะไปได้ดีมีความสุขกับคนอื่น เราก็ไม่มีวันห้ามหรอก"
ภูดิสตอบ
"แต่คงจะเศร้าน่ะ เพราะเราเองก็รักปองและรู้จักปองดีมากกว่าใคร"
"รักทีละน้อยก็พอ"
ปองคุณท้วง
"เราต่างคนต่างก็ไม่มีใครรู้ว่าเวลาที่ผู้ชายสองคนเขารักกันนั้นเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นค่อยๆเรียนรู้กันไปดีกว่า อย่าใจร้อนเลย"
คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าภูดิสพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น..
"อะไรที่จะทำไม่ได้ไปตลอด ก็อย่าทุ่มกำลังทำ เป็นตัวของตัวเองน่ะ ดีที่สุด"
ภูดิสฟังเงียบๆ ทว่าดวงตายังคงจ้องลึกไปนัยน์ตาของอีกคน
เขารักปองคุณจริงๆ.. รักปองคุณที่มีสติ ที่ใจเย็น ที่มีเหตุผลอยู่อย่างนี้เสมอ
และเขาเชื่อว่าต่อให้ปองคุณปฏิเสธเขา เขาก็คงจะเศร้าอยู่ไม่นาน แล้วสามารถกลับไปเป็นเพื่อนได้อย่างสนิทใจ
เพราะอย่างไรเสีย ภูดิสก็อยากจะมีคนแสนดีแบบนี้ไว้ในชีวิต..
"แบบนี้ แปลว่าเราเป็นแฟนกันแล้วใช่ไหม?"
ภูดิสถาม..
"ไม่รู้สิ"
เขาเห็นแววเก้อเขินฉายออกมาจากดวงตาของปองคุณเป็นครั้งแรก
"เราเองก็ไม่รู้ว่าคนที่เป็นแฟนกัน.. เขาจะต้องทำตัวอย่างไร"
ปองคุณถอนหายใจเบาๆ
"ที่จริงแล้ว เราอาจเป็นแฟนที่ดีไม่ได้ก็ได้ หากว่าคนเป็นแฟนต้องอยู่ด้วยกันตลอด ต้องคุยโทรศัพท์กันนานๆ หรือฉลองทั้งวันเกิดทั้งวันปีใหม่ด้วยกันน่ะ เพราะเราก็อยู่แต่กับที่บ้าน หากจะไปกับคนอื่น.. คงรู้สึกแปลก"
"ไม่เป็นไรหรอก"
ภูดิสเข้าใจปองคุณดี
"ที่ชอบปองก็เพราะปองเป็นอย่างนี้ เมื่อมาคบกันก็ไม่คิดจะเปลี่ยน ยกเว้นนานๆครั้ง อาจจะขอเวลาเป็นพิเศษบ้าง"
เขาดึงปองคุณให้นั่งลงบนตัก..
"วาเลนไทน์ล่ะ จะต้องอยู่กับที่บ้านด้วยไหม?"
ภูดิสกระซิบ
"ถ้าตรงกับวันมาฆบูชา ก็คงจะไปเวียนเทียนกับพ่อแม่และน้องๆ"
คำตอบของปองคุณ ทำให้ภูดิสหัวเราะออกมา..
"เอาเถอะ ยกเว้นให้ ปองอยู่กับที่บ้านก็ยังดีกว่าไปอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่เรา"
เขาบอก
"ปีหนึ่งมีตั้งสามร้อยหกสิบห้าวันเป็นอย่างต่ำ ต่อให้หักวันพระ วันสำคัญทางศาสนา และโอกาสพิเศษอื่นๆที่ปองจะต้องอยู่กับที่บ้านแล้ว เราก็ยังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกตั้งมากมายนี่นะ"
ภูดิสกอดปองคุณไว้หลวมๆ
"อย่างวันนี้ ปองก็ยังอุตส่าห์มาหาเรา เอาขนมมาให้.."
"ถึงเราไม่มา ภูก็ไปหาเราที่บ้านได้นี่"
ปองคุณพูดบ้าง
"พ่อยังบอกเลยว่าคราวหน้าที่เราจะไปไหนกัน อยากให้ภูมาด้วย ไม่ต้องเกรงใจ"
"พ่อปองใจดีจัง.."
ภูดิสซบหน้าลงกับหัวไหล่ของปองคุณ.. ซึ่งดูเหมือนจะเริ่มชินแล้วกับการที่อยู่ใกล้กันอย่างนี้
"บางทีเราก็กลัวนะ ว่าเรามาทำให้ปองไขว้เขวหรือเปล่า เพราะปองก็เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่มาตลอด"
"ทำไมต้องกลัวล่ะ?"
ปองคุณถามเขาเรียบๆ
"ถ้าเราคบกันอย่างมีสติ โดยไม่ละเลยหน้าที่อื่นที่ควรจะทำ มันจะทำให้เรากลายเป็นลูกที่ไม่ดีไปได้อย่างไร?"
คำตอบของปองคุณทำเอาภูดิสอึ้งไป..
"แม่เราบอกมาตั้งแต่เล็ก ว่าไม่ต้องการให้เราเป็นอะไรมากไปกว่าคนดี"
แม้จะรู้ว่าปองคุณเป็นคนที่เข้าใจชีวิตเกินวัย แต่ก็ไม่คาดคิดว่าปองคุณจะเข้าใจอะไรต่อมิอะไรที่อยู่นอกเหนือขอบข่ายชีวิตตัวเองถึงเพียงนี้
"แม้ว่านี่อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เราบอกพ่อกับแม่ได้ง่ายๆ แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ได้กำลังทำในสิ่งที่สวนทางกับคำขอของพ่อแม่ที่อยากให้เราเป็นคนดี ไม่ใช่หรือ?"
ภูดิสขอบตาร้อน น้ำตาพาลจะไหลออกมาอีก..
เขาจนปัญญาที่จะหาคำพูดใดมาเอ่ยเอื้อน ทำได้เพียงแต่เฝ้าถามตัวเองในใจว่าทำไมเขาถึง 'โชคดี' อย่างนี้ ที่ได้มาพบกับคนอย่างปองคุณ?
"ภู.."
ปองคุณพึมพำเมื่อเห็นนัยน์ตาที่แดงก่ำของภูดิส
"อย่าเพิ่งคิดไกล อย่าเพิ่งเป็นทุกข์กับเรื่องที่ยังมาไม่ถึงเลย ไม่อย่างนั้นจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ในตอนนี้เสียเปล่าๆ เราตัดสินใจตอบตกลงที่จะคบกับภูแบบเกินเพื่อน ก็เพราะเราเชื่อว่ามันจะทำให้เรามีความสุข เพราะฉะนั้นเราก็อยากให้ภูมีความสุขและเชื่อมั่นในการตัดสินใจนี้เหมือนกัน"
เอื้อมมือมาแตะใบหน้าของภูดิสเบาๆ..
"เอาแต่ร้องไห้แบบนี้ แล้วเมื่อไรเราจะได้เห็นภูยิ้มสักทีล่ะ พูดมาจนขนาดนี้แล้ว ยังไม่ทำให้หายจากไข้ใจอีกหรือ?"
ภูดิสเงยหน้ามองอีกฝ่าย แล้วยิ้มทั้งน้ำตา..
"ทุเลาลงมากแล้ว.."
กอดปองคุณแน่นขึ้นอีก จนหัวไหล่ของคนที่นั่งตักอยู่เบียดกับอกเขา
"แต่ถ้าจะให้หายขาด ต้องให้กอดอย่างนี้นานๆ"
"ก็ทำอยู่นี่นา.."
"ปอง.."
"หืม.."
"วันนั้นที่จู่ๆเราเข้าไปกอดน่ะ ปองตกใจไหม?"
"ก็นิดหน่อย.."
"แล้วโกรธหรือเปล่า?"
"ไม่โกรธหรอก"
"แม้แต่ตอนที่เราจูบด้วยหรือ?"
คราวนี้ปองคุณเงียบ..
"ปอง.."
ภูดิสซบหน้าไปกับหัวไหล่ของปองคุณ
"ถ้าเราเป็นมากกว่าเพื่อนกันแล้ว เราอยากจะกอดปอง จูบปอง มันคงไม่แปลกใช่ไหม?"
"ไม่รู้สิ"
ปองคุณตอบ และฟังจากน้ำเสียงภูดิสก็รู้ว่าเจ้าตัวคงรู้สึกอาย..
ภูดิสโน้มหน้าเข้าไปใกล้ แล้วเบียดแก้มตัวเองเข้ากับแก้มของอีกฝ่าย..
".........."
มือหนึ่งค่อยๆเอื้อมไปจับใบหน้าของปองคุณให้หันมา..
".........."
ทั้งห้องเงียบกริบ.. ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคน
ภูดิสจูบลงบนริมฝีปากของปองคุณอย่างแผ่วเบา..
"อย่าลืมขอบคุณแม่ปองให้เราด้วยนะ สำหรับขนมที่แบ่งมาให้"
ภูดิสย้ำ ขณะมองดูปองคุณที่กำลังนั่งลงใส่รองเท้าเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน
"ไม่ลืมหรอก"
ปองคุณบอก
"แล้วก็ขอบคุณแม่มากๆด้วยที่มีลูกชายอย่างปองมาให้เรา"
"พูดอะไรของภู.."
ปองคุณหัวเราะ
"แม่ไม่ได้ยกเราให้ภูเสียหน่อย"
"ถ้าอย่างนั้นสักวันคงต้องไปขอ"
"ให้มันจริงเถอะ"
คนฟังพูดยิ้มๆ
"ชวนเข้าบ้านก็ไม่ค่อยจะยอม ชวนไปเที่ยวไหนก็ปฏิเสธตลอด แบบนี้น่ะหรือ จะกล้าไปพูดกับแม่?"
"จากนี้คงต้องไปบ้านปองบ่อยขึ้นแล้วล่ะ"
ภูดิสลุกขึ้นยืนตามอีกฝ่าย ที่สวมรองเท้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว
"จะได้อยู่กับปองนานๆ โดยไม่ต้องให้ปองออกจากบ้านบ่อยๆ"
"ตามสบายเลย.."
ปองคุณพูดอย่างเต็มอกเต็มใจ
"บอกแล้วว่ายินดีต้อนรับเสมอ พ่อแม่เราก็ออกจะเอ็นดูภู"
เพราะยังไม่รู้ว่าเพื่อนสนิทของลูกชายคนโตคิดจะเปลี่ยนสถานะเป็นลูกเขยน่ะสิ.. ถึงยังเอ็นดูอยู่ได้
ภูดิสคิดในใจอย่างติดตลก แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป
"ถ้าไปบ้านปอง แล้วเราจะขึ้นไปที่ห้องปองได้ไหม?"
"ได้สิ แต่ไม่เห็นจะมีอะไรน่าดูเลย"
ปองคุณตอบโดยไม่คิดอะไร..
"ก็ไม่ได้คิดจะไปดูอะไร"
ภูดิสยิ้ม เดินมาประชิดตัวปองคุณ
"แต่คิดจะใช้เป็นที่กำบัง เวลาเกิดอยากกอดปองขึ้นมากระทันหันต่างหาก"
".........."
ปองคุณไม่ตอบ คงเพราะรู้สึกอายนั่นเอง..
"ไปกันเถอะ"
เห็นดังนั้น.. ภูดิสก็บอกปองคุณเบาๆ พร้อมเดินไปเปิดประตูห้องให้ เพื่อลงไปส่งถึงชั้นล่างเหมือนเช่นเคย
ระหว่างที่อยู่ในลิฟต์ตามลำพังนั้น..
ภูดิสดึงปองคุณมาจูบที่หน้าผากอีกครั้ง
"สวัสดีปีใหม่"
เขากระซิบ..
"ให้ปีนี้เป็นปีของเรานะปอง"
เมื่อกลับขึ้นมาที่ห้อง ภูดิสก็นั่งนิ่งๆอยู่ในความเงียบอีกพักใหญ่ ราวกับต้องการซึมซับเหตุการณ์และทุกความรู้สึกที่เพิ่งเกิดขึ้นในชั่วโมงก่อน
เขารู้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ทั้งปองคุณและเขาจะต้องเรียนรู้อะไรด้วยกันอีกมากมาย ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าทุกอย่างจะราบรื่น สวยงาม เป็นสุข หรือคงอยู่ชั่วนิรันดร์
แต่ภูดิสก็อดไม่ได้ที่จะอิ่มเอิบใจ..
ใครอาจจะคิดว่าเขาตื้นเขินหรือไร้เดียงสา แต่ด้วยวัยของปองคุณและภูดิส หากไม่เปิดใจเรียนรู้ความรัก ไม่โอบกอดมันไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้ แล้วจะเรียกได้หรือว่าเป็นวัยเยาว์?
แม้ทั้งเขาและปองคุณจะเป็นผู้ชาย แม้ความรู้สึกนี้จะต้องเก็บงำไว้ ไม่สามารถบอกให้ใครต่อใครรับรู้ได้ แต่มันก็คือความรักที่มีค่าและสมควรได้รับการทะนุถนอมไม่น้อยไปกว่าความรักของใครอื่น
'อย่าเพิ่งคิดไกล อย่าเพิ่งเป็นทุกข์กับเรื่องที่ยังมาไม่ถึงเลย ไม่อย่างนั้นจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ในตอนนี้เสียเปล่าๆ เราตัดสินใจตอบตกลงที่จะคบกับภูแบบเกินเพื่อน ก็เพราะเราเชื่อว่ามันจะทำให้เรามีความสุข เพราะฉะนั้นเราก็อยากให้ภูมีความสุขและเชื่อมั่นในการตัดสินใจนี้เหมือนกัน'
คำพูดของปองคุณทำให้เขาคิดอะไรได้มากมาย..
ดังนั้นไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ภูดิสก็จะไม่กลัว และจะไม่เสียใจที่ได้ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงรูปแบบความสัมพันธ์ของพวกเขาในวันนี้..
เพราะบนโลกใบนี้ จะมีคนกี่คนกันที่ทำให้เรานึกรักได้
".........."
และในกลุ่มคนจำนวนนั้น จะมีกี่คนกันที่รักเราตอบ?
ทั้งปองคุณและภูดิสต่างก็โชคดีเหลือเกิน.. ที่ได้มาพบกัน
อกของภูดิสอุ่นซ่านขึ้นมาเมื่อนึกถึงจูบอ่อนโยนที่ได้มอบให้ปองคุณ และคำพูดที่เขาได้ยินขณะอยู่ในลิฟต์ตามลำพังสองคน..
"ให้ปีนี้เป็นปีของเรานะปอง"
เขากระซิบ ขณะเคลียริมฝีปากอยู่กับหน้าผากของปองคุณ..
"ถ้าภูขอล่ะก็.."
ปองคุณตอบเขาอย่างน่ารัก.. แม้ว่าจะดูเขินไม่ใช่น้อย
"เราให้ได้ทุกปี ไม่ใช่แค่ปีนี้ปีเดียว"
::: The End :::::::
- - - - - - -