วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
- - - - - - -
หมายเหตุชื่อตัวละคร
ลวิตร อ่านว่า 'ละ-วิด'
กรินทร์ อ่านว่า 'กะ-ริน'
คนโบราณเคยสอนไว้ว่า ของแตก ของหัก ของบิ่น ของที่มีรอยร้าวนั้น ไม่ควรที่จะเก็บไว้ในบ้าน หากทิ้งขว้างไปได้ก็ควรทำเสีย
แต่ถ้าสิ่งที่หัก แตก บิ่น และร้าวนั่นไม่ใช่ข้าวของ แต่เป็นสายสัมพันธ์ที่สร้างกับคนอีกคนหนึ่ง หรือหัวใจของตัวเองเล่า.. จะทำอย่างไร?
สายสัมพันธ์และหัวใจคน จะว่าเหนียวแน่นทนทานก็ใช่ จะว่าบอบบางก็ใช่อีกเหมือนกัน มีโอกาสจะแตกสลายผุพังอย่างไม่เหลือซาก พอๆกับที่มีโอกาสจะถูกกอบกู้ขึ้นมาใหม่ แล้วค่อยรักษาให้ดีได้ด้วยการเวลา ความรัก ความเข้าใจ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างต้องอาศัยโอกาส การเริ่มต้นใหม่ ศรัทธา ความอดทน และความพยายามจากทั้งสองฝ่าย
แต่ในบางครั้งถ้าความเจ็บปวดในอดีตนั้นมากมายเกินจำนวนความทรงจำที่ดี ก็ยากที่จะทำใจให้เกิด 'ศรัทธา' ได้ และเมื่อศรัทธานั้นอ่อนแรง ความรักจึงยากที่จะเกิดขึ้นใหม่ ทว่าอดีตก็มีอานุภาพแรงกล้ามากพอที่จะฉุดรั้งคนสองคนให้เกิดความหวังว่าอาจกลับมาหากันได้อีกครั้ง
ทั้งอดีตและความคาดหวังเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ อย่างแรกคือสิ่งที่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ส่วนอย่างหลังคือสิ่งที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ และแม้จะไร้น้ำหนักเสียอย่างนั้น แต่มนุษย์ก็ยังให้คุณค่า ให้ความสำคัญกับมันเหลือเกิน.. ด้วยหวังว่ามันจะย้อนกลับมา หรือ 'เป็นจริง' ได้สักวัน
ทำไมการที่คนเรามาพบกันครึ่งทาง จึงได้เป็นเรื่องที่ยากนัก?
ลวิตรถามตัวเอง เมื่อทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต..
ถูกล่ะ ลวิตรเป็นฝ่ายเดินออกมาจากชีวิตของกรินทร์ คนที่ครั้งหนึ่งลวิตรเคยให้ใจ ให้ความศรัทธา ให้ความรู้สึกดีๆไปอย่าล้นเหลือ แม้ไม่ใช่ฉันท์คนรัก แต่มันก็มีความหมายมากมายเหมือนกันไม่ใช่หรือ ผิดอะไรที่ลวิตรอยากให้กรินทร์เป็นเหมือนเพื่อนสนิท เป็นเหมือนพี่น้องสักคนที่ลวิตรไม่เคยมี
ลวิตรไม่ได้รักกรินทร์อย่างคนรัก ไม่เคยสักวินาทีที่เขาจะรู้สึกอย่างนั้น ลวิตรอยากให้กรินทร์ได้ดีและมีความสุขโดยไม่มีเงื่อนไข แต่นั่นก็กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายในสายตากรินทร์ จนทุกวันนี้ลวิตรเองก็ยังไม่ทราบว่ากรินทร์ต้องการอะไรจากเขา ตลอดช่วงเวลาดีๆที่มีร่วมกัน กรินทร์มักตัดพ้อต่อว่าลวิตรอยู่เสมอ อ้างว่าลวิตรไม่เคยให้ความสำคัญ ไม่เคยให้ความรักมากพอ ไม่เคยเห็นค่าหรือชื่นชมสิ่งที่กรินทร์พยายามทำเพื่อลวิตร
กรินทร์อยากให้ลวิตรเล่นบทคนรักใจอำมหิตเหมือนอย่างในภาพยนตร์หรือละครสักเรื่อง เพื่อที่กรินทร์จะได้รู้สึกตื่นเต้นหวือหวากับความไม่แน่นอน เพื่อที่กรินทร์จะได้รู้สึกว่ามีคนคนหนึ่งที่กรินทร์คอยมารักและทุ่มเทให้ มีคนคนหนึ่งที่เอื้อให้กรินทร์เป็นทุกข์และโอดครวญอย่างมีเหตุมีผลได้
กรินทร์หมกมุ่นอยู่แต่ความคิดที่ว่าหากไม่ได้เป็นคนสำคัญที่สุด ไม่ได้เป็นที่หนึ่ง ก็แสดงว่ากรินทร์ย่อมไม่มีความหมายใดๆต่อลวิตรเลย..
ลวิตรกลับมองว่าทำไมคนเราต้องนิยามความรักเสียคับแคบอย่างนั้น ทำไมคนเราจะมีคนสำคัญมากกว่าหนึ่งคน ชนิดที่ต่างวาระ ต่างโอกาส และต่างบทบาทไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่เราคบหากันฉันท์เพื่อนและพี่น้อง
ทำไมจะต้องขู่เข็ญบังคับใจคน ให้เชิดชูตัวกรินทร์ให้เป็นที่หนึ่ง เพียงเพราะว่ากรินทร์ 'ต้องการ' ด้วยเล่า?
กรินทร์คงจะลืมไปสิว่า สรรพสิ่งในโลกนี้มีอะไรมากมายที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ และหนึ่งในนั้นก็รวมถึงหัวใจของมนุษย์ด้วยกันเองที่มีเลือดเนื้ออยู่ด้วย
หากเป็นใครอื่นต้องมาตกที่นั่งของลวิตร หลายคนอาจจะถอดใจด้วยความเอือมระอาไปนานแล้ว ด้วยว่ากรินทร์นั้นแม้จะฉลาด มีสติปัญญา แต่ก็ 'พูดไม่รู้เรื่อง' และ 'ดื้อด้าน' ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
แม้แต่เด็กประถมก็ยังเข้าใจความสัมพันธ์ของมนุษย์ไม่ใช่หรือ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและบุตรเป็นอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนเป็นอย่างไร และความสัมพันธ์ระหว่างคนรักเป็นอย่างไร
เมื่อลวิตรและกรินทร์เริ่มรู้จักคบหากันในฐานะเพื่อนกึ่งพี่น้อง นั่นก็เป็นที่ชัดเจนตั้งแต่แรก ทว่าเหตุใดกรินทร์จึงเอาอารมณ์หึงหวง นิสัยบังคับควบคุม ตลอดจนเงื่อนไขยิบย่อยที่ไม่ควรใช้กับคนที่เป็นเพื่อนหรือให้ความสนิทอย่างพี่น้อง มาใช้กับลวิตรอยู่อย่างนั้น..
เหตุใดกรินทร์จึงทำตัวเอาแต่ใจเหมือนเด็กไม่รู้ความ แล้วคาดหวังให้ลวิตรทน คาดหวังให้ลวิตรให้อภัยทุกเมื่อ ราวกับว่าลวิตรเป็นพ่อหรือแม่ของกรินทร์เสียเอง
เหตุใดกรินทร์จึงทำคาดหวังให้คนรอบข้างต้องสะดุ้งสะเทือนกับทุกอารมณ์ของกรินทร์ ราวกับว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลอยู่ตลอดเวลา
ด้วยลวิตรนั้นเข้าใจความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ดี บ่อยครั้งที่กรินทร์ทำเช่นนี้กับลวิตร ลวิตรจึงเลือกที่จะอธิบายและพูดจาด้วยเหตุผล เลือกที่จะไม่วิ่งเต้นไปกับอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ซ้ำยังหาความแน่นอนไม่ได้นั้นของกรินทร์
แต่นั่นก็มีแต่จะทำให้กรินทร์เต้นเร่าๆ หาเหตุมาสร้างเรื่องให้ลวิตรเป็น 'ฝ่ายผิด' และ 'ฝ่ายทำร้าย' กรินทร์มากขึ้น..
จากความพยายามที่จะเข้าใจจึงกลายเป็นเหนื่อยล้า จากที่ยินดีจะอดทนจึงกลายเป็นต้อง 'ทน' เพียงอย่างเดียว เมื่อทั้งเหนื่อยล้า ทั้งต้องทน ความเบื่อหน่าย รำคาญ เอือมระอา อยากจะหนีไปให้ไกล จึงตามมาอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะลวิตรเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชน ไม่ใช่พระตถาคตที่จะนิ่งและเยือกเย็นอยู่ได้ร่ำไปโดยไม่มีข้อแม้
บางครั้งเมื่อลวิตรห่างไป กรินทร์ก็พยายามทุกวิถีทางให้ลวิตรกลับมา แต่น่าแปลกที่การขอโทษของกรินทร์นั้นช่างเต็มไปด้วยคำ 'แก้ตัว' แต่ไม่เคยแสดงถึงเจตนาที่จะ 'แก้ไข'
กรินทร์จะต้องยกเหตุการณ์ที่ลวิตรได้ทำไว้ในอดีตมาเกริ่นว่ากรินทร์เคยเจ็บ เคยเสียใจ เพราะลวิตรแค่ไหน ก่อนจะเริ่มพูดส่วนที่เป็นความผิดของตัวเองเสมอ และเมื่อพูดถึงส่วนที่เป็นความผิดของตัวเอง กรินทร์ก็จะย้ำเพียงแต่ว่าตนย้อนกลับไปทำอะไรไม่ได้แล้ว
วิธีการสื่อสารแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่กรินทร์ต้องการจะบอกลวิตรว่า เรื่องที่ลวิตรทำให้กรินทร์เสียใจ กรินทร์จะไม่มีวันลืม แต่เรื่องใดที่กรินทร์เคยทำผิดพลาดไปนั้น เป็นเรื่องที่ไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะมันผ่านมาแล้ว
กรินทร์พูดราวกับว่าตัวเองมีอภิสิทธิ์เหนือลวิตร เหนือใครต่อใคร ทั้งที่วาจาและการกระทำของตนนั้นแจ้งชัดว่าไม่คิดจะให้อภัยใครง่ายๆ แต่กลับคาดหวังให้คนอื่นลืมเรื่องที่ตัวเองทำไม่ดีไปเสีย
เพราะเรื่องดีๆ ช่วงเวลาดีๆที่มีต่อกันนั้นก็มากพอสมควร ลวิตรจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะอดทน หวังว่าสักวันกรินทร์คงคิดได้และเข้าใจมุมมองเขามากขึ้น ทั้งๆที่ลวิตรเองก็ทรมานกับความรู้สึกหนักๆที่กรินทร์ยัดเยียดให้ลวิตร อย่างไรก็ดี นั่นมีแต่จะทำให้กรินทร์หลงระเริง เหลิงไปด้วยความได้ใจ คิดว่าจะทำอย่างไรก็ได้ สุดท้ายลวิตรก็จะให้อภัย
และเมื่อวันหนึ่งที่ลวิตรให้อภัย แต่ไม่เลือกจะกลับไปสนิทสนมกับกรินทร์เหมือนเดิม กรินทร์จึงถึงกับประกาศต่อคนทั้งโลกว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมานที่สุดในชีวิตของกรินทร์..
กรินทร์คงไม่เคยรู้ ว่าช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมานที่สุดของลวิตรนั้นได้ผ่านไปก่อนหน้านั้นแล้ว และนั่นก็คือช่วงเวลาที่ต้องอยู่กับกรินทร์อย่างอึดอัดและทรมานใจ เพราะไม่ว่าลวิตรจะทำสิ่งใด กรินทร์ก็กล่าวโทษและมองว่ามันเป็นเรื่องไม่ดีไปได้เสียทั้งนั้น แม้ว่าลวิตรจะตรองทุกการกระทำและคำพูดเสมอ ไม่เคยที่จะสักแต่พูดหรือทำอะไรบ้าระห่ำคลุ้มคลั่งตามอารมณ์อย่างกรินทร์สักครั้ง แต่นั่นก็ไม่เคยเพียงพอ ไม่เคยดีพอสำหรับกรินทร์
หากทางเดียวที่กรินทร์จะมีความสุขได้คือการที่ลวิตรต้องไปอยู่ข้างๆ ลวิตรก็เห็นทีจะต้องยอมเป็นคนใจร้าย ไม่หยิบยื่นความสุขให้กรินทร์ดังที่กรินทร์ต้องการ เพราะความทุกข์สาหัสของลวิตร ก็คือการต้องอยู่ข้างคนที่ไม่เคยเห็นค่าในสิ่งดีๆ คนที่เอาแต่กล่าวโทษผู้อื่น ตำหนิผู้อื่น ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง และไม่นึกถึงใจคนอื่นอย่างกรินทร์
ลวิตรอาจจะรักกรินทร์ แต่ไม่ได้รักมาพอถึงขนาดจะยอมตกอยู่ในความทรมานเพียงเพื่อให้กรินทร์มีความสุข
และในชีวิตนี้ลวิตรไม่เคยต้องใช้คำว่า "ทรมาน" เพราะใครมาก่อนเลย
หากกรินทร์เป็นคนรักของลวิตรแล้วเลิกรากันไป ลวิตรอาจจะไม่เสียใจมากขนาดนี้ ด้วยธรรมชาติของความสัมพันธ์เชิงชู้สาวนั้น ใครจะเลิกรักใครก่อน หรือใครจะบังเอิญไปพบคนใหม่ที่ถูกใจกว่า ล้วนเป็นเรื่องที่คาดเดาล่วงหน้าไม่ได้ทั้งสิ้น
แต่กรินทร์คือคนที่ครั้งหนึ่งลวิตรให้ความไว้ใจ ให้ความเชื่อมั่น ให้ความศรัทธา ว่าจะเป็นคนหนึ่งที่อยู่เคียงข้างคอยแบ่งปันทุกข์สุขกับลวิตร เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ลวิตรรักและถนอมไปตลอดยิ่งกว่ามนุษย์อีกหลายพันล้านคนบนโลกใบนี้ ลวิตรให้ความเข้าใจ ให้ความห่วงหา ให้อิสรภาพ ให้ทุกอย่างราวกับว่ากรินทร์เป็นพี่น้องที่ร่วมสายเลือดเดียวกัน แล้วไหนจะอดทน ให้อภัยอย่างมากมายชนิดที่ไม่เคยให้ใครมาก่อน ด้วยเห็นว่ากรินทร์เป็นคนที่ลวิตรรักเหมือนคนในครอบครัว ไม่ใช่แค่ "คนรัก" ที่จะเลิกกันเสียเมื่อไรก็ได้
ทว่ากรินทร์กลับไม่เคยเคารพสิ่งที่เขาให้ไป ไม่เคยเห็นความหมายของตำแหน่งที่ลวิตรมอบให้ กรินทร์เพียงอยากจะเอาชนะ อยากจะเป็นที่หนึ่ง อยากจะให้ได้ดังใจเท่านั้น แล้วอ้างว่าเพราะกรินทร์รักลวิตรมากเหลือเกิน กรินทร์จึงอยากให้ลวิตรรักเขามากพอกัน
เพราะกรินทร์เอาแต่เชื่อว่าสิ่งที่ลวิตรทำให้กรินทร์นั้นไม่ใช่ความรัก และสิ่งที่กรินทร์ทำให้ลวิตรนั่นคือความรัก ลวิตรจึงไม่สามารถที่จะรักกรินทร์ในแบบที่กรินทร์ต้องการได้ พอๆกับที่ไม่ปรารถนาให้กรินทร์มารักลวิตรด้วยวิธีเช่นนั้น
ลวิตรพยายามที่จะเข้าใจและอดทนกับกรินทร์มาตลอด ทว่ากรินทร์กลับไม่เคยคิดที่จะพยายามอดทนหรือเข้าใจลวิตรสักครั้ง
เมื่อทำอย่างไรก็ไม่สามารถเป็นความรักในสายตากรินทร์ไปได้ ลวิตรจะโง่งมยืนอยู่ตรงนั้นก็ใช่ที่ บางทีเส้นแบ่งระหว่าง 'ความอดทน' กับ'ความโง่' นั้นก็บางนิดเดียว ที่ผ่านมาลวิตรอาจเดินเลยเขตความอดทนมาอยู่ในเขตความโง่เสียนานแล้วก็ได้ ไม่อย่างนั้นคงจะไม่ทุกข์และเจ็บซ้ำซากอยู่อย่างนี้
หากกรินทร์เป็นคนรักของลวิตร ลวิตรจะไม่แปลกใจเลยที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะปรวนแปรอยู่ตลอด แต่นี่ลวิตรให้เกียรติกรินทร์อยู่ในฐานะถึงเพื่อนสนิท ในฐานะพี่น้องที่ควรจะมีแต่ความอบอุ่น ความเอื้ออาทรต่อกัน แล้วเหตุใดกรินทร์จึงไม่เห็นความหมาย มีแต่จะวุ่นวายบิดเบือนให้มันเลื่อนใหลเป็นอื่น.. ที่ลวิตรไม่ได้ต้องการสักนิด
ทำไมต้องมองลวิตรเหมือนเป็นคนที่กรินทร์มารักอยู่ข้างเดียว ทั้งๆที่ลวิตรก็ให้ความรักอย่างบริสุทธิ์ใจกรินทร์ไปมากมาย
ทำไมต้องมองลวิตรเหมือนผู้ชายที่ชอบมาหลอกให้ความหวังกรินทร์ ทำให้กรินทร์เจ็บปวด อยู่ในอารมณ์อกหักตลอดเวลา ทั้งๆที่ลวิตรก็พยายามเป็นกำลังใจให้กรินทร์ในทุกเรื่อง และนึกถึงความรู้สึกกรินทร์อยู่เสมอ
บ่อยครั้งที่ลวิตรคิดวนไปวนมาจนกลัวตัวเองจะเป็นบ้า เพราะไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าทำไมการที่เขาปฏิบัติต่อกรินทร์อย่างเพื่อน อย่างพี่น้อง จะทำให้กรินทร์มองลวิตรราวกับลวิตรเป็นคนรักที่มาเหยียบย่ำกรินทร์อยู่ได้ อะไรทำให้ทุกอย่างวิปริตไปถึงเพียงนั้น หรือกรินทร์ก็แค่อยากจะมีคนรักสักคน แต่ตราบเท่าที่ยังไม่มี จึงจับลวิตรที่อยู่ใกล้ตัวมาสวมบทบาทดังกล่าว เพื่อตัวเองจะได้มีใครสักคนไว้เพ้อหา ไว้คร่ำครวญ ไว้โหยไห้ สนองอารมณ์จิตใต้สำนึกตน?
บ่อยครั้งที่กรินทร์พูดปด ปิดบังความจริง หรือถ่ายทอดสถานการณ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองให้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องชู้สาว ทั้งๆที่ความไม่เข้าใจ ความหมางเมินที่เกิดขึ้น ก็มาจากการกระทำของกรินทร์ต่อลวิตรที่ล้ำเส้น ไม่รู้จักขอบเขต ไม่รู้จักเคารพพื้นที่ส่วนตัวของลวิตรทั้งสิ้น หาใช่การทะเลาะฉันท์คนรักไม่
เมื่อลวิตรถอดใจ ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วย กรินทร์ก็จะฟูมฟายคร่ำครวญประหนึ่งว่าถูกคนรักทิ้งเพราะเปลี่ยนใจไปมีใครใหม่
เมื่อลวิตรเห็นแก่เรื่องดีๆในอดีต นึกอยากจะรักษาบางส่วนของความสัมพันธ์ไว้ ในฐานะเพื่อนที่เคยสนิทกัน กรินทร์ก็จะทำเหมือนทุกข์ใจ ลังเลนักหนา เพราะมองว่าลวิตรจะเข้ามาให้ความหวัง แล้วทำให้กรินทร์ต้องเจ็บช้ำอีก
ไม่เคยมีอะไรที่กรินทร์มองในแง่ดี ทุกอย่างจะต้องสุดโต่งเหมือนใน 'ละคร' เท่านั้น..
หากกรินทร์ไม่ใช่คนสำคัญที่สุดสำหรับลวิตร นั่นก็แปลว่าลวิตรต้องไม่รักกรินทร์
หากลวิตรห่างไปจากกรินทร์ นั่นก็แปลว่าลวิตรต้องเกลียดชังกรินทร์
และหากลวิตรยังมีไมตรีให้ นั่นก็แปลว่าลวิตรแค่หลอกลวงกรินทร์ ให้ความหวังลมๆแล้งกับกรินทร์อีกครั้ง
นี่คือสิ่งที่กรินทร์คิดได้ กรินทร์ผู้มีสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดในทุกเรื่อง กลับมองลวิตรเป็นแค่ตัวละครตัวแบนตัวหนึ่ง ที่มีความคิดและความประพฤติอย่างตื้นเขินได้แค่มิติเดียว
ทำอย่างไรกรินทร์จึงจะเข้าใจได้เสียที ว่าการที่ลวิตรอยากรักษาบางส่วนของความสัมพันธ์ไว้ ก็เพราะลวิตรยังศรัทธาในส่วนที่ดีของกรินทร์ และยังมีความหวังว่ากรินทร์จะเข้าใจลวิตรเองสักวัน
และทำอย่างไรกรินทร์จึงจะเข้าใจได้เสียที ว่าการที่ลวิตรอยากจะรักษาบางส่วนของความสัมพันธ์ไว้นั้น ก็ไม่ได้แปลว่าลวิตรจะอยากใกล้ชิดสนิทสนมกับกรินทร์เหมือนเดิม เพราะเรื่องในอดีตนั้นก็ให้บทเรียนกับลวิตรมากพอแล้ว ซึ่งตราบเท่าที่ต่างฝ่ายต่างไม่คิดจะเปลี่ยนไปจากนี้ ก็ไม่มีเหตุผลใดเลยจริงๆที่ควรจะมาอยู่ใกล้กันให้ทุกข์ใจ
หากยังพอจะรัก จะห่วงหา จะมีความรู้สึกดีต่อกันได้ ด้วยระยะที่ห่างกันสักหน่อย ทำไมจึงไม่เลือกทำ ในเมื่อทั้งกรินทร์และลวิตรก็เคยมีความทรงจำดีๆร่วมกันมากมาย เพราะความสัมพันธ์ไม่ใช่เพียงข้าวของที่บิ่นแตก แม้หลายสิ่งหลายอย่างจะไม่เหมือนเดิม แต่ก็ไม่อาจทิ้งขว้างไปได้ง่ายๆเช่นกัน
แต่เพราะกรินทร์ก็คือกรินทร์ และลวิตรก็คือลวิตร เมื่อคนอย่างพวกเขามาอยู่ด้วยกัน คำว่าประนีประนอมหรือพบกันครึ่งทางจึงไม่เคยเกิดขึ้นได้
เมื่อความสัมพันธ์นี้ไม่ว่าจะกอบกู้อย่างไร ก็กลับไปสู่ความหายนะและความทรมานเดิมๆทุกครั้ง ก็คงถึงเวลาแล้วที่ลวิตรต้องปฏิบัติต่อความสัมพันธ์นี้เหมือนข้าวของที่บิ่นแตก นั่นคือทิ้งมันไปเสีย ลืมมันไปเสีย เพราะไม่มีประโยชน์อะไรจะทุ่มเทศรัทธา.. หรือคาดหวังให้มันดีขึ้นมาได้ในอนาคต
เมื่อลวิตรพูดจาดีๆ แสดงความห่วงหา ทั้งๆที่ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทกันเหมือนก่อน กรินทร์ก็ปัดความปรารถนาดีนั้นทิ้งไป ด้วยอ้างว่าลวิตรทำตามมารยาท แสดงความสุภาพเพื่อถนอมน้ำใจ ลวิตรก็แค่ "หลอก" ให้กรินทร์มีความหวัง..
แล้วจะให้ทำอย่างไรจึงจะถูกใจกรินทร์ จะต้องลวิตรให้ด่าทออย่างหยาบคาย สาวไส้มาประจาน ฟื้นฝอยหาตะเข็บ อาฆาตมาดร้ายไม่จบสิ้นหรือ จึงจะแสดงถึงความจริงใจได้ ในเมื่อคนอย่างกรินทร์ไม่เคยรับความจริงที่ตัวเองไม่อยากฟังได้อย่างกล้าหาญสักครั้ง หากไม่ตีโพยตีพายร่ำร้องเหมือนตนเป็นคนถูกทำร้ายไปเสียก่อน ก็พยายามปัดทิ้งไปโดยเร็วราวกับว่าสิ่งที่ตนทำไว้นั้นไม่เคยเกิดขึ้น แล้วจะมาเรียกร้องหาความจริงหรือความจริงใจไปเพื่ออะไร
กรินทร์อาจจะคิดว่าตัวเองเจ็บปวดปางตาย แต่ก็ยังคิดถึงเรื่องในอดีต พูดถึงเรื่องในอดีต อยากให้อดีตย้อนกลับ ในขณะที่ลวิตรนั้นเจ็บเสียจนอยากจะฝังทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้จมลึกในปฐพี อยากจะลืมอดีตให้สิ้น เพราะนึกถึงทีไรแล้วทั้งโกรธ ทั้งเจ็บ ทั้งรู้สึกเหมือนใครมาถ่มน้ำลายใส่หรือเอาฝ่าเท้ามาลูบศีรษะ ที่คนคนหนึ่งทำให้เขาเจ็บปวดสารพัดแต่ยังมีหน้ามาอ้างว่าทำไปเพราะรัก
เพียงแค่คิด.. ในบางครั้งตัวก็ยังสั่นขึ้นมาด้วยโทสะ แม้กระทั่งคนรักที่เลิกรากันอย่างเจ็บช้ำ ก็ยังไม่เคยทำให้ลวิตรโกรธและทรมานได้ถึงเพียงนี้ และเมื่อลวิตรยังเลือกที่จะนิ่ง เลือกที่จะนึกถึงกรินทร์ด้วยความรู้สึกดีๆอันน้อยนิด เพื่อรักษาอะไรต่ออะไรที่ยังหลงเหลืออยู่ กรินทร์ก็กลับมองเป็นความไม่ชัดเจน โลเล ไร้ซึ่งความจริงใจไปได้
แล้วในอดีตที่กรินทร์ทำสารพัด ทั้งพูดปดเพื่อเอาตัวรอด กลบเกลื่อนความผิด ต่อหน้าเป็นอย่างหนึ่ง ลับหลังเป็นอีกอย่าง ทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหล่านี้แสดงถึงความดีและความซื่อสัตย์ของกรินทร์มากนักใช่ไหม?
บางทีทั้งหมดนี้อาจเป็นความผิดของลวิตรเองก็ได้ เพราะกรินทร์ไม่เคยผิด ไม่เคยทำอะไรไม่ดีสักอย่าง..
ลวิตรผิดเอง.. ที่มารักคนผิดคน
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ลวิตรก็ไม่ควรจะต้องเดือดร้อนทุรนทุรายอีกต่อไป
ความสัมพันธ์ระหว่างลวิตรกับกรินทร์ ในแง่หนึ่งก็เหมือนศพของคนที่ตายไปแล้ว แต่ต่างฝ่ายต่างยังไม่อยากจะปล่อยวาง จึงฝืนเอามาใส่โลงดูมันเน่าฟอนเฟะไปเรื่อยๆ จากสภาพคนหลับธรรมดา.. นานวันก็จะกลายเป็นซากที่น่าสะอิดสะเอียน สร้างความขยะแขยงโดยใช่เหตุ
หรือต่อให้เปรียบได้กับแก้วร้าวใบหนึ่ง ลวิตรก็ควรตัดใจใช้อะไรหนักๆทุบให้มันแตกละเอียดแล้วเอาไปทิ้งเสีย จะได้ไม่ต้องเห็นเป็นสิ่งตำตา เป็นหนามคาใจอยู่ทุกวี่ทุกวัน
แต่ที่ยังยื้อ.. ยื้อแม้ไม่รู้จะยื้อไปเพื่ออะไร ก็เพราะภาพในอดีตและความคาดหวังของแต่ละฝ่ายไม่ใช่หรือ อดีตที่เคยมีเวลาดีๆด้วยกัน และความคาดหวังว่าสักวันมันจะดีเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม กรินทร์ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เขาทำกับลวิตรในอดีตนั้น ส่งผลให้ส่วนหนึ่งของลวิตรได้ตายไปเสียแล้ว ลวิตรไม่อาจจะรู้สึกเอื้อเอ็นดู อ่อนโยน ใจดี หรืออดทนกับกรินทร์ได้เหมือนก่อน เพราะกรินทร์เป็นผู้สอนลวิตรเองว่าความรู้สึกดังกล่าวมีแต่จะเป็นช่องทางให้กรินทร์ฉวยโอกาสจากลวิตร และวิธีเดียวที่จะทำให้กรินทร์ฟังลวิตร เคารพลวิตรมากพอที่จะไม่เหยียบย่ำลวิตรได้ ก็คือวิธีที่รุนแรงและตรงชนิดขวานผ่าซากเท่านั้น เนื่องจากว่ากรินทร์ไม่เคยตอบสนองต่อวิธีที่สุภาพชนพึงใช้กันสักครั้ง
เพราะฉะนั้นคนฉลาดอย่างกรินทร์ควรจะรู้แต่แรก ว่าจะให้ลวิตรกลับไปอดทนให้กรินทร์สนตะพายเหมือนควายตัวหนึ่งอย่างในอดีตนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ และหากจะโทษใครที่ทำให้ลวิตรกระด้างขึ้นและเปลี่ยนไป กรินทร์ก็ควรต้องโทษตัวเอง ไม่ใช่ใครอื่นเลย
ลวิตรหยิบกล่องของขวัญแสนสวยที่ถูกห่ออย่างปราณีตบรรจง พร้อมจดหมายความยาวหลายหน้ากระดาษที่ลวิตรบรรจงเขียนถึงกรินทร์มาถือไว้ในมือ
หลายครั้งที่ลวิตรเพียรส่งความปรารถนาดีและความรู้สึกดีๆไปให้กรินทร์ แต่ไม่เคยสักครั้งที่มันจะมีค่าในสายตาผู้รับ หรือสื่อความหมายที่ลวิตรเจตนาได้ถูกต้องสักครั้ง หากกรินทร์ไม่มองว่ามันเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความใจอ่อนของลวิตร เป็นสัญญาอ้อนวอนขอคืนดีเพื่อลวิตรจะได้กลับไปโง่เป็นควายให้กรินทร์โขกสับอีกครั้ง กรินทร์ก็จะมองว่ามันเป็นเพียงการล้อเล่นกับความรู้สึกของกรินทร์เท่านั้น เพราะลวิตรไม่ยอมกลับมาเป็น 'เหมือนเดิม'
แล้วทำไมลวิตรจะต้องอยากให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ในเมื่อสิ่งที่เหมือนเดิมนั้นทำให้กรินทร์มีความสุขอยู่ฝ่ายเดียว?
ซ้ำกรินทร์ยังไม่ต้องการพบกันครึ่งทาง กรินทร์อยากแต่จะให้ลวิตรเป็นไอ้งั่งที่เติมเต็มอะไรสักอย่างในใจกรินทร์อย่างไร้สาระที่สุด อยากให้ลวิตรเล่นเป็นคนรักจอมปลอม ทั้งๆที่ลวิตรอยากจะตะโกนบอกว่าลวิตรไม่ได้อยากเป็นอย่างนั้น และไม่มีความสุขเลยที่ต้องอยู่ในบทบาทนั้น
จึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ลวิตรจะต้องจัดการกับความสัมพันธ์นี้เหมือนของที่แตกหักแล้วชิ้นหนึ่ง..
คนโบราณเคยสอนไว้ว่า ของแตก ของหัก ของบิ่น ของที่มีรอยร้าวนั้น ไม่ควรที่จะเก็บไว้ในบ้าน หากทิ้งขว้างไปได้ก็ควรทำเสีย
และแม้ว่านี่จะเป็นความสัมพันธ์.. จะเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจลวิตรด้วยก็เถิด ลวิตรยินดีอย่างยิ่งที่จะเฉือนหัวใจส่วนที่ช้ำทิ้งไป เพราะนั่นยังดีกว่ามีหัวใจเต็มดวงแต่ทำให้ต้องนึกถึงความทรงจำอันเลวร้ายอยู่ทุกคืนทุกวัน ลวิตรทุ่มเทให้คนคนหนึ่งเหมือนเพื่อนเหมือนพี่น้อง ซึ่งมากกว่าคนรักไม่รู้กี่เท่าไร แต่ท้ายที่สุดกลับต้องเจ็บเสียยิ่งกว่าถูกคนรักทรยศหักหลังเป็นเท่าตัว
ลวิตรเดินออกมานอกบ้าน วางกล่องของขวัญกล่องนั้นและจดหมายลงบนพื้นดินโล่งๆ..
จะให้ไปอีกเพื่ออะไร ในเมื่อคนรับไม่เคยสำเหนียกในคุณค่าและความหมายในสิ่งดีๆที่ลวิตรให้มาตลอดเป็นเวลาหลายปี
อย่างไรก็ถูกมองว่าเลว หลอกลวง ไร้ความจริงใจเสียแล้ว ลวิตรจะต้องพยายามอีกทำไมให้เสียเวลาและแรงใจ..
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต นึกถึงความเจ็บปวดที่ชั่ววินาทีนั้นพวยพุ่งขึ้นมาราวกับไอในกาน้ำที่กำลังเดือด ลวิตรก็จุดไม้ขีดไฟ แล้วจ่อมันที่ปลายริบบิ้นเบาบางบนกล่องของขวัญโดยไม่ลังเล มองดูเปลวไฟลามเลียไปอย่างรวดเร็ว
ขอให้จบสิ้นกันเพียงเท่านี้..
ความโกรธ ความรู้สึกอึดอัด ความเจ็บปวด ความผูกพัน ความรู้สึกทั้งหลายที่จะยังมีอิทธิพลดึงกรินทร์และลวิตรไว้ด้วยกันได้ ไม่ว่าจะในทางดีหรือทางร้าย ขอให้ถูกเผาผลาญไปกับของขวัญและจดหมายฉบับนี้ด้วยเถิด
อย่าให้เหลือแม้แต่ซาก.. แม้แต่เศษธุลี
อย่าให้เหลือแม้แต่ละอองอากาศ.. แม้แต่ควัน
ไม่เคยจะมีใครทำให้ลวิตรทั้งเจ็บปวดทั้งโกรธได้เท่านี้..
ขอให้กรินทร์เป็นคนเดียว.. และคนสุดท้าย
ลวิตรยืนมองซากของขวัญและจดหมายกลางกองไฟที่มอดสนิทเงียบๆอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะสั่งให้คนงานมาจัดการทำความสะอาดแล้วเอาไปทิ้ง โดยกำชับว่าให้เอาไปทิ้งไกลๆ เพราะลวิตรไม่อยากให้เถ้าถ่านของสิ่งที่ได้เผาเพื่อทำลายไปแล้วกับมือ มีโอกาสถูกลมพัดพากลับมาในบริเวณบ้านที่พักอาศัยอีก
ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เกลียด ไม่ใช่กลัว แต่เป็นขยาดแกมแขยงเสียมากกว่า นั่นคือไม่อยากรับรู้ ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากแตะต้อง ไม่อยากอะไรด้วยทั้งสิ้น
นึกถึงอดีต ที่กรินทร์มักจะเอ่ยปากขอโทษ บอกว่าเสียใจที่ทำให้ลวิตรเจ็บปวด แต่ไม่มีสักครั้งที่กรินทร์จะยอมรับว่าตัวเองได้ทำผิด ซ้ำยังบอกอีกว่าถ้าผิดแล้วทำให้ลวิตรหายเจ็บได้ก็จะผิดหรอก แต่ถึงผิดไปลวิตรก็คงไม่หายเจ็บ จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะผิด
กรินทร์ทำเหมือนเป็นเรื่องใหญ่โตเสียเหลือเกินที่ทำให้ลวิตรเจ็บ เน้นซ้ำซากจนดูเหมือนเป็นความภูมิใจลึกๆที่ทำให้ลวิตรเจ็บได้เสียด้วยซ้ำ
แต่เอาเถิด ลวิตรในตอนนี้ก็ไม่ใช่ลวิตรในตอนนั้นอีกต่อไปแล้ว และเมื่อลวิตรไม่ได้ให้กรินทร์อยู่ในตำแหน่งใกล้หัวใจอีกต่อไป ก็ไม่มีทางที่กรินทร์จะทำร้ายความรู้สึก หรือทำให้ลวิตรเจ็บปวดอีกได้ เพราะในตอนนี้กรินทร์ก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่แม้ลวิตรไม่ได้ชิงชัง แต่ก็ไม่ได้โหยหาหรืออยากจะไขว่คว้าให้มาอยู่ข้างตัว
ที่ลวิตรเจ็บในอดีต ก็เนื่องจากว่าลวิตรยอมที่จะเจ็บเพราะกรินทร์ต่างหาก ไม่ใช่ว่ากรินทร์มีอำนาจทำให้ลวิตรเจ็บแต่ประการใดเลย
และจากนี้ไป ก็ไม่มีทางที่กรินทร์จะทำให้ลวิตรเจ็บได้อีก กรินทร์อาจจะกล่าวร้ายลวิตรหรือมาตีรันฟันแทงลวิตรได้ แต่ด้วยอารมณ์และความรู้สึกแล้ว กรินทร์จะไม่มีวันทำให้ลวิตรเจ็บปวดได้อีก
ลวิตรจะเจ็บได้มาก ก็เพราะคนที่รักมากเท่านั้น
ดังนั้นคนที่ลวิตรไม่รู้สึกอะไรด้วยอีกต่อไป ก็ย่อมไม่สามารถทำให้ลวิตรรู้สึกรู้สาอะไรได้เช่นกัน
ลวิตรกลับเข้ามาในบ้าน แม้จะยังไม่สบายใจนักแต่ก็นับว่ารู้สึกโล่งใจที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ได้ยินเสียงเพลงจากวิทยุที่เปิดทิ้งไว้ เป็นเพลงสากลที่ลวิตรได้ยินอยู่บ่อยๆแต่ไม่สนใจนัก รู้เพียงว่าเป็นเพลงอกหักรักคุดเพลงหนึ่งเท่านั้น ทว่าวันนี้ท่อนร้องรับของเพลงกลับสะกิดใจลวิตรอย่างช่วยไม่ได้ แม้แนวเพลงและทำนองจะไม่ใช่อย่างที่ลวิตรชอบ แต่เนื้อร้องก็ทำให้ลวิตรต้องนิ่งฟัง
Don't think we're okay just because I'm here
You hurt me bad but I won't shed a tear
ถึงเรื่องของลวิตรกับกรินทร์จะไม่ใช่เรื่องของคู่รัก แต่สิ่งที่ลวิตรได้ยินก็ตรงกับความรู้สึกจนเกือบสะเทือนใจ
I'm leaving you for the last time baby
You think you're loving but you don't love me
I've been confused, outta my mind lately
You think you're loving but I want to be free
Baby, you've hurt me*
เพราะที่กรินทร์บอกว่ารักนั้น แทบไม่มีอะไรสักอย่างที่ทำให้ลวิตรรู้สึกได้ว่ามันคือความรักอย่างแท้จริง มีแต่ความเอาแต่ใจ ความหึงหวงไม่เข้าท่า และความปรารถนาที่จะควบคุมบงการ โดยใช้คำว่ารักมาอ้างทั้งสิ้น
อย่างไรก็ดี ลวิตรตัดสินใจเดินไปปิดวิทยุทั้งๆที่เพลงยังไม่จบ เพราะลวิตรไม่อยากจะเสียเวลากับเรื่องในอดีต กับเรื่องที่ทำให้ไม่มีความสุขอีกต่อไป ลวิตรจึงไม่ต้องการแม้แต่จะฟังเพลงที่ทำให้นึกถึงความทรงจำเหล่านั้น
ไม่อีกแล้ว..
คนโบราณเคยสอนไว้ว่า ของแตก ของหัก ของบิ่น ของที่มีรอยร้าวนั้น ไม่ควรที่จะเก็บไว้ในบ้าน หากทิ้งขว้างไปได้ก็ควรทำเสีย
และในบางครั้ง นั่นอาจหมายรวมไปถึงความสัมพันธ์บางประเภทของมนุษย์ด้วย.. ก็เป็นได้
::: The End :::::::
*Warwick Avenue by Duffy
