ทรมาณ

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

- - - - - - -





หมายเหตุชื่อตัวละคร
ลวิตร อ่านว่า 'ละ-วิด'
กรินทร์ อ่านว่า 'กะ-ริน'











คนโบราณเคยสอนไว้ว่า ของแตก ของหัก ของบิ่น ของที่มีรอยร้าวนั้น ไม่ควรที่จะเก็บไว้ในบ้าน หากทิ้งขว้างไปได้ก็ควรทำเสีย

แต่ถ้าสิ่งที่หัก แตก บิ่น และร้าวนั่นไม่ใช่ข้าวของ แต่เป็นสายสัมพันธ์ที่สร้างกับคนอีกคนหนึ่ง หรือหัวใจของตัวเองเล่า.. จะทำอย่างไร?

สายสัมพันธ์และหัวใจคน จะว่าเหนียวแน่นทนทานก็ใช่ จะว่าบอบบางก็ใช่อีกเหมือนกัน มีโอกาสจะแตกสลายผุพังอย่างไม่เหลือซาก พอๆกับที่มีโอกาสจะถูกกอบกู้ขึ้นมาใหม่ แล้วค่อยรักษาให้ดีได้ด้วยการเวลา ความรัก ความเข้าใจ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างต้องอาศัยโอกาส การเริ่มต้นใหม่ ศรัทธา ความอดทน และความพยายามจากทั้งสองฝ่าย

แต่ในบางครั้งถ้าความเจ็บปวดในอดีตนั้นมากมายเกินจำนวนความทรงจำที่ดี ก็ยากที่จะทำใจให้เกิด 'ศรัทธา' ได้ และเมื่อศรัทธานั้นอ่อนแรง ความรักจึงยากที่จะเกิดขึ้นใหม่ ทว่าอดีตก็มีอานุภาพแรงกล้ามากพอที่จะฉุดรั้งคนสองคนให้เกิดความหวังว่าอาจกลับมาหากันได้อีกครั้ง

ทั้งอดีตและความคาดหวังเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ อย่างแรกคือสิ่งที่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ส่วนอย่างหลังคือสิ่งที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ และแม้จะไร้น้ำหนักเสียอย่างนั้น แต่มนุษย์ก็ยังให้คุณค่า ให้ความสำคัญกับมันเหลือเกิน.. ด้วยหวังว่ามันจะย้อนกลับมา หรือ 'เป็นจริง' ได้สักวัน





ทำไมการที่คนเรามาพบกันครึ่งทาง จึงได้เป็นเรื่องที่ยากนัก?

ลวิตรถามตัวเอง เมื่อทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต..

ถูกล่ะ ลวิตรเป็นฝ่ายเดินออกมาจากชีวิตของกรินทร์ คนที่ครั้งหนึ่งลวิตรเคยให้ใจ ให้ความศรัทธา ให้ความรู้สึกดีๆไปอย่าล้นเหลือ แม้ไม่ใช่ฉันท์คนรัก แต่มันก็มีความหมายมากมายเหมือนกันไม่ใช่หรือ ผิดอะไรที่ลวิตรอยากให้กรินทร์เป็นเหมือนเพื่อนสนิท เป็นเหมือนพี่น้องสักคนที่ลวิตรไม่เคยมี

ลวิตรไม่ได้รักกรินทร์อย่างคนรัก ไม่เคยสักวินาทีที่เขาจะรู้สึกอย่างนั้น ลวิตรอยากให้กรินทร์ได้ดีและมีความสุขโดยไม่มีเงื่อนไข แต่นั่นก็กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายในสายตากรินทร์ จนทุกวันนี้ลวิตรเองก็ยังไม่ทราบว่ากรินทร์ต้องการอะไรจากเขา ตลอดช่วงเวลาดีๆที่มีร่วมกัน กรินทร์มักตัดพ้อต่อว่าลวิตรอยู่เสมอ อ้างว่าลวิตรไม่เคยให้ความสำคัญ ไม่เคยให้ความรักมากพอ ไม่เคยเห็นค่าหรือชื่นชมสิ่งที่กรินทร์พยายามทำเพื่อลวิตร

กรินทร์อยากให้ลวิตรเล่นบทคนรักใจอำมหิตเหมือนอย่างในภาพยนตร์หรือละครสักเรื่อง เพื่อที่กรินทร์จะได้รู้สึกตื่นเต้นหวือหวากับความไม่แน่นอน เพื่อที่กรินทร์จะได้รู้สึกว่ามีคนคนหนึ่งที่กรินทร์คอยมารักและทุ่มเทให้ มีคนคนหนึ่งที่เอื้อให้กรินทร์เป็นทุกข์และโอดครวญอย่างมีเหตุมีผลได้

กรินทร์หมกมุ่นอยู่แต่ความคิดที่ว่าหากไม่ได้เป็นคนสำคัญที่สุด ไม่ได้เป็นที่หนึ่ง ก็แสดงว่ากรินทร์ย่อมไม่มีความหมายใดๆต่อลวิตรเลย..

ลวิตรกลับมองว่าทำไมคนเราต้องนิยามความรักเสียคับแคบอย่างนั้น ทำไมคนเราจะมีคนสำคัญมากกว่าหนึ่งคน ชนิดที่ต่างวาระ ต่างโอกาส และต่างบทบาทไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่เราคบหากันฉันท์เพื่อนและพี่น้อง

ทำไมจะต้องขู่เข็ญบังคับใจคน ให้เชิดชูตัวกรินทร์ให้เป็นที่หนึ่ง เพียงเพราะว่ากรินทร์ 'ต้องการ' ด้วยเล่า?

กรินทร์คงจะลืมไปสิว่า สรรพสิ่งในโลกนี้มีอะไรมากมายที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ และหนึ่งในนั้นก็รวมถึงหัวใจของมนุษย์ด้วยกันเองที่มีเลือดเนื้ออยู่ด้วย





หากเป็นใครอื่นต้องมาตกที่นั่งของลวิตร หลายคนอาจจะถอดใจด้วยความเอือมระอาไปนานแล้ว ด้วยว่ากรินทร์นั้นแม้จะฉลาด มีสติปัญญา แต่ก็ 'พูดไม่รู้เรื่อง' และ 'ดื้อด้าน' ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

แม้แต่เด็กประถมก็ยังเข้าใจความสัมพันธ์ของมนุษย์ไม่ใช่หรือ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและบุตรเป็นอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนเป็นอย่างไร และความสัมพันธ์ระหว่างคนรักเป็นอย่างไร

เมื่อลวิตรและกรินทร์เริ่มรู้จักคบหากันในฐานะเพื่อนกึ่งพี่น้อง นั่นก็เป็นที่ชัดเจนตั้งแต่แรก ทว่าเหตุใดกรินทร์จึงเอาอารมณ์หึงหวง นิสัยบังคับควบคุม ตลอดจนเงื่อนไขยิบย่อยที่ไม่ควรใช้กับคนที่เป็นเพื่อนหรือให้ความสนิทอย่างพี่น้อง มาใช้กับลวิตรอยู่อย่างนั้น..

เหตุใดกรินทร์จึงทำตัวเอาแต่ใจเหมือนเด็กไม่รู้ความ แล้วคาดหวังให้ลวิตรทน คาดหวังให้ลวิตรให้อภัยทุกเมื่อ ราวกับว่าลวิตรเป็นพ่อหรือแม่ของกรินทร์เสียเอง

เหตุใดกรินทร์จึงทำคาดหวังให้คนรอบข้างต้องสะดุ้งสะเทือนกับทุกอารมณ์ของกรินทร์ ราวกับว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลอยู่ตลอดเวลา

ด้วยลวิตรนั้นเข้าใจความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ดี บ่อยครั้งที่กรินทร์ทำเช่นนี้กับลวิตร ลวิตรจึงเลือกที่จะอธิบายและพูดจาด้วยเหตุผล เลือกที่จะไม่วิ่งเต้นไปกับอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ซ้ำยังหาความแน่นอนไม่ได้นั้นของกรินทร์

แต่นั่นก็มีแต่จะทำให้กรินทร์เต้นเร่าๆ หาเหตุมาสร้างเรื่องให้ลวิตรเป็น 'ฝ่ายผิด' และ 'ฝ่ายทำร้าย' กรินทร์มากขึ้น..

จากความพยายามที่จะเข้าใจจึงกลายเป็นเหนื่อยล้า จากที่ยินดีจะอดทนจึงกลายเป็นต้อง 'ทน' เพียงอย่างเดียว เมื่อทั้งเหนื่อยล้า ทั้งต้องทน ความเบื่อหน่าย รำคาญ เอือมระอา อยากจะหนีไปให้ไกล จึงตามมาอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะลวิตรเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชน ไม่ใช่พระตถาคตที่จะนิ่งและเยือกเย็นอยู่ได้ร่ำไปโดยไม่มีข้อแม้

บางครั้งเมื่อลวิตรห่างไป กรินทร์ก็พยายามทุกวิถีทางให้ลวิตรกลับมา แต่น่าแปลกที่การขอโทษของกรินทร์นั้นช่างเต็มไปด้วยคำ 'แก้ตัว' แต่ไม่เคยแสดงถึงเจตนาที่จะ 'แก้ไข'

กรินทร์จะต้องยกเหตุการณ์ที่ลวิตรได้ทำไว้ในอดีตมาเกริ่นว่ากรินทร์เคยเจ็บ เคยเสียใจ เพราะลวิตรแค่ไหน ก่อนจะเริ่มพูดส่วนที่เป็นความผิดของตัวเองเสมอ และเมื่อพูดถึงส่วนที่เป็นความผิดของตัวเอง กรินทร์ก็จะย้ำเพียงแต่ว่าตนย้อนกลับไปทำอะไรไม่ได้แล้ว

วิธีการสื่อสารแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่กรินทร์ต้องการจะบอกลวิตรว่า เรื่องที่ลวิตรทำให้กรินทร์เสียใจ กรินทร์จะไม่มีวันลืม แต่เรื่องใดที่กรินทร์เคยทำผิดพลาดไปนั้น เป็นเรื่องที่ไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะมันผ่านมาแล้ว

กรินทร์พูดราวกับว่าตัวเองมีอภิสิทธิ์เหนือลวิตร เหนือใครต่อใคร ทั้งที่วาจาและการกระทำของตนนั้นแจ้งชัดว่าไม่คิดจะให้อภัยใครง่ายๆ แต่กลับคาดหวังให้คนอื่นลืมเรื่องที่ตัวเองทำไม่ดีไปเสีย

เพราะเรื่องดีๆ ช่วงเวลาดีๆที่มีต่อกันนั้นก็มากพอสมควร ลวิตรจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะอดทน หวังว่าสักวันกรินทร์คงคิดได้และเข้าใจมุมมองเขามากขึ้น ทั้งๆที่ลวิตรเองก็ทรมานกับความรู้สึกหนักๆที่กรินทร์ยัดเยียดให้ลวิตร อย่างไรก็ดี นั่นมีแต่จะทำให้กรินทร์หลงระเริง เหลิงไปด้วยความได้ใจ คิดว่าจะทำอย่างไรก็ได้ สุดท้ายลวิตรก็จะให้อภัย

และเมื่อวันหนึ่งที่ลวิตรให้อภัย แต่ไม่เลือกจะกลับไปสนิทสนมกับกรินทร์เหมือนเดิม กรินทร์จึงถึงกับประกาศต่อคนทั้งโลกว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมานที่สุดในชีวิตของกรินทร์..

กรินทร์คงไม่เคยรู้ ว่าช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมานที่สุดของลวิตรนั้นได้ผ่านไปก่อนหน้านั้นแล้ว และนั่นก็คือช่วงเวลาที่ต้องอยู่กับกรินทร์อย่างอึดอัดและทรมานใจ เพราะไม่ว่าลวิตรจะทำสิ่งใด กรินทร์ก็กล่าวโทษและมองว่ามันเป็นเรื่องไม่ดีไปได้เสียทั้งนั้น แม้ว่าลวิตรจะตรองทุกการกระทำและคำพูดเสมอ ไม่เคยที่จะสักแต่พูดหรือทำอะไรบ้าระห่ำคลุ้มคลั่งตามอารมณ์อย่างกรินทร์สักครั้ง แต่นั่นก็ไม่เคยเพียงพอ ไม่เคยดีพอสำหรับกรินทร์

หากทางเดียวที่กรินทร์จะมีความสุขได้คือการที่ลวิตรต้องไปอยู่ข้างๆ ลวิตรก็เห็นทีจะต้องยอมเป็นคนใจร้าย ไม่หยิบยื่นความสุขให้กรินทร์ดังที่กรินทร์ต้องการ เพราะความทุกข์สาหัสของลวิตร ก็คือการต้องอยู่ข้างคนที่ไม่เคยเห็นค่าในสิ่งดีๆ คนที่เอาแต่กล่าวโทษผู้อื่น ตำหนิผู้อื่น ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง และไม่นึกถึงใจคนอื่นอย่างกรินทร์

ลวิตรอาจจะรักกรินทร์ แต่ไม่ได้รักมาพอถึงขนาดจะยอมตกอยู่ในความทรมานเพียงเพื่อให้กรินทร์มีความสุข

และในชีวิตนี้ลวิตรไม่เคยต้องใช้คำว่า "ทรมาน" เพราะใครมาก่อนเลย





หากกรินทร์เป็นคนรักของลวิตรแล้วเลิกรากันไป ลวิตรอาจจะไม่เสียใจมากขนาดนี้ ด้วยธรรมชาติของความสัมพันธ์เชิงชู้สาวนั้น ใครจะเลิกรักใครก่อน หรือใครจะบังเอิญไปพบคนใหม่ที่ถูกใจกว่า ล้วนเป็นเรื่องที่คาดเดาล่วงหน้าไม่ได้ทั้งสิ้น

แต่กรินทร์คือคนที่ครั้งหนึ่งลวิตรให้ความไว้ใจ ให้ความเชื่อมั่น ให้ความศรัทธา ว่าจะเป็นคนหนึ่งที่อยู่เคียงข้างคอยแบ่งปันทุกข์สุขกับลวิตร เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ลวิตรรักและถนอมไปตลอดยิ่งกว่ามนุษย์อีกหลายพันล้านคนบนโลกใบนี้ ลวิตรให้ความเข้าใจ ให้ความห่วงหา ให้อิสรภาพ ให้ทุกอย่างราวกับว่ากรินทร์เป็นพี่น้องที่ร่วมสายเลือดเดียวกัน แล้วไหนจะอดทน ให้อภัยอย่างมากมายชนิดที่ไม่เคยให้ใครมาก่อน ด้วยเห็นว่ากรินทร์เป็นคนที่ลวิตรรักเหมือนคนในครอบครัว ไม่ใช่แค่ "คนรัก" ที่จะเลิกกันเสียเมื่อไรก็ได้

ทว่ากรินทร์กลับไม่เคยเคารพสิ่งที่เขาให้ไป ไม่เคยเห็นความหมายของตำแหน่งที่ลวิตรมอบให้ กรินทร์เพียงอยากจะเอาชนะ อยากจะเป็นที่หนึ่ง อยากจะให้ได้ดังใจเท่านั้น แล้วอ้างว่าเพราะกรินทร์รักลวิตรมากเหลือเกิน กรินทร์จึงอยากให้ลวิตรรักเขามากพอกัน

เพราะกรินทร์เอาแต่เชื่อว่าสิ่งที่ลวิตรทำให้กรินทร์นั้นไม่ใช่ความรัก และสิ่งที่กรินทร์ทำให้ลวิตรนั่นคือความรัก ลวิตรจึงไม่สามารถที่จะรักกรินทร์ในแบบที่กรินทร์ต้องการได้ พอๆกับที่ไม่ปรารถนาให้กรินทร์มารักลวิตรด้วยวิธีเช่นนั้น

ลวิตรพยายามที่จะเข้าใจและอดทนกับกรินทร์มาตลอด ทว่ากรินทร์กลับไม่เคยคิดที่จะพยายามอดทนหรือเข้าใจลวิตรสักครั้ง

เมื่อทำอย่างไรก็ไม่สามารถเป็นความรักในสายตากรินทร์ไปได้ ลวิตรจะโง่งมยืนอยู่ตรงนั้นก็ใช่ที่ บางทีเส้นแบ่งระหว่าง 'ความอดทน' กับ'ความโง่' นั้นก็บางนิดเดียว ที่ผ่านมาลวิตรอาจเดินเลยเขตความอดทนมาอยู่ในเขตความโง่เสียนานแล้วก็ได้ ไม่อย่างนั้นคงจะไม่ทุกข์และเจ็บซ้ำซากอยู่อย่างนี้

หากกรินทร์เป็นคนรักของลวิตร ลวิตรจะไม่แปลกใจเลยที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะปรวนแปรอยู่ตลอด แต่นี่ลวิตรให้เกียรติกรินทร์อยู่ในฐานะถึงเพื่อนสนิท ในฐานะพี่น้องที่ควรจะมีแต่ความอบอุ่น ความเอื้ออาทรต่อกัน แล้วเหตุใดกรินทร์จึงไม่เห็นความหมาย มีแต่จะวุ่นวายบิดเบือนให้มันเลื่อนใหลเป็นอื่น.. ที่ลวิตรไม่ได้ต้องการสักนิด

ทำไมต้องมองลวิตรเหมือนเป็นคนที่กรินทร์มารักอยู่ข้างเดียว ทั้งๆที่ลวิตรก็ให้ความรักอย่างบริสุทธิ์ใจกรินทร์ไปมากมาย

ทำไมต้องมองลวิตรเหมือนผู้ชายที่ชอบมาหลอกให้ความหวังกรินทร์ ทำให้กรินทร์เจ็บปวด อยู่ในอารมณ์อกหักตลอดเวลา ทั้งๆที่ลวิตรก็พยายามเป็นกำลังใจให้กรินทร์ในทุกเรื่อง และนึกถึงความรู้สึกกรินทร์อยู่เสมอ

บ่อยครั้งที่ลวิตรคิดวนไปวนมาจนกลัวตัวเองจะเป็นบ้า เพราะไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าทำไมการที่เขาปฏิบัติต่อกรินทร์อย่างเพื่อน อย่างพี่น้อง จะทำให้กรินทร์มองลวิตรราวกับลวิตรเป็นคนรักที่มาเหยียบย่ำกรินทร์อยู่ได้ อะไรทำให้ทุกอย่างวิปริตไปถึงเพียงนั้น หรือกรินทร์ก็แค่อยากจะมีคนรักสักคน แต่ตราบเท่าที่ยังไม่มี จึงจับลวิตรที่อยู่ใกล้ตัวมาสวมบทบาทดังกล่าว เพื่อตัวเองจะได้มีใครสักคนไว้เพ้อหา ไว้คร่ำครวญ ไว้โหยไห้ สนองอารมณ์จิตใต้สำนึกตน?

บ่อยครั้งที่กรินทร์พูดปด ปิดบังความจริง หรือถ่ายทอดสถานการณ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองให้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องชู้สาว ทั้งๆที่ความไม่เข้าใจ ความหมางเมินที่เกิดขึ้น ก็มาจากการกระทำของกรินทร์ต่อลวิตรที่ล้ำเส้น ไม่รู้จักขอบเขต ไม่รู้จักเคารพพื้นที่ส่วนตัวของลวิตรทั้งสิ้น หาใช่การทะเลาะฉันท์คนรักไม่

เมื่อลวิตรถอดใจ ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วย กรินทร์ก็จะฟูมฟายคร่ำครวญประหนึ่งว่าถูกคนรักทิ้งเพราะเปลี่ยนใจไปมีใครใหม่

เมื่อลวิตรเห็นแก่เรื่องดีๆในอดีต นึกอยากจะรักษาบางส่วนของความสัมพันธ์ไว้ ในฐานะเพื่อนที่เคยสนิทกัน กรินทร์ก็จะทำเหมือนทุกข์ใจ ลังเลนักหนา เพราะมองว่าลวิตรจะเข้ามาให้ความหวัง แล้วทำให้กรินทร์ต้องเจ็บช้ำอีก

ไม่เคยมีอะไรที่กรินทร์มองในแง่ดี ทุกอย่างจะต้องสุดโต่งเหมือนใน 'ละคร' เท่านั้น..

หากกรินทร์ไม่ใช่คนสำคัญที่สุดสำหรับลวิตร นั่นก็แปลว่าลวิตรต้องไม่รักกรินทร์

หากลวิตรห่างไปจากกรินทร์ นั่นก็แปลว่าลวิตรต้องเกลียดชังกรินทร์

และหากลวิตรยังมีไมตรีให้ นั่นก็แปลว่าลวิตรแค่หลอกลวงกรินทร์ ให้ความหวังลมๆแล้งกับกรินทร์อีกครั้ง

นี่คือสิ่งที่กรินทร์คิดได้ กรินทร์ผู้มีสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดในทุกเรื่อง กลับมองลวิตรเป็นแค่ตัวละครตัวแบนตัวหนึ่ง ที่มีความคิดและความประพฤติอย่างตื้นเขินได้แค่มิติเดียว

ทำอย่างไรกรินทร์จึงจะเข้าใจได้เสียที ว่าการที่ลวิตรอยากรักษาบางส่วนของความสัมพันธ์ไว้ ก็เพราะลวิตรยังศรัทธาในส่วนที่ดีของกรินทร์ และยังมีความหวังว่ากรินทร์จะเข้าใจลวิตรเองสักวัน

และทำอย่างไรกรินทร์จึงจะเข้าใจได้เสียที ว่าการที่ลวิตรอยากจะรักษาบางส่วนของความสัมพันธ์ไว้นั้น ก็ไม่ได้แปลว่าลวิตรจะอยากใกล้ชิดสนิทสนมกับกรินทร์เหมือนเดิม เพราะเรื่องในอดีตนั้นก็ให้บทเรียนกับลวิตรมากพอแล้ว ซึ่งตราบเท่าที่ต่างฝ่ายต่างไม่คิดจะเปลี่ยนไปจากนี้ ก็ไม่มีเหตุผลใดเลยจริงๆที่ควรจะมาอยู่ใกล้กันให้ทุกข์ใจ

หากยังพอจะรัก จะห่วงหา จะมีความรู้สึกดีต่อกันได้ ด้วยระยะที่ห่างกันสักหน่อย ทำไมจึงไม่เลือกทำ ในเมื่อทั้งกรินทร์และลวิตรก็เคยมีความทรงจำดีๆร่วมกันมากมาย เพราะความสัมพันธ์ไม่ใช่เพียงข้าวของที่บิ่นแตก แม้หลายสิ่งหลายอย่างจะไม่เหมือนเดิม แต่ก็ไม่อาจทิ้งขว้างไปได้ง่ายๆเช่นกัน

แต่เพราะกรินทร์ก็คือกรินทร์ และลวิตรก็คือลวิตร เมื่อคนอย่างพวกเขามาอยู่ด้วยกัน คำว่าประนีประนอมหรือพบกันครึ่งทางจึงไม่เคยเกิดขึ้นได้

เมื่อความสัมพันธ์นี้ไม่ว่าจะกอบกู้อย่างไร ก็กลับไปสู่ความหายนะและความทรมานเดิมๆทุกครั้ง ก็คงถึงเวลาแล้วที่ลวิตรต้องปฏิบัติต่อความสัมพันธ์นี้เหมือนข้าวของที่บิ่นแตก นั่นคือทิ้งมันไปเสีย ลืมมันไปเสีย เพราะไม่มีประโยชน์อะไรจะทุ่มเทศรัทธา.. หรือคาดหวังให้มันดีขึ้นมาได้ในอนาคต





เมื่อลวิตรพูดจาดีๆ แสดงความห่วงหา ทั้งๆที่ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทกันเหมือนก่อน กรินทร์ก็ปัดความปรารถนาดีนั้นทิ้งไป ด้วยอ้างว่าลวิตรทำตามมารยาท แสดงความสุภาพเพื่อถนอมน้ำใจ ลวิตรก็แค่ "หลอก" ให้กรินทร์มีความหวัง..

แล้วจะให้ทำอย่างไรจึงจะถูกใจกรินทร์ จะต้องลวิตรให้ด่าทออย่างหยาบคาย สาวไส้มาประจาน ฟื้นฝอยหาตะเข็บ อาฆาตมาดร้ายไม่จบสิ้นหรือ จึงจะแสดงถึงความจริงใจได้ ในเมื่อคนอย่างกรินทร์ไม่เคยรับความจริงที่ตัวเองไม่อยากฟังได้อย่างกล้าหาญสักครั้ง หากไม่ตีโพยตีพายร่ำร้องเหมือนตนเป็นคนถูกทำร้ายไปเสียก่อน ก็พยายามปัดทิ้งไปโดยเร็วราวกับว่าสิ่งที่ตนทำไว้นั้นไม่เคยเกิดขึ้น แล้วจะมาเรียกร้องหาความจริงหรือความจริงใจไปเพื่ออะไร

กรินทร์อาจจะคิดว่าตัวเองเจ็บปวดปางตาย แต่ก็ยังคิดถึงเรื่องในอดีต พูดถึงเรื่องในอดีต อยากให้อดีตย้อนกลับ ในขณะที่ลวิตรนั้นเจ็บเสียจนอยากจะฝังทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้จมลึกในปฐพี อยากจะลืมอดีตให้สิ้น เพราะนึกถึงทีไรแล้วทั้งโกรธ ทั้งเจ็บ ทั้งรู้สึกเหมือนใครมาถ่มน้ำลายใส่หรือเอาฝ่าเท้ามาลูบศีรษะ ที่คนคนหนึ่งทำให้เขาเจ็บปวดสารพัดแต่ยังมีหน้ามาอ้างว่าทำไปเพราะรัก

เพียงแค่คิด.. ในบางครั้งตัวก็ยังสั่นขึ้นมาด้วยโทสะ แม้กระทั่งคนรักที่เลิกรากันอย่างเจ็บช้ำ ก็ยังไม่เคยทำให้ลวิตรโกรธและทรมานได้ถึงเพียงนี้ และเมื่อลวิตรยังเลือกที่จะนิ่ง เลือกที่จะนึกถึงกรินทร์ด้วยความรู้สึกดีๆอันน้อยนิด เพื่อรักษาอะไรต่ออะไรที่ยังหลงเหลืออยู่ กรินทร์ก็กลับมองเป็นความไม่ชัดเจน โลเล ไร้ซึ่งความจริงใจไปได้

แล้วในอดีตที่กรินทร์ทำสารพัด ทั้งพูดปดเพื่อเอาตัวรอด กลบเกลื่อนความผิด ต่อหน้าเป็นอย่างหนึ่ง ลับหลังเป็นอีกอย่าง ทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหล่านี้แสดงถึงความดีและความซื่อสัตย์ของกรินทร์มากนักใช่ไหม?

บางทีทั้งหมดนี้อาจเป็นความผิดของลวิตรเองก็ได้ เพราะกรินทร์ไม่เคยผิด ไม่เคยทำอะไรไม่ดีสักอย่าง..

ลวิตรผิดเอง.. ที่มารักคนผิดคน





เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ลวิตรก็ไม่ควรจะต้องเดือดร้อนทุรนทุรายอีกต่อไป

ความสัมพันธ์ระหว่างลวิตรกับกรินทร์ ในแง่หนึ่งก็เหมือนศพของคนที่ตายไปแล้ว แต่ต่างฝ่ายต่างยังไม่อยากจะปล่อยวาง จึงฝืนเอามาใส่โลงดูมันเน่าฟอนเฟะไปเรื่อยๆ จากสภาพคนหลับธรรมดา.. นานวันก็จะกลายเป็นซากที่น่าสะอิดสะเอียน สร้างความขยะแขยงโดยใช่เหตุ

หรือต่อให้เปรียบได้กับแก้วร้าวใบหนึ่ง ลวิตรก็ควรตัดใจใช้อะไรหนักๆทุบให้มันแตกละเอียดแล้วเอาไปทิ้งเสีย จะได้ไม่ต้องเห็นเป็นสิ่งตำตา เป็นหนามคาใจอยู่ทุกวี่ทุกวัน

แต่ที่ยังยื้อ.. ยื้อแม้ไม่รู้จะยื้อไปเพื่ออะไร ก็เพราะภาพในอดีตและความคาดหวังของแต่ละฝ่ายไม่ใช่หรือ อดีตที่เคยมีเวลาดีๆด้วยกัน และความคาดหวังว่าสักวันมันจะดีเหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม กรินทร์ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เขาทำกับลวิตรในอดีตนั้น ส่งผลให้ส่วนหนึ่งของลวิตรได้ตายไปเสียแล้ว ลวิตรไม่อาจจะรู้สึกเอื้อเอ็นดู อ่อนโยน ใจดี หรืออดทนกับกรินทร์ได้เหมือนก่อน เพราะกรินทร์เป็นผู้สอนลวิตรเองว่าความรู้สึกดังกล่าวมีแต่จะเป็นช่องทางให้กรินทร์ฉวยโอกาสจากลวิตร และวิธีเดียวที่จะทำให้กรินทร์ฟังลวิตร เคารพลวิตรมากพอที่จะไม่เหยียบย่ำลวิตรได้ ก็คือวิธีที่รุนแรงและตรงชนิดขวานผ่าซากเท่านั้น เนื่องจากว่ากรินทร์ไม่เคยตอบสนองต่อวิธีที่สุภาพชนพึงใช้กันสักครั้ง

เพราะฉะนั้นคนฉลาดอย่างกรินทร์ควรจะรู้แต่แรก ว่าจะให้ลวิตรกลับไปอดทนให้กรินทร์สนตะพายเหมือนควายตัวหนึ่งอย่างในอดีตนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ และหากจะโทษใครที่ทำให้ลวิตรกระด้างขึ้นและเปลี่ยนไป กรินทร์ก็ควรต้องโทษตัวเอง ไม่ใช่ใครอื่นเลย





ลวิตรหยิบกล่องของขวัญแสนสวยที่ถูกห่ออย่างปราณีตบรรจง พร้อมจดหมายความยาวหลายหน้ากระดาษที่ลวิตรบรรจงเขียนถึงกรินทร์มาถือไว้ในมือ

หลายครั้งที่ลวิตรเพียรส่งความปรารถนาดีและความรู้สึกดีๆไปให้กรินทร์ แต่ไม่เคยสักครั้งที่มันจะมีค่าในสายตาผู้รับ หรือสื่อความหมายที่ลวิตรเจตนาได้ถูกต้องสักครั้ง หากกรินทร์ไม่มองว่ามันเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความใจอ่อนของลวิตร เป็นสัญญาอ้อนวอนขอคืนดีเพื่อลวิตรจะได้กลับไปโง่เป็นควายให้กรินทร์โขกสับอีกครั้ง กรินทร์ก็จะมองว่ามันเป็นเพียงการล้อเล่นกับความรู้สึกของกรินทร์เท่านั้น เพราะลวิตรไม่ยอมกลับมาเป็น 'เหมือนเดิม'

แล้วทำไมลวิตรจะต้องอยากให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ในเมื่อสิ่งที่เหมือนเดิมนั้นทำให้กรินทร์มีความสุขอยู่ฝ่ายเดียว?

ซ้ำกรินทร์ยังไม่ต้องการพบกันครึ่งทาง กรินทร์อยากแต่จะให้ลวิตรเป็นไอ้งั่งที่เติมเต็มอะไรสักอย่างในใจกรินทร์อย่างไร้สาระที่สุด อยากให้ลวิตรเล่นเป็นคนรักจอมปลอม ทั้งๆที่ลวิตรอยากจะตะโกนบอกว่าลวิตรไม่ได้อยากเป็นอย่างนั้น และไม่มีความสุขเลยที่ต้องอยู่ในบทบาทนั้น

จึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ลวิตรจะต้องจัดการกับความสัมพันธ์นี้เหมือนของที่แตกหักแล้วชิ้นหนึ่ง..

คนโบราณเคยสอนไว้ว่า ของแตก ของหัก ของบิ่น ของที่มีรอยร้าวนั้น ไม่ควรที่จะเก็บไว้ในบ้าน หากทิ้งขว้างไปได้ก็ควรทำเสีย

และแม้ว่านี่จะเป็นความสัมพันธ์.. จะเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจลวิตรด้วยก็เถิด ลวิตรยินดีอย่างยิ่งที่จะเฉือนหัวใจส่วนที่ช้ำทิ้งไป เพราะนั่นยังดีกว่ามีหัวใจเต็มดวงแต่ทำให้ต้องนึกถึงความทรงจำอันเลวร้ายอยู่ทุกคืนทุกวัน ลวิตรทุ่มเทให้คนคนหนึ่งเหมือนเพื่อนเหมือนพี่น้อง ซึ่งมากกว่าคนรักไม่รู้กี่เท่าไร แต่ท้ายที่สุดกลับต้องเจ็บเสียยิ่งกว่าถูกคนรักทรยศหักหลังเป็นเท่าตัว

ลวิตรเดินออกมานอกบ้าน วางกล่องของขวัญกล่องนั้นและจดหมายลงบนพื้นดินโล่งๆ..

จะให้ไปอีกเพื่ออะไร ในเมื่อคนรับไม่เคยสำเหนียกในคุณค่าและความหมายในสิ่งดีๆที่ลวิตรให้มาตลอดเป็นเวลาหลายปี

อย่างไรก็ถูกมองว่าเลว หลอกลวง ไร้ความจริงใจเสียแล้ว ลวิตรจะต้องพยายามอีกทำไมให้เสียเวลาและแรงใจ..

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต นึกถึงความเจ็บปวดที่ชั่ววินาทีนั้นพวยพุ่งขึ้นมาราวกับไอในกาน้ำที่กำลังเดือด ลวิตรก็จุดไม้ขีดไฟ แล้วจ่อมันที่ปลายริบบิ้นเบาบางบนกล่องของขวัญโดยไม่ลังเล มองดูเปลวไฟลามเลียไปอย่างรวดเร็ว

ขอให้จบสิ้นกันเพียงเท่านี้..

ความโกรธ ความรู้สึกอึดอัด ความเจ็บปวด ความผูกพัน ความรู้สึกทั้งหลายที่จะยังมีอิทธิพลดึงกรินทร์และลวิตรไว้ด้วยกันได้ ไม่ว่าจะในทางดีหรือทางร้าย ขอให้ถูกเผาผลาญไปกับของขวัญและจดหมายฉบับนี้ด้วยเถิด

อย่าให้เหลือแม้แต่ซาก.. แม้แต่เศษธุลี

อย่าให้เหลือแม้แต่ละอองอากาศ.. แม้แต่ควัน

ไม่เคยจะมีใครทำให้ลวิตรทั้งเจ็บปวดทั้งโกรธได้เท่านี้..

ขอให้กรินทร์เป็นคนเดียว.. และคนสุดท้าย





ลวิตรยืนมองซากของขวัญและจดหมายกลางกองไฟที่มอดสนิทเงียบๆอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะสั่งให้คนงานมาจัดการทำความสะอาดแล้วเอาไปทิ้ง โดยกำชับว่าให้เอาไปทิ้งไกลๆ เพราะลวิตรไม่อยากให้เถ้าถ่านของสิ่งที่ได้เผาเพื่อทำลายไปแล้วกับมือ มีโอกาสถูกลมพัดพากลับมาในบริเวณบ้านที่พักอาศัยอีก

ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เกลียด ไม่ใช่กลัว แต่เป็นขยาดแกมแขยงเสียมากกว่า นั่นคือไม่อยากรับรู้ ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากแตะต้อง ไม่อยากอะไรด้วยทั้งสิ้น

นึกถึงอดีต ที่กรินทร์มักจะเอ่ยปากขอโทษ บอกว่าเสียใจที่ทำให้ลวิตรเจ็บปวด แต่ไม่มีสักครั้งที่กรินทร์จะยอมรับว่าตัวเองได้ทำผิด ซ้ำยังบอกอีกว่าถ้าผิดแล้วทำให้ลวิตรหายเจ็บได้ก็จะผิดหรอก แต่ถึงผิดไปลวิตรก็คงไม่หายเจ็บ จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะผิด

กรินทร์ทำเหมือนเป็นเรื่องใหญ่โตเสียเหลือเกินที่ทำให้ลวิตรเจ็บ เน้นซ้ำซากจนดูเหมือนเป็นความภูมิใจลึกๆที่ทำให้ลวิตรเจ็บได้เสียด้วยซ้ำ

แต่เอาเถิด ลวิตรในตอนนี้ก็ไม่ใช่ลวิตรในตอนนั้นอีกต่อไปแล้ว และเมื่อลวิตรไม่ได้ให้กรินทร์อยู่ในตำแหน่งใกล้หัวใจอีกต่อไป ก็ไม่มีทางที่กรินทร์จะทำร้ายความรู้สึก หรือทำให้ลวิตรเจ็บปวดอีกได้ เพราะในตอนนี้กรินทร์ก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่แม้ลวิตรไม่ได้ชิงชัง แต่ก็ไม่ได้โหยหาหรืออยากจะไขว่คว้าให้มาอยู่ข้างตัว

ที่ลวิตรเจ็บในอดีต ก็เนื่องจากว่าลวิตรยอมที่จะเจ็บเพราะกรินทร์ต่างหาก ไม่ใช่ว่ากรินทร์มีอำนาจทำให้ลวิตรเจ็บแต่ประการใดเลย

และจากนี้ไป ก็ไม่มีทางที่กรินทร์จะทำให้ลวิตรเจ็บได้อีก กรินทร์อาจจะกล่าวร้ายลวิตรหรือมาตีรันฟันแทงลวิตรได้ แต่ด้วยอารมณ์และความรู้สึกแล้ว กรินทร์จะไม่มีวันทำให้ลวิตรเจ็บปวดได้อีก

ลวิตรจะเจ็บได้มาก ก็เพราะคนที่รักมากเท่านั้น

ดังนั้นคนที่ลวิตรไม่รู้สึกอะไรด้วยอีกต่อไป ก็ย่อมไม่สามารถทำให้ลวิตรรู้สึกรู้สาอะไรได้เช่นกัน





ลวิตรกลับเข้ามาในบ้าน แม้จะยังไม่สบายใจนักแต่ก็นับว่ารู้สึกโล่งใจที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ได้ยินเสียงเพลงจากวิทยุที่เปิดทิ้งไว้ เป็นเพลงสากลที่ลวิตรได้ยินอยู่บ่อยๆแต่ไม่สนใจนัก รู้เพียงว่าเป็นเพลงอกหักรักคุดเพลงหนึ่งเท่านั้น ทว่าวันนี้ท่อนร้องรับของเพลงกลับสะกิดใจลวิตรอย่างช่วยไม่ได้ แม้แนวเพลงและทำนองจะไม่ใช่อย่างที่ลวิตรชอบ แต่เนื้อร้องก็ทำให้ลวิตรต้องนิ่งฟัง

Don't think we're okay just because I'm here
You hurt me bad but I won't shed a tear


ถึงเรื่องของลวิตรกับกรินทร์จะไม่ใช่เรื่องของคู่รัก แต่สิ่งที่ลวิตรได้ยินก็ตรงกับความรู้สึกจนเกือบสะเทือนใจ

I'm leaving you for the last time baby
You think you're loving but you don't love me
I've been confused, outta my mind lately
You think you're loving but I want to be free
Baby, you've hurt me
*

เพราะที่กรินทร์บอกว่ารักนั้น แทบไม่มีอะไรสักอย่างที่ทำให้ลวิตรรู้สึกได้ว่ามันคือความรักอย่างแท้จริง มีแต่ความเอาแต่ใจ ความหึงหวงไม่เข้าท่า และความปรารถนาที่จะควบคุมบงการ โดยใช้คำว่ารักมาอ้างทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดี ลวิตรตัดสินใจเดินไปปิดวิทยุทั้งๆที่เพลงยังไม่จบ เพราะลวิตรไม่อยากจะเสียเวลากับเรื่องในอดีต กับเรื่องที่ทำให้ไม่มีความสุขอีกต่อไป ลวิตรจึงไม่ต้องการแม้แต่จะฟังเพลงที่ทำให้นึกถึงความทรงจำเหล่านั้น

ไม่อีกแล้ว..





คนโบราณเคยสอนไว้ว่า ของแตก ของหัก ของบิ่น ของที่มีรอยร้าวนั้น ไม่ควรที่จะเก็บไว้ในบ้าน หากทิ้งขว้างไปได้ก็ควรทำเสีย

และในบางครั้ง นั่นอาจหมายรวมไปถึงความสัมพันธ์บางประเภทของมนุษย์ด้วย.. ก็เป็นได้





::: The End :::::::





*Warwick Avenue by Duffy

ก็เป็นได้แค่คนที่ไม่รักคุณ

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

- - - - - - -

First written 12 November 2008

- - - - - - -





"คนเรานี่ก็แปลก.."

ผมได้ยินชินซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของโซระเปรยขึ้นมา ราวกับว่าผมไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้น

"เวลาสนิทสนมคุ้นเคยกัน รักกัน ก็ทำทุกอย่างให้กันได้ แต่เวลาหมางใจกัน ก็ทำราวกับเกลียดกันนักหนา"

และผมเอง.. ก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน

".........."

ยังนั่งหันหลังให้ ปล่อยให้พวกเขาเดินผ่านไป..

จะคิดอย่างไรก็คิดไปเถอะ ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะต้องลุกขึ้นมาแก้ต่างหรือแก้ตัวว่าลึกๆผมรู้สึกอย่างไร

หากเป็นเมื่อก่อนผมคงจะอดเดือดดาลไม่ได้ รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลยที่โซระเที่ยวบอกใครๆว่าเจ็บปวดเพราะผมนักหนา และพาลโกรธชินที่เอาแต่เข้าข้างโซระโดยไม่คิดถึงหัวอกผมบ้าง..

แต่ในตอนนี้ผมกลับนิ่ง แล้วก็ไม่ได้เจ็บปวดมากมายอย่างที่คิด

ผมมางานเลี้ยงรุ่นก็เพื่อจะพบปะกับผู้คนที่ผมอยากเจอ เพื่อนที่เข้าใจรักใคร่กันดี.. และพอใจในตัวผมอย่างที่ผมเป็น

อย่างน้อยผมก็กล้าหาญพอที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปในแบบของผม กล้ามางานเลี้ยงรุ่นทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องเจอกับโซระและเพื่อนๆของเขา ทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องเป็น 'เป้านิ่ง' ให้คนบางกลุ่มได้วิจารณ์หรือจับตามองอย่างไม่เป็นมิตรอีกครั้ง แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอีกต่อไป เพราะผมเชื่อว่าอะไรที่เรามองให้เป็นเรื่องใหญ่ มันก็จะเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนอะไรที่เรามองให้เป็นเรื่องเล็ก มันก็จะเป็นเรื่องเล็ก

และผมเลือกจะมองความรำคาญใจนี้ให้เป็นเรื่องเล็ก ผิดกับหลายปีที่ก่อนซึ่งผมปฏิเสธไม่มางานเลี้ยงรุ่น เสียโอกาสพบปะเพื่อนเก่าไป.. เพียงเพราะไม่อยากจะเผชิญหน้ากับโซระ





โชคดีที่งานเลี้ยงรุ่นคราวนี้จัดโต๊ะตามสาขาวิชาเอกของพวกเราสมัยเรียน ผมจึงได้นั่งคุยกับเพื่อนที่คุ้นเคยกันอย่างสบายใจ โดยไม่ต้องถูกถามให้รู้สึกอึดอัดว่า..

'แล้วทำไมไม่เรียกโซระมานั่งด้วย?'

ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีใครถามอย่างนั้น เพราะเมื่อก่อนโซระกับผมก็สนิทกันมาก ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ แต่ถ้าเลือกได้ผมก็ไม่อยากจะให้ใครเอ่ยถึง เพราะมันจะต้องตามมาด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนและเรื่องมากมายที่ไม่ต้องการอธิบาย

โซระกับผมต่างกันตรงที่ผมอยากจะเก็บเรื่องที่เกิดขึ้นไว้คนเดียว หากจะพูดก็เพียงเพื่อระบายออกกับคนที่ไว้ใจคุ้นเคยกันเพียงคนหรือสองคนเท่านั้น ก็ในเมื่อมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างโซระกับผม.. ทำไมผมจะต้องเอาไปบอกเล่ากับใครต่อใครให้มากมายด้วย?

บางครั้งการที่โซระพูดอยู่ตลอดเวลาว่าเขาทุกข์เพราะผมแค่ไหน และการที่ผมนิ่งเฉยไม่แสดงความเจ็บปวดออกไป คนก็เข้าใจไปว่าผมเป็นฝ่ายทำร้ายโซระ ผมช่างเป็นคนใจไม้ไส้ระกำ..

เพียงเพราะโซระร้องไห้ เพียงเพราะโซระแสดงออกว่าเสียใจเพราะผมเพียงไหน เท่านี้น่ะหรือที่ทำให้ผมกลายเป็นคนไม่มีหัวใจในสายตาของคนอื่นๆ?

'อย่าไปสนใจคนอย่างนี้เลย โซระ'

ผมเคยได้ยินชินปลอบโซระโดยบังเอิญ พวกเขาไม่รู้ว่าผมนั่งอยู่หลังชั้นหนังสือในห้องสมุดของคณะ..

'คนอย่างอิสึกิไม่ควรค่าน้ำตาของนายหรอก อีกไม่นานนายอาจจะหัวเราะเยาะตัวเองก็ได้ ว่ามาเสียเวลาอะไรกับคนใจจืดตั้งนาน'

แปลกจริงที่ผมยังจำได้ แม้มันจะผ่านมาเกือบห้าปีแล้ว

ถามว่าเจ็บไหมเมื่อตอนที่ได้ยิน.. ก็เจ็บอยู่

แต่หากว่านั่นจะทำให้โซระรู้สึกดีขึ้น ผมก็ไม่เห็นประโยชน์ใดที่จะต้องเดือดร้อนลุกขึ้นมาแก้ตัว

เพียงเพราะว่าผมเลือกที่จะหยุดไม่ให้ตัวเองต้องเจอกับเรื่องเสียใจมากไปกว่าที่เป็นอยู่ คนกลับเลือกมองว่าผมเป็นคนใจจืด..

เพียงเพราะโซระแสดงออกด้วยอารมณ์ลนลาน ว่ารักผม อยากมีผมอยู่ข้างๆ เสียใจ หลังจากที่ผมเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทุกอย่างแตกสลาย..

คนกลับเลือกมองว่าโซระทุ่มเท รักมั่น ให้กับผู้ชายตาบอดคนหนึ่ง.. ที่มองไม่เห็นค่าของโซระ





โซระ.. คุณจะรู้ไหมว่าผมไม่อยากได้ทั้งความเสียอกเสียใจโหยหาชนิดคุ้มคลั่ง หรือความรักที่สุดโต่งแต่เกิดขึ้นเพียงเปลือก แปรเปลี่ยนตามน้ำขึ้นน้ำลง แล้วแต่กระแสอารมณ์ของคุณจะพาไปแบบนั้น

ผมไม่ได้อยากเป็นคนที่คุณรักมากมายเสียจนต้องเทิดทูน ถึงกับประกาศกับคนทั้งโลกว่าเมื่อผมเดินเข้ามาชีวิตที่มืดมนก็กลับมีสีสัน แต่เมื่อผมจากไปโลกคุณก็ถล่มทลาย ทิ้งคุณไว้ให้กลายเป็นเพียงซากมนุษย์ที่ไม่เหลืออะไร

ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะไม่หาเรื่องทะเลาะเพียงเพื่อคุณจะได้ชื่อว่าชีวิตนี้มันช่างเศร้าหมอง.. และมีความทุกข์ไปวันๆ

ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะตระหนักสักวินาทีในตอนนั้นที่เรายังอยู่ด้วยกัน ว่าสิ่งที่เรามีอยู่นั้นก็ดีมากพอ รอเพียงเวลาเติบโตไปเรื่อยๆเท่านั้น โดยคุณไม่จำเป็นต้องออกแรงฉุดกระชากลากถูมันเลยแม้แต่น้อย

ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะมองเห็นความพยายามของผม ความหวังดีของผม ความเหนื่อยล้าของผม เร็วกว่านี้สักนิด

ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะมองผมในแง่ดีบ้าง มิใช่จมปลักแต่กับความคิดว่าหากคุณพลาดไปสักนิด ผมก็จะเกลียดคุณ.. ชิงชังน้ำหน้าคุณ

ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะมองเห็นอะไรตามความเป็นจริง ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะนึกถึงใจผม

ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะเห็นคุณค่าในสิ่งที่ผมทำเพื่อคุณ..

ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะปล่อยวางในสิ่งที่ผมทำให้คุณต้องเสียใจ.. แม้ว่าผมไม่เคยเจตนา

คุณบอกว่าคุณรักผมมาก

แต่คุณเคยรักผมมากพอที่จะทำสิ่งเหล่านี้เพื่อผมบ้างไหม?





แม้กระทั่งตอนนี้.. ผมเองก็ยังตอบไม่ได้ว่าความรู้สึกของผมที่มีต่อคุณคืออะไร ทุกอย่างยังคงปนเปื้อนไปด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผล จนแยกแยะไม่ได้ว่าสิ่งใดเป็นเพียงอารมณ์จร สิ่งใดคือความรู้สึกถาวร

ผมรู้เพียงว่าผมเคยรักคุณมาก และผมแน่ใจว่าผมไม่ได้เกลียดคุณ

ทำไมคุณจึงคิดว่าการที่เราไม่ได้สนิทกันหรือรักกันเหมือนก่อนนั้น จะแปลว่าผมต้องเกลียดคุณด้วยเล่า..

รู้ไหม.. โซระ ว่าคุณเองก็โหดร้ายกับผม?

คุณจับผมเหวี่ยงให้เป็นเทวดาวินาทีหนึ่ง เพียงเพื่อจะเป็นปีศาจร้ายในอีกวินาทีหนึ่ง ผมไม่เคยได้เป็นเพียงคนธรรมดาในสายตาของคุณเลย ทุกอย่างบิดเบี้ยวผันแปรไปตามแต่อารมณ์และทัศนคติสุดขั้วของคุณจะพาไปเท่านั้น

หากผมไม่แสนดีเกินไปจนคุณขาดผมไม่ได้ ผมก็เลวเกินไปและทำให้คุณต้องเป็นทุกข์เสมอ

คุณอาจจะบอกว่ารักผมมาก คุณอาจจะคิดว่าคุณทุ่มเทให้ผมทุกอย่าง และดูเหมือนว่าผมไม่เคยเห็นค่าในสิ่งที่คุณทำ..

แต่ความรัก ความทุ่มเท และคุณค่าของสิ่งที่ทำนั้นจะมีประโยชน์อะไรหากมาถึงผิดที่.. ผิดเวลา?

เพียงแค่น้ำตาหยดเดียว และแววตาที่แสดงความเสียใจอย่างแท้จริง อาจสมานแผลทางอารมณ์ได้อย่างง่ายดาย หากหัวใจนั้นยังไม่บอบช้ำจนเกินไป

ในขณะที่ทะเลแห่งน้ำตา และการโหยหวนคร่ำครวญเป็นแรมปี ย่อมไม่อาจเยียวยาหรือฉุดรั้งอะไรได้ หากว่าหัวใจได้แตกสลายเป็นเสี่ยงไปเสียแล้ว





เหนือสิ่งอื่นใด..

คิดให้ดีเถิด โซระ ว่าคุณเป็นเพียงคนเดียวหรือ.. ที่ต้องเจ็บปวด ทนทุกข์ เศร้าหมอง และสูญเสียใครบางคนไป?





ทั้งหมดนั้น เป็นเพียงความคิดของผมที่โลดแล่นอยู่ภายใน ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของงานเลี้ยงรุ่นที่ผู้คนพูดคุยและกินดื่มกันด้วยอารมณ์สนุกสนาน

แม้ความรู้สึกโศกเศร้าเสียใจจะไม่ทรงอานุภาพเหมือนก่อน แต่ก็ยังนึกเสียดายที่เหตุการณ์ระหว่างเราต้องจบลงเช่นนั้น

หลายครั้งที่อยากจะอธิบาย.. หลายครั้งที่อยากจะพูดคุย ปรับความเข้าใจ

แต่มันจะมีประโยชน์อะไร หากโซระยังเลือกจะคิดในแบบของเขา เชื่อในแบบของเขา และมองผมในแบบของเขา?

ผมไม่มีสิทธิ์ไปเปลี่ยนเขา และไม่ว่าเขาจะมีความเห็นอย่างไรผมก็ต้องให้ความเคารพ ไม่ใช่กงการของผมที่จะไปโน้มน้าวให้เป็นอื่น

"อิสึกิ.. ทำไมเงียบไปล่ะแก?"

เพื่อนข้างๆถาม พลางรินสาเกเติมให้อย่างเอาอกเอาใจ..

"รู้แล้วล่ะ อยากจะไปนั่งโต๊ะอื่นใช่ไหมล่ะ?"

คนที่ไม่ทราบว่าอะไรเป็นอะไร ก็ยังคงกระเซ้าเรื่องของโซระกับผมอยู่อย่างนั้น ซึ่งผมก็ได้แต่ยิ้มเฉยๆ

ผมชินเสียแล้วกับการถูกสะกิดแผล ไม่ว่าจะโดยคนรอบข้างที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หรือคนที่จงใจให้ปากแผลผมต้องเปิดออก.. อย่างชินที่เป็นเพื่อนสนิทของโซระ





การมางานเลี้ยงรุ่นครั้งนี้ก็นับว่าไม่เลวนักหรอก..

ดีใจที่เห็นเพื่อนๆหลายคนแต่งงานแต่งการกันไป ซ้ำยังอุ้มลูกมากระจองอแงอยู่ในงานด้วย ก็ให้อารมณ์ครื้นเครงไปอีกแบบ

ผมคิด.. ขณะยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างนอกสถานที่จัดงานเงียบๆตามลำพัง

".........."

แต่ผมก็รู้ตัวว่าผมจงใจนั่งหันหลังให้กับโต๊ะที่โซระนั่งอยู่ และเลี่ยงที่จะไม่มองไปทางนั้น..

'เวลาสนิทสนมคุ้นเคยกัน รักกัน ก็ทำทุกอย่างให้กันได้ แต่เวลาหมางใจกัน ก็ทำราวกับเกลียดกันนักหนา'

อดไม่ได้.. ที่จะนึกถึงคำพูดถากถางของชินที่ได้ยินเมื่อตอนหัวค่ำอีกครั้ง

มันก็จริงที่ว่าผมไม่อาจเดินเข้าไปทักทายพูดคุยกับโซระได้อย่างเป็นปกติ แต่การที่ผมไม่ทักเขา มันต้องแปลว่าผมเกลียดเขาด้วยหรือ?

บางครั้งผมก็เหนื่อยหน่ายกับการตีความอย่างเอาแต่ใจของผู้คน ที่รู้ดีแทนผมไปเสียหมดว่าผมกำลังคิดอะไรหรือรู้สึกอย่างไร

อย่าว่าแต่ชินเลย แม้แต่โซระเองที่ผมเปิดรับให้เข้ามารู้จักผมมากที่สุด พยายามอธิบายความเป็นตัวตนของผมให้เขารับทราบมากที่สุด ก็ยังไม่เคยมองเห็นผมอย่างที่ผมเป็นเลยสักนิด

โซระยังคงเลือกมองผมในแบบที่เขาอยากให้ผมเป็น ในบทบาทที่เขาต้องการ.. ตามแต่อารมณ์ของเขาว่าจะแปรเปลี่ยนไปทางใด

เพราะฉะนั้น ผมจะเดือดเนื้อร้อนใจที่เขาไม่เข้าใจผมก็ป่วยการ สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นยังดีเสียกว่า

ผมถอนหายใจเบาๆ ขยี้บุหรี่ที่ใกล้หมดรอมร่อทิ้งไป เดินกลับเข้ามา..

".........."

แล้วก็ได้เห็นโซระยืนอยู่ที่ทางเข้าพอดี





เขายืนอยู่กับชินและเพื่อนคนอื่นๆ ท่าทางเหมือนเตรียมจะออกไปสูบบุหรี่เช่นกัน เพราะเห็นชินกำลังแจกบุหรี่จากซองในมือให้คนอื่นๆอยู่

".........."

เราสองคนสบตากันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะทางเดินก็แคบออกอย่างนั้น ถ้ามองไม่เห็นกันก็แปลว่าต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาบอดเป็นแน่แท้

แล้วเมื่อเพื่อนๆของโซระเงยหน้าขึ้นมาเห็นผม ความเงียบที่น่าอึดอัดก็บังเกิดขึ้น..

บางคนผมไม่เคยรู้จักพูดคุยเป็นการส่วนตัวด้วยซ้ำ แต่ก็มองผมด้วยสายตาราวกับต้องการจะถามว่า

'คุณนี่ใช่ไหม ที่ทำให้โซระเสียใจ?'

ซึ่งผมก็ทำได้แต่ยิ้มให้ทุกคนในฐานะเพื่อนร่วมคณะ แล้วเดินจากไป..

".........."

แม้จะมั่นใจว่าหลังจากนั้นพวกเขาคงมีเรื่องคุยและปลอบประโลมโซระระหว่างสูบบุหรี่ข้างนอกกันอีกยกใหญ่ แต่ผมก็เลือกที่จะไม่โกรธ ไม่เก็บมาตีอกชกหัวว่าทำไมผมจึงถูกมองว่าเป็นคนผิดอยู่ฝ่ายเดียว..

เอาเถอะ ถ้าการที่ผมถูกจับเล่นเป็นผู้ร้ายแล้วมันจะช่วยให้ใครสักคนรู้สึกดีกับชีวิตขึ้นมาได้ ผมก็จะถือว่าเป็นการช่วยเหลือ.. เกื้อกูลกันไปทางอารมณ์ ไม่ต่างจากยามที่ผมต้องนั่งฟังเพื่อนเมาแล้วคร่ำครวญเพราะถูกผู้หญิงทิ้ง

แต่ผมก็หวังว่าสักวันโซระจะมองเห็น ว่าความทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตเขานั้น.. เกินกว่าครึ่งเขาอุปโลกน์ขึ้นมาเองโดยแท้

ยามมีอะไรที่ดีอยู่ในมือ ก็เพียรแต่จะหามองหาข้อติของมัน หรือหวาดระแวงว่าสักวันจะเสียไป

ยามที่ความทุกข์บังเกิด ก็เลือกจะจมอยู่อย่างนั้น หมกมุ่นวุ่นวายอยู่อย่างนั้น ราวกับว่าชีวิตจะดับสิ้น

ตราบที่เขายังเชื่อว่าตัวเองอยู่ในสถานะผู้ถูกกระทำเสมอ โดยไม่ยอมเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบชีวิตและผลแห่งการกระทำของตัวเอง โซระก็จะต้องดิ้นรนไขว่คว้าคนมายึดเหนี่ยวเพื่อให้ตัวเองมีความสุขต่อไป เช่นเดียวกับที่ต้องหาคนมาโทษว่าเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ของตนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด..

เมื่อเป็นแบบนี้จึงไม่แปลกที่โซระไม่เคยพอใจกับอะไร ไม่ว่าสิ่งที่เขามีนั้นจะดีแค่ไหน และถ้าเขายังไม่เปิดตามองเสียที ต่อให้เขากล่าวโทษคนทั้งโลกได้ มันก็จะไม่ช่วยให้เขาเป็นสุขขึ้นหรือทุกข์น้อยลง จะทำได้ก็เพียงแค่หนีจากความรับผิดชอบชีวิตตัวเองต่อไปเรื่อยๆเท่านั้น





ชีวิตนี้เป็นของเรา จะชั่วดีถี่ห่างอย่างไร เราเท่านั้นที่เป็นผู้รับผิดชอบ.. ว่าจะทำให้มันดีที่สุดหรือตกต่ำที่สุด เราไม่มีสิทธิ์ไปโยนความรับผิดชอบให้คนอื่นด้วยการกล่าวโทษ หรือเอาแต่คร่ำครวญว่าตัวเองสมควรจะได้รับการช่วยเหลือแค่ไหน

การที่คุณยกผมขึ้นแท่นว่าแสนวิเศษ หรือเป็นผู้ทำให้ความสุขทั้งมวลของคุณดับวูบหายไปนั้น เหล่านี้ล้วนเป็นภาพลวงตาที่คุณพอใจจะสร้างขึ้นมา เพราะแท้จริงแล้วผมก็เป็นเพียงมนุษย์ปกติ ที่ความรู้สึก เลือดเนื้อ จิตใจ มีทั้งความทุกข์และสุข มีปัญหาในชีวิต มีเรื่องให้ขบคิดมากมายไม่ต่างจากคุณ..

แล้วถ้าคุณโยนความสุขของคุณมาให้ผมรับผิดชอบ โถมความทุกข์ของคุณมาให้ผมจัดการ คุณคิดว่านั่นสมควรแล้ว.. และยุติธรรมกับผมหรือ?

ที่ผ่านมา.. เราเดินจับมือกัน เคียงข้างกัน ประคับประคองกันอย่างแท้จริง หรือคุณมองผมเป็นเพียงคนที่มีหน้าที่จูงมือคุณไม่ให้หลงทาง ดูแลคุณไม่ให้คุณหกล้ม และคอยปลอบโยนคุณเวลาตื่นจากฝันร้ายกันแน่?

คุณจะอ้างอีกใช่ไหมว่าคุณก็แค่เด็กโง่คนหนึ่ง ทำอะไรไม่ได้ไปกว่านี้..

ก็เพราะคุณเชื่ออย่างนั้น เลือกและพอใจจะเป็นอยู่แค่นั้น คุณจึงไม่เคยพยายามที่จะรับรู้ถึงความเหนื่อยล้าของผมสักครั้ง ในขณะที่คุณอยากให้ผมดูแล คุณอยากให้ผมเป็นคนรับผิดชอบ แต่คุณก็รักที่จะเป็นเด็กที่ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันสบายดี จะได้ไม่มีใครโทษคุณได้

คุณไม่คิดบ้างหรือว่านั่นอาจเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ หรือการเอาเปรียบกันอย่างที่สุด?

แต่เอาเถิด ผมในตอนนี้ก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องไปชักจูงหรือแนะนำอะไรคุณแล้วนี่นะ สิ่งที่ผมคิดอาจเป็นเพียงข้ออ้างของ 'คนไม่ดี' ซึ่งมองไม่เห็น 'คุณค่าของคุณ' เท่านั้น วันพรุ่งนี้คุณอาจไปพบคนดีแสนดีที่จะทำเพื่อคุณได้ทุกอย่าง โดยที่คุณไม่ต้องเดือดร้อนเปลี่ยนแปลงอะไรที่เป็นตัวคุณเลยก็ได้.. ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคนที่ดีกว่าผมและเข้าใจคุณได้มากกว่าผมก็ย่อมมีอีกมากมาย

แต่ระหว่างนั้น.. โซระ

ระหว่างที่คุณยังไม่พบคนคนนั้น ระหว่างที่คุณยังทุกข์ใจ ยังมองไม่เห็นทางออกอยู่นี้ ผมอยากให้คุณรักตัวเอง เข้มแข็งด้วยตัวเอง และมีความสุขด้วยตัวเองให้เป็นสักที อย่ามัวแต่เลือกจะเชื่อในภาพลวงตาของตัวเองเท่านั้น ว่าคุณเป็นได้แค่คนขี้ขลาด ขี้แพ้ อ่อนแอ และโง่เขลา

เพราะถ้าตัวคุณยังไม่มีศรัทธาให้ตัวเอง ก็ไม่แปลกถ้าคนอื่นเขาจะขาดศรัทธาในตัวคุณเช่นกัน

คุณอยากให้ผมเชื่อว่าตลอดมานั้นคุณรักผม ผมสำคัญกับคุณเหลือหลาย.. แต่คุณเคยรักตัวเอง และให้ความสำคัญกับตัวเองบ้างไหม?

และหากคุณยังดูถูก ย่ำยี ตำหนิ และมองไม่เห็นค่าตัวเองได้ลงคอ ยังเลือกจะทำให้ตัวเองปวดร้าวด้วยความทรงจำที่จะนำมาซึ่งความทุกข์ทรมาน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว.. ผมจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าคุณจะไม่หวนกลับมาทำร้ายผมด้วยวิธีเดียวกัน?

ยามที่ผมรักคุณ ผมก็รักด้วยใจที่ปรารถนาให้คุณได้ดี มีความสุข ไม่ต้องการเห็นทุกข์มากล้ำกราย ผมไม่เคยใช้คำว่ารักมาเป็นข้ออ้างเพื่อกักขังให้คุณอยู่เป็นวัตถุรับประกันความมั่นคงทางจิตใจ หรือเพียงเพื่อชดเชยในสิ่งที่ผมคิดว่าตัวเองขาด

แต่ที่คุณบอกว่ารักผม คุณรักผมแบบไหนกันหรือ.. โซระ?

ลำพังที่คุณเที่ยวโทษคนรอบข้างหรือสร้างบาดแผลให้ใครต่อใครเพราะรักตัวเองไม่เป็น นานไปคนเขาก็หาทางหลบเลี่ยง ปล่อยคุณไปตามยถากรรม หรืออยู่ข้างคุณต่อไปอย่างทุกข์ใจ.. ขมขื่น

แต่บาดแผลที่คุณสร้างให้ตัวเอง รอยช้ำ ความเจ็บปวดที่คุณทับถมใส่ตัวเอง ใครจะมาบำบัดให้คุณได้?

อย่างน้อยคุณควรจะหยุดสร้างแผลให้ตัวเองได้แล้ว..

หากเป็นสมัยก่อนที่ผมยังไม่หมดเรี่ยวแรงเหมือนตอนนี้ เมื่อครู่ผมคงจะหยุดยืนที่ทางเข้าและพูดถ้อยคำรุนแรงเหล่านี้ต่อหน้าคุณ มองดูคุณร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะร้อง.. ด้วยฤทธิ์ของวาจาที่คุณไม่อยากรับฟังแต่ก็ควรจะได้รู้ไว้ เพื่อให้เพื่อนคุณได้สาแก่ใจว่าในที่สุดผมมันก็เลวกับคุณได้เสมอต้นเสมอปลายเสียจริง

ทว่าอย่างน้อยสิ่งที่ผมพูดนั่นก็อาจทำให้ตาคุณสว่างขึ้นมาได้ และช่วยปลดปล่อยคุณจากกรงที่คุณสร้างขึ้นมาไว้ขังตัวเอง.. ให้คุณได้โบยบินไปสู่ความสุขที่คุณต้องการและสมควรจะได้รับเสียที

ให้ผมเป็น 'คนที่รังแกคุณ' คนสุดท้าย เพื่อที่จากนี้ไปคุณจะไม่ต้องเจ็บปวดแบบนี้อีกได้ไหม?

ให้ผมเป็น 'คนที่ทอดทิ้งคุณไป' คนสุดท้าย เพื่อที่คุณจะยืนหยัดด้วยตัวเองได้เสียทีได้ไหม?

ให้ผมเป็น 'คนที่ไม่รักคุณ' คนสุดท้าย เพื่อที่คุณจะรักและให้คุณค่าตัวเองโดยไม่ต้องให้ใครมากำหนดเสียทีได้ไหม?


ผมเองก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าความรู้สึกของคุณและผม.. จะดีขึ้นหรือย่ำแย่กว่าเดิม ไม่รู้ว่าเส้นทางชีวิตของพวกเราจะมาบรรจบกันอีกหรือไม่ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เหนือการคาดเดา ผมจึงไม่ปรารถนาให้เราต้องมีชีวิตอยู่ไปวันๆอย่างโหยหา เอาแต่ตั้งตารอว่าสักวันทุกอย่างจะกลับมาสวยงามดังเดิม..

ผมอยากเห็นเราต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตไปอย่างสงบสุข วางเรื่องที่เจ็บปวดนี้ไว้ที่เดิมในอดีตที่มันควรอยู่ อย่าแบกไปด้วยอีกเลย หากจะเก็บไว้ก็เพียงแค่บทเรียนต่างๆที่คุณประมวลได้เอง ที่จะช่วยไม่ให้คุณต้องทุกข์ดังที่คุณได้เคยทุกข์.. เท่านั้น

เพราะผมไม่อยากให้เหตุการณ์ที่คนสองคนต่างฝ่ายต้องเจ็บปวดสูญค่าไปเปล่าๆ และไม่ต้องการเห็นคุณต้องตกหล่มอยู่ในวังวนความทรมานดังที่เคยเกิดขึ้นอีกครั้ง

คุณจะเชื่อผมไหมนะ.. ว่าผมอยากให้คุณมีความสุขอย่างแท้จริงเสียที

หากความสุขคือหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า คือไออุ่นจากพระอาทิตย์ คือแสงสว่างตระการตาของดอกไม้ไฟ ผมคงจะทำทุกวิถีทางที่จะเก็บมันใส่ลงกล่องให้ได้ แล้วห่อเป็นของขวัญให้สวยที่สุดเพื่อนำไปมอบให้กับคุณในวินาทีนี้ด้วยตัวเอง

แต่คุณก็รู้ว่าความสุขไม่ใช่สิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่ความรักของเรา ไม่ใช่แม้กระทั่งผมที่คุณบอกว่ารักนักหนา..

ความสุขคือตัวคุณ ความสุขอยู่ในนั้น คุณเป็นคนเดียวที่จะมองเห็นมันได้ และเป็นคนเดียวที่จะหยิบมันออกมาได้

ผมกลัวเหลือเกินว่าแม้แต่ตอนนี้คุณจะยังมองไม่เห็น คุณจะยังหลงทาง.. หลงเชื่อว่าคุณต้องไขว่คว้าหาใครมาเป็นความสุขของคุณ และคุณยังคิดว่าตัวคุณไม่มีอำนาจพอที่จะทำให้ตัวเองมีความสุขได้

มันไม่จริงเลย โซระ อย่าคิดให้ตัวเองต้องตกเป็นเบี้ยล่างและเสี่ยงต่อความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา แทนที่คุณจะไปเสาะหาใครที่ไหน ขอเพียงคุณทำตัวเองให้มีความสุข เห็นคุณค่าตัวเอง และรักตัวเองเท่านั้น ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป

เพราะเมื่อคุณมีความสุข มีความรักให้ใครต่อใคร คนก็ย่อมอยากจะเข้ามาหาคุณ เหมือนที่คุณอยากเข้าไปหาคนที่ดูมีความสุขในตัวเอง และอยากอยู่ใกล้คนที่มีความรักให้ใครๆเหลือเฟือ

คุณอยากจะรักใครสักคน เพียงเพราะหวังให้เขาเป็นที่ยึดเหนี่ยว ให้เขาเข้ามาคลายทุกข์ของคุณ เติมเต็มช่องว่างของคุณเพียงอย่างเดียวหรือ?

คุณไม่คิดอยากจะรักใครสักคน เพียงเพราะคุณอยากแบ่งปันความสุขให้เขา อยากให้เขามีความสุขมากขึ้น และช่วยโอบอุ้มดูแลเขาบ้างหรือ?

เชื่อเถอะว่าในตัวคุณนั้นมีความสุขและความรักอยู่ท่วมท้น ไม่ใช่ความทุกข์และความน่าชัง.. อย่างที่คุณชอบคิดสักนิด

โซระ.. อย่าให้เวลาล่วงเลยนานไปกว่านี้เลย

สิ่งที่คุณต้องการไม่ได้อยู่ไกลอย่างที่คุณคิด ที่ผ่านมา.. คุณอาจจะแค่มองหามันผิดที่ก็เท่านั้นเอง





แต่นั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่ผมทำได้แค่คิด..

"ทำไมหายไปนานนักวะ?"

เพื่อนๆถามอีก เมื่อผมกลับมาถึงโต๊ะอาหาร

"นานทีปีหนจะได้อยู่กับเพื่อนพร้อมหน้าพร้อมตา ดันเอาเวลาไปสูบบุหรี่"

"ไม่ออกไปสูบป่านนี้ก็เมาฟุบคาโต๊ะเพราะแกน่ะสิ เล่นบังคับให้ดื่มไม่ยั้ง"

ผมเถียงกลับไป

"เออนี่ แก.."

ผมถูกเพื่อนคนหนึ่งเหนี่ยวคอมากระซิบถาม..

"มีเรื่องอะไรกับโซระรึเปล่าวะ เมื่อกี้ตอนที่เขาเดินผ่านโต๊ะพวกเราไป ฉันเรียกให้ย้ายมานั่งด้วยกัน เขาบอกฉันว่าแกคงไม่ต้องการ"

"เขาพูดเล่นมั้ง"

ผมตอบอย่างไม่ถือสา..

"เมื่อกี้สวนกันตอนออกไปสูบบุหรี่ ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ ยังยิ้มให้เลย"

และนั่นผมก็ไม่ได้โกหก.. ผมไม่มีอะไร และผมก็ยิ้มให้เขากับกลุ่มเพื่อนจริงๆ

แต่เขาจะคิดอย่างไร ทำหน้าแบบไหน ผมไม่ทราบ

"เออ ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป"

แล้วเพื่อนผมก็หมดความสนใจ ชวนคุยเรื่องอื่นต่อ..

".........."

หากเป็นเมื่อก่อน ผมคงจะหงุดหงิดใจอีกแล้ว ที่โซระชอบจุดชนวนอะไรให้คนต้องสงสัย ตั้งคำถาม หรือแสดงกิริยาอะไรเล็กๆน้อยๆให้ใครรู้ว่าเขายังเจ็บปวดและเรื่องราวของเรานั้นยังค้างคากันอยู่..

แต่ก็อีก นั่นเป็นสิทธิ์ของเขา และผมก็ไม่เห็นประโยชน์ในการเสียเวลากังวลว่าทุกคนในโลกนี้จะเข้าใจและพอใจในตัวผมหรือไม่

ที่ผ่านมาผมก็ได้เรียนรู้ที่จะมีความสุขด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องไปตั้งเงื่อนไขว่าโซระต้องมองเห็นความปรารถนาดีของผม โซระต้องเข้าใจผม โซระควรรักตัวเองให้เป็น หรือโซระต้องทำเช่นนั้น.. เช่นนี้..

และนั่นคือสาเหตุที่ว่าทำไมผมจึงเลือกที่จะเฉยมาตลอด แม้ว่าในหลายโอกาสจะอยากอธิบายอะไรมากมาย เพราะผมเองก็โตพอที่จะรู้แล้วว่าเราไม่สามารถไปกะเกณฑ์ให้ใครเป็นได้อย่างใจ และเราควรเคารพทางเลือกของเขาไม่ว่าจะอย่างไร

ตัวผมเองก็มีหลายเรื่องต้องทบทวน ปรับปรุง แก้ไข และเปลี่ยนแปลงอีกมากมาย ถ้าตัวผมเองผมยังทำให้เป็นอย่างใจไม่ได้ แล้วผมควรจะไปคาดหวังให้คนอื่นเปลี่ยนอย่างนั้นหรือ?





ก่อนกลับจากงานเลี้ยงรุ่นคืนนั้น ผมเห็นโซระลอบมองผมด้วยแววตาตัดพ้อ..

แววตาชนิดที่เห็นเป็นประจำเวลาที่โซระคอยถามผมว่าผมรักเขาบ้างไหม ซึ่งผมไม่เคยตอบ

".........."

และที่ผมไม่เคยตอบ ก็เพราะผมรู้สึกว่ามันไร้ประโยชน์

เพราะหากโซระยังมองไม่เห็นในสิ่งที่ผมทำให้ ซึ่งใช้แรงกายและแรงใจยิ่งกว่าการเปิดปากเปล่งเสียงเอ่ยคำว่า "รัก" ไม่รู้กี่ร้อยเท่า แล้วลำพังคำพูดจะทำให้โซระตระหนักได้หรือ ว่าผมรักหรือไม่รักเขา?

คำว่ารักของคนคนหนึ่งย่อมไม่มีความหมายอะไร หากคนฟังเลือกจะเชื่อว่าตัวเองไม่สมควรเป็นที่รัก ไม่มีค่าอะไรให้ใครมารัก

และคนที่รักตัวเองไม่เป็น ต่อให้ได้ความรักจากคนทั้งโลกมากองอยู่ตรงหน้า.. นั่นก็ไม่อาจทำให้คนคนนั้นรู้สึกเต็มตื้นขึ้นมาได้

ผมแค่อยากเห็นโซระมีความสุขเสมอไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหน.. โดยไม่ได้มีเงื่อนไขว่าเขาต้องรักต้องบูชาผม

เขาจะเป็นอะไร ทำอะไร คิดอะไร มองผมอย่างไร ผมก็อยากให้เขามีความสุขอย่างไม่มีข้อแม้

แต่ถ้านั่นไม่เพียงพอให้โซระรู้สึกว่ามันคือความรัก ก็ไม่เป็นไร เพราะคนธรรมดาอย่างผมก็ให้ได้เพียงเท่านี้จริงๆ





แม้บางครั้งการที่คนสองคนต้องจากกันไปจะเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจบสิ้น หรือต่างฝ่ายต่างไม่อาจมีความสุขได้อีก

มนุษย์เราเกิดมาก็เพราะอยากจะมีความรักที่ดี อยากจะมีความสุขไม่ใช่หรือ เราไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเป็นของใครหรืออยู่ข้างใครคนใดคนหนึ่งไปตลอดสักหน่อย และคนที่อยู่ด้วยกันได้นานๆด้วยความเต็มใจนั้น.. ก็เพราะมีความสุขและความรักระหว่างกันเป็นปัจจัยเชื่อมโยงไว้ทั้งสิ้น

ถ้าคนคนหนึ่งอยู่กับเราแล้วไม่ทำให้เรามีความสุข เราไม่รู้สึกได้ถึงความรัก แทนที่เราจะเสียเวลาก่นด่าเขาว่าเขาไม่ดีอย่างไรและนอนกองอยู่กับความเจ็บปวดอย่างนั้น เราสู้เอาเวลาไปแสวงหาคนใหม่ที่อาจเติมเต็มเราได้อย่างเหมาะสมไม่ดีกว่าหรือ?

เป็นเรื่องแปลกที่มนุษย์มักจะเสียเวลาคร่ำครวญกับสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ แล้วก็หันมาโกรธใครไปทั่ว น้อยใจโชคชะตาว่าตัวเองช่างอาภัพ ทั้งๆที่หากเลือกเดินออกไปจากสภาพนั้นเสียก็ทำได้ ไม่ได้มีใครมาล่ามโซ่ไว้สักนิด

เช่นเดียวกับที่ผมเลือกจะไม่อยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำให้ผมเหนื่อยล้า เลือกจะไม่อยู่กับคนที่คอยตอกย้ำว่าผมไม่อาจทำให้เขามีความสุขได้ ไม่ว่าผมจะพยายามแค่ไหน เพราะผมอยากมีชีวิตที่สงบ แม้จะไม่ตื่นเต้นและราบเรียบแต่ก็ไม่เป็นไร เพราะผมไม่ได้สนุกนักกับการต้องทั้งดิ้นรนทั้งสับสนอยู่กับอารมณ์ที่ขึ้นลงแทบทุกนาที

หากโซระคิดได้อย่างผมก็คงจะดีไม่น้อย ในเมื่อผมเองก็ทำให้เขาไม่มีความสุขออกเสียอย่างนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดๆเลยที่เขาควรจะยื้อผมไว้ เขาน่าจะไปใช้เวลาอยู่กับใครต่อใครที่ทำให้เขารู้สึกดีกว่ายามอยู่กับผม ไม่ใช่ยังว้าวุ่น เก็บผมไว้เป็นแผลเรื้อรังเช่นนี้

แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าความปรารถนาของผมจะเป็นอย่างไร ก็มีเพียงชีวิตและความนึกคิดของตัวผมเองเท่านั้น.. ที่ผมจะควบคุมมันได้

และผมเลือกแล้วที่จะมีความสุข เลือกแล้วที่จะอยู่อย่างสงบ โดยไม่สร้างทุกข์ให้ตัวเองด้วยการตั้งเงื่อนไขว่าต้องมีคนนั้นคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ ปัจจัยเช่นนั้นเช่นนี้เสียก่อน.. แล้วจึงจะสุขได้

ไม่ว่าจะอยากรักคนอื่นเพียงใด สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดอย่างแท้จริงก็คือการเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง และไม่ว่าอยากจะให้คนอื่นเป็นสุขเพียงไหน สิ่งแรกที่ผมต้องทำให้ได้ก็คือทำให้ตัวเองเป็นสุขเสียก่อน

เพราะอย่างน้อย คราวต่อไปที่ใครสักคนมาเยี่ยมเยือนหัวใจดวงนี้ของผม ผมก็จะสามารถรับเขาไว้ด้วยความปรารถนาที่จะแบ่งปันความรักและความสุขที่มีอยู่ให้กับเขา มิใช่เพียงแต่รอรับการช่วยเหลือ.. เยียวยา

ถ้าผมจะเลือกมองโซระด้วยความโกรธ ด้วยความสิ้นหวัง ด้วยความขมขื่น ผมย่อมทำได้

แต่ผมจะทำไปเพื่ออะไร ในเมื่อมันมีแต่จะทำให้ผมเป็นทุกข์มากขึ้น..

คนที่รักตัวเอง ย่อมไม่คิดแต่ในสิ่งที่ทำให้ตัวเองต้องเป็นทุกข์ ย่อมไม่แบกสิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกไว้กับตัว..

คนที่รักตัวเอง ย่อมกล้าหาญพอที่จะเดินไปจากความทุกข์ ย่อมแสวงหาสิ่งที่ส่งเสริมตนเองให้เจริญขึ้นและเป็นสุข..

ในวันนี้ เมื่อมองย้อนไป ผมกลับนึกขอบคุณโซระด้วยซ้ำที่เรื่องราวระหว่างเราเกิดขึ้น เพราะมันทำให้ผมเติบโตและรู้จักตัวเองมากขึ้นอีกขั้น

และแม้ผมจะเสียคนที่ผมรักไป..

แต่สิ่งที่ดีที่สุดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผมได้ความรักที่มีต่อตัวเองกลับคืนมา





::: The End :::::::

รอยร้าวบนกระจก

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

- - - - - - -

First written 9 November 2008

- - - - - - -





For anyone who walked away from an abusive relationship.





"คุณแน่ใจหรือ?"

อาคาชิถามเบาๆ เมื่อเทรุถามคำถามนั้นอีกครั้ง

"คุณคิดดีแล้วหรือว่าคุณชอบผมจริง"

"คุณอย่าตอบผมด้วยคำถามสิ"

เทรุขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน..

"ผมถามว่าคุณรู้สึกอย่างไรนะ คุณยังไม่ตอบเลย"

อีกฝ่ายนิ่งไปพักหนึ่ง แล้วถอนหายใจออกมา

".........."

เขาเองก็ยังไม่ทราบจะให้คำตอบกับเทรุอย่างไรดี

ใจหนึ่งก็อยากเริ่มต้นใหม่ แต่อีกใจหนึ่ง.. ก็ยังลืมบาดแผลเก่าไม่ได้

บาดแผลที่คนคนหนึ่งเคยฝากไว้ ที่ทำให้เขารู้สึกว่าทุกอย่างที่เขาทำ ทุกสิ่งที่เขาเป็นนั้น..

ไม่เคยมีอะไรดี





คนเราไม่ควรจะแบกอดีตไว้กับตัวเองใช่ไหม?

โดยเฉพาะอดีตที่ย้อนระลึกถึงแล้วรังแต่จะทิ่มแทงส่วนบอบบางที่สุดของจิตใจ..

แต่บางสิ่งบางอย่าง.. บางการกระทำและคำพูด ก็ไม่อาจเลือนไปจากความทรงจำได้ง่ายๆ

ครั้งสุดท้ายที่อาคาชิมีความรัก มันเมื่อไรกันนะ..





สี่ปีแห่งความสัมพันธ์ แต่เสี้ยวเวลาที่มีความสุขนั้นกลับมีอยู่เพียงน้อยนิด

'รู้ไหมว่าคุยกับคุณทีไร ผมไม่เคยสบายใจ รู้สึกเหมือนวัวเหมือนควายที่ถูกต้อนให้จนมุม!'

น่าแปลกเหลือเกิน.. ที่คำกล่าวหาเหล่านั้นของจุนยังคงวนเวียนอยู่กับเขา ไม่จากไปไหน

'คุณทำให้ผมรู้สึกว่าผมเป็นมนุษย์ที่โง่เง่า หาทางออกอะไรไม่ได้ ในขณะที่คุณเป็นพระเจ้ามองมาจากเบื้องบน แสนฉลาดและรอบรู้อยู่คนเดียว!!'

".........."

ผิดด้วยหรือที่เขาจะอยากช่วยเหลือ ให้คำแนะนำเท่าที่จะให้ได้ กับคนที่ครั้งหนึ่งเขาเคยรักที่สุด

'อยู่กับคุณแล้วมันทำให้ผมรู้สึกไร้ค่า ไม่มีดีอะไรสักอย่าง..'

ทั้งๆที่อาคาชิก็แค่เป็นตัวของเขา ไม่เคยคิดจะข่มใคร หรือบั่นทอนความนับถือตัวเองของผู้คนรอบข้าง





ทั้งเขาและจุนต่างก็เป็นนักศึกษาภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรมที่คะแนนโดดเด่นทั้งคู่ ไม่มีใครจะด้อยไปกว่าใคร แต่จุนกลับไม่เคยรู้สึกเช่นนั้น

ตลอดมาที่เขาคอยให้กำลังใจ ผลักดันให้จุนทำให้ได้ดีกว่าเก่า ก็เพราะเขาเชื่อมั่นในตัวจุน เขารู้ว่าจุนสามารถทำได้ และยามที่จุนประสบความสำเร็จ มีความสุข เขาก็เป็นคนหนึ่งที่ยินดีราวกับว่านั่นเป็นความสำเร็จและความสุขของตัวเอง

แต่จุนกลับคิดว่าเขาไม่เคยเคารพจุน ซ้ำยังหยามเหยียดจุน มีแต่ทำให้จุนรู้สึกว่าทำเท่าไรก็ไม่เคยดีพอ..

จุนลืมคิดไปแล้วหรือว่าอาคาชิศรัทธาในตัวเขา ให้กำลังใจยามที่รวดร้าว และปลอบประโลมยามที่จุนท้อแท้เสมอมา?

ยามที่จุนประสบความสำเร็จ มีความสุข จุนไม่เคยกระตือรือร้นมาแบ่งปันกับเขาเช่นยามที่เป็นทุกข์.. อีกนัยหนึ่งก็คือ ความสุขเป็นของจุนคนเดียว และความทุกข์เท่านั้นที่จุนเต็มใจจะแบ่งปัน

ยามที่อาคาชิมีความสุข และประสบความสำเร็จ เขาเองก็ไม่อาจพูดถึงมันได้เต็มปากเต็มคำ เพราะรู้ว่าวินาทีนั้นจุนจะต้องนึกเปรียบเทียบกับตัวเอง แล้วบอกกับเขาด้วยคำพูดเดิมๆ..

'ก็คุณมันเก่งอยู่แล้วนี่ ไม่เห็นแปลก!'

ไม่มีถ้อยคำแสดงความยินดี มีเพียงแววตาที่คอยจะตอกย้ำกับเขาว่า..

'รู้ไหมว่าอยู่กับคุณแล้วมันทำให้ผมรู้สึกไร้ค่า ไม่มีดีอะไรสักอย่าง..'





สำหรับอาคาชิ ไม่มีอะไรจะเจ็บปวดไปกว่าการที่คนที่เขารักและอยากให้ประสบความสำเร็จเสมอมา กลับอิจฉาและริษยาเขาอยู่เสมอ

ความรักที่แบ่งปันความสุขของเขาไม่ได้ เพราะจุนไม่แยแส ซ้ำยังใช้เป็นข้ออ้างว่าความสำเร็จของอาคาชิยิ่งทำให้ตัวเองรู้สึกด้อยค่า..

ความรักที่แบ่งปันความทุกข์ของเขาไม่ได้ เพราะจุนไม่ใส่ใจ จุนคิดว่าเขาเก่ง แก้ปัญหาได้เอง จึงไม่จำเป็นต้องมีคนประคับประคองยามที่อ่อนล้า

ความรักนี้.. จะยังเรียกว่า 'ความรัก' ได้อยู่อีกหรือ?





ในความสัมพันธ์ที่ผุพังนั้น จุนโทษว่าทุกอย่างเป็นความผิดของอาคาชิ

อาคาชิมาตรฐานสูงเกินไป อาคาชิมีเหตุผลมากเกินไป อาคาชิทำให้จุนเหนื่อยเกินไป จุนไม่เคยผิดอะไรเลย..

อาคาชิไม่ใช่คนโง่ เขารู้มาตลอดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่จุนเป็นคนไม่ดี แต่เพราะจุนไม่เคยมั่นใจในตัวเอง ไม่เคยเคารพตัวเอง และในบางครั้งก็ทั้งเกลียดทั้งไม่อยากจะยอมรับตัวเองอย่างที่เป็น จุนจึงได้เที่ยวแพร่พิษ 'ความเกลียดตัวเอง' ให้คนรอบข้างโดยไม่ได้เจตนา

อาคาชิพยายามจะอดทน ช่วยเยียวยาบาดแผลทางอารมณ์ของจุนด้วยความรักและความเข้าใจ แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังแพ้แรง 'พิษ' ที่จุนฉีดเข้าระบบความคิดของเขาทุกวัน

ทุกอย่างที่อาคาชิทำ จุนหาเหตุที่จะเจ็บปวดและเป็นทุกข์เพราะมันได้เสมอ..

'จุนแน่ใจหรือ ว่าจะไม่ไปสมัครงานที่นี่จริงๆ?'

อาคาชิถาม เมื่อทราบว่าจุนตัดสินใจที่จะไม่ไปสมัครงานบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่ ทั้งๆที่คุณสมบัติก็ครบถ้วนตามที่ทางนั้นต้องการ

'ไม่ล่ะ ผมไม่ชอบ ผมไม่อยากทำงานในที่ที่ทุกคนแห่ไปสมัครและใครๆก็กระเสือกกระสนอยากจะได้ตำแหน่ง'

'ทำไมถึงตัดโอกาสตัวเองเพียงเพราะว่าไม่อยากจะทำเหมือนใครๆล่ะ? ผมว่าคุณน่าจะลองดูนะ คุณต้องทำได้ดีแน่'

'นี่คุณเลิกพูดเสียทีเถอะ นอกจากมันแสดงว่าคุณไม่เคยเข้าใจผมแล้ว คุณยังทำให้ผมรู้สึกว่าผมคิดเองไม่เป็นอีกนะ!'

จุนฮึดฮัดใส่อาคาชิ..

'ทำไมจุนถึงคิดอะไรในทางลบนัก?'

อาคาชิก็แค่อยากจะบอกจุนว่า จุนสามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่จุนจะทำไม่ได้.. ก็เท่านั้น

เขาไม่อยากให้จุนล้มเลิกการทำอะไรสักอย่างไป เพียงเพราะลึกๆกลัวที่จะผิดหวังหรือพ่ายแพ้ ไม่ใช่เพราะไม่อยากทำตามกระแสดังที่ชอบอ้าง

'เงียบเสียที เลิกพูดได้แล้ว!'

จุนตะคอก หยิบคัตเตอร์บนโต๊ะเขียนแบบของพวกเขาขึ้นมา แล้วเชือดข้อมือตัวเองต่อหน้าอาคาชิด้วยอารมณ์กราดเกรี้ยว!

'พอใจหรือยัง!?'

เสียงจุนดังลั่นห้อง เลือดสีแดงเข้มทะลักออกมาจนอาบแขน.. หยดลงไปที่พื้น

'พอใจหรือยัง ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรดีจนอยากจะตายๆไปเสีย!?!'





หลังจากที่กลับมาจากทำแผลของจุนที่โรงพยาบาลด้วยกัน จุนก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น..

จุนบรรลุจุดประสงค์แล้วกับการทำให้อาคาชิรู้สึกเหมือนเป็นผู้ร้าย.. ซึ่งได้รังแกจิตใจและอัตตาที่เปราะบางของเขา

คืนนั้นอาคาชิเข้านอนด้วยนัยน์ตาแห้งผาก.. แม้ว่าจุนจะเข้ามาคลอเคลียก็ตาม

'นี่ คุณ.. อย่าเย็นชานักสิ'

จุนส่งเสียงอ้อน..

'ผมก็คลั่งไปอย่างนั้นเอง คุณไม่ต้องสนใจหรอก'

จุนฉลาดพูดที่จะเอาตัวรอดเสมอ..

'ผมก็เป็นแบบนี้เอง'

ไม่อยากให้สนใจหรือ?

แล้วหากอาคาชิไม่ลนลานพาจุนไปโรงพยาบาล ปล่อยให้เลือดอาบไปจนสิ้นลม จุนจะมีหน้ามาพูดอย่างอารมณ์เย็นเช่นนี้ได้ไหม?

กี่วันกี่คืน ที่อาคาชิต้องทนกับเกมอารมณ์ตื้นๆของจุน.. ที่จุนคิดว่าเขารู้ไม่ทัน?

จุนไม่ได้อยากตายหรอก จุนแค่บ้าบิ่นพอที่จะทำให้คนรู้สึกผิดได้ด้วยทุกวิธีเท่านั้น และมันเป็นเพียงการเล่นสนุกกับความรู้สึกคนอื่นในแบบของจุน

จุนอาจจะพูดว่าตัวเองไม่ดี ตัวเองเลว ตัวเองต่ำต้อย..

แต่วิธีพูดของจุน แววตาของจุน จะย้อนกลับมาโจมตีอาคาชิว่าเขาเป็นคนผิด.. ให้อาคาชิรู้สึกว่าเขาคือสาเหตุที่ทำให้จุนรู้สึกเช่นนั้นเสมอ

อยู่กับจุน อาคาชิจะดี จะมีความสุข จะประสบความสำเร็จไปไม่ได้ เพราะนั่นมีแต่จะทำให้จุนรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า

บางครั้งก็ดูเหมือนว่าจุนจะมีความสุขที่สุด.. ก็ต่อเมื่อมีความสุขท่ามกลางคนอื่นที่เป็นทุกข์ และประสบความสำเร็จท่ามกลางคนอื่นที่ล้มเหลว





จุนอาจจะพูดว่าตัวเองไม่ดี ตัวเองเลว ตัวเองต่ำต้อย..

แต่ที่จริงแล้วจุนก็แค่อยากให้อาคาชิรู้สึกเช่นนั้นบ้าง เพื่อที่เมื่ออาคาชิไร้ความนับถือตัวเองโดยสิ้นเชิงได้สักวัน จุนก็จะมีความสุขมากขึ้นกับการได้อยู่เคียงข้างคนที่ 'ขาด' ในบางสิ่งเหมือนตัวเขาเอง

และเมื่อถึงตอนนั้น จุนก็จะไม่รู้สึกว่าอาคาชิเหนือกว่า.. ไม่รู้สึกเหมือนโดนคุกคามแต่อย่างไร

Misery loves company.

จุนทำให้อาคาชินึกถึงประโยคนี้..

คนที่ไม่มีความสุข ก็ย่อมอยากจะเห็นคนข้างๆไม่มีความสุขไปด้วย

เพราะถ้าจุนอยากให้เขามีความสุข จุนคงจะเปิดตามองเขาในแง่ดีบ้าง คงจะตระหนักในความรักความหวังดีที่เขามอบให้ ไม่ใช่มองเขาเป็นผู้ร้าย มองทุกการกระทำของอาคาชิเป็นความปรารถนาที่จงใจทำให้ตัวเองต้องเจ็บปวด.. ดังที่เป็นเสมอมา





โชคดีที่ทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างอาคาชิกับจุนนั้นจบไปได้ในที่สุด ความนับถือตนเองของอาคาชิจึงยังไม่สูญสิ้นไปทั้งหมด

แต่พิษทางใจที่จุนเพียรเคลือบฉาบไว้ยังไม่จางหายไป ทุกคำพูดของจุนที่กล่าวโทษอาคาชิเสมอทำให้เขารู้สึกว่าตัวเอง 'เลว' ได้สำเร็จ..

ก่อนหน้านี้อาคาชิไม่เคยคิดว่าคนที่มีทัศนคติในทางลบ.. มองโลกในแง่ร้ายอยู่ตลอดเวลา จะเป็นพิษเป็นภัยอะไรนักหนา แต่เมื่อได้มาพบจุน เขาก็รู้ว่าหากไม่ระวังตนให้ดี ใครที่จิตใจไม่เข้มแข็งพออาจถูกดูดกลืนเข้าไปในวงจรแห่งความหดหู่นั้นได้โดยไม่ยากเลย

แม้แต่เขาที่เชื่อในเจตนาดีของตนเสมอมา.. ก็กลับลังเล ไม่มั่นใจในตัวเองเหมือนก่อน

แม้กระทั่งเรื่องง่ายๆอย่างการเปิดปากพูดออกไปว่า "ชอบ" กับผู้ชายคนนั้น ว่าเขาเองก็อยากจะลองคบกับเทรุดู.. อาคาชิก็ยังไม่กล้า

รู้ทั้งรู้ว่าไม่ควรให้อดีตมาเบียดบังความสุขที่กำลังจะเข้ามาในชีวิต แต่บาดแผลในอดีตก็ทำให้ทั้งล้า.. ทั้งอ่อนใจ

เทรุรู้เรื่องราวในอดีตของจุนและอาคาชิเป็นอย่างดี ก็ไม่ใช่เทรุหรอกหรือที่ฟังเขาระบายความอึดอัดใจหลายต่อหลายครั้ง.. หลังจากที่ความสัมพันธ์นั้นจบไป

และเทรุคนดีคนเดียวกันนี้นี่เอง ที่เข้ามาหยิบยื่นความหวังให้กับอาคาชิว่า.. เขาอาจมีความรักที่ดีได้ในที่สุด

แต่เงามืดของจุนที่ยังซุกซ่อนอยู่ในความทรงจำ ก็ยังทำให้เขากลัวที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง





นัยน์ตาที่แสดงถึงความซื่อสัตย์ หนักแน่น จริงใจ.. ยังคงมองตรงมาที่อาคาชิ

"คุณยังรักจุนอยู่หรือ?"

"ความรักของผมกับจุนมันจบไปนานแล้ว"

อาคาชิตอบ

"ผมไม่เคยคิดร้ายกับเขา แต่ความเหนื่อยและรอยแผลที่เขาฝากไว้.. ก็กัดกร่อนความรักจนไม่เหลือ"

"แล้วทำไมคุณจึงยังให้คำตอบผมไม่ได้ ว่าคุณคิดกับผมอย่างไร?"

"ผมชอบคุณ"

อาคาชิตอบเทรุ..

"แต่เรื่องราวในอดีตทำให้ผมเหนื่อยจนรู้สึกอยากพักนานๆ เหมือนคนป่วยที่เพิ่งฟื้นจากผ่าตัดใหญ่ ไม่นึกอยากทำอะไรนอกจากนอนนิ่งๆเท่านั้น"

".........."

"ผมก็อยากให้คุณรอจนผมพร้อม แต่ผมไม่อยากเห็นแก่ตัวถึงเพียงนั้น เทรุ.. คุณเป็นคนดี คุณสมควรจะได้มีความรักที่ดีภายในวันนี้พรุ่งนี้ ไม่ใช่ต้องมาเสียเวลารอคนสักคนโดยไม่มีกำหนด"

เทรุฟังเงียบๆ.. ไม่ว่าอะไร

แล้วทั้งสองก็ต่างฝ่ายต่างเงียบกันอยู่อีกพักใหญ่





ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา เทรุก็เดินมาส่งอาคาชิที่ป้ายรถโดยสารประจำทาง..

"คุณกลับเถอะ"

อาคาชิบอก

"นี่ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ต้องเสนองานแต่เช้าไม่ใช่หรือ?"

"ผมอยากจะอยู่กับคุณอีกสักหน่อย"

".........."

"อาคาชิ.."

เทรุเรียกชื่อเขาอย่างแผ่วเบา

"ผมรู้ว่าคุณเหนื่อย แต่ถ้าคุณเป็นคนป่วยที่อยากพักฟื้นอยู่บนเตียงหลังผ่าตัด แล้วผมเต็มใจจะเป็นบุรุษพยาบาล ความต้องการของเราก็สอดคล้องกันใช่ไหม?"

เทรุยิ้มบางๆ

"ทำไมคุณจึงคิดว่าคนเราจะมีความรักได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในสภาพสมบูรณ์ทั้งอารมณ์และจิตใจด้วย ถึงคุณจะเหนื่อยล้า แต่คุณก็ยังเป็นคุณคนเดิมไม่ใช่หรือ?"

"ผมไม่แน่ใจ.."

อาคาชิพึมพำ

"ผมไม่รู้อีกแล้วว่าตัวเองที่คิดว่าดีมาตลอดนั้น เรียกได้ว่า 'ดี' จริงหรือเปล่า"

"อย่าคิดแบบนั้นเป็นอันขาด"

เสียงเทรุหนักแน่นขึ้น

"สิ่งที่คุณรับรู้มาจากจุนก็ไม่ต่างอะไรจากเงาสะท้อนที่คุณเห็นยามไปส่องดูตัวเองในกระจกร้าว คุณคิดว่ารอยบากน่าเกลียดเหล่านั้นอยู่บนใบหน้าและเนื้อตัวคุณ ทั้งๆที่มันเป็นรอยร้าวบนกระจกแท้ๆ.."

"ทิ้งรอยร้าวนั้นให้อยู่บนกระจกบานเดิมที่ไม่มีความจำเป็นต่อชีวิตคุณอีกต่อไปเสียเถอะ อย่าเก็บมันไว้กับตัวอีกเลย คุณไม่มีความจำเป็นอะไรต้องยืนอยู่หน้ากระจกบานนั้นอีกต่อไป คุณควรจะเดินจากมาแล้วมองดูเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหม่เสียที"

เทรุสบตาเขา..

"อาคาชิ ให้ดวงตาผมเป็นกระจกบานใหม่ของคุณได้ไหม?"

และนั่นเป็นคำถามจากเทรุที่อาคาชิไม่คาดฝัน..





ขอบตาอาคาชิร้อนผ่าว เขาพยายามสบตาอีกฝ่ายผ่านม่านน้ำตา

คำพูดของเทรุเปรียบได้กับยาสีผึ้งขนานเอกที่มาบรรเทาความชอกช้ำบนจิตใจอย่างละมุนละม่อม.. ทว่าได้ผลชะงัดนัก

"เทรุ.."

กลัวที่จะรักอีกครั้ง กลัวที่จะเป็นตัวของตัวเอง ก็เพราะเขาปวดร้าวเสียจนไม่อาจแยกแยะได้ ว่าไหนคือตัวเขา.. ไหนคือรอยร้าวบนกระจก

"อย่าร้องไห้ อาคาชิ"

อีกฝ่ายปลอบ

"เวลาที่ผมมองคุณ ผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เขาก็งดงามและแสนดีเสียจนผมอยากจะอยู่ข้างๆตลอดไป และผมอยากเห็นเขาทอแสงเจิดจ้ายิ่งกว่านี้ กล้าที่จะเป็นตัวเขามากกว่านี้ โดยไม่ต้องขังตัวเองอยู่กับความกลัวว่าจะไปเผลอทำร้ายหรือทำลายความสุขใครเข้า"

ตลอดเวลาที่คบกับจุน สี่ปีที่ต้องเผชิญกับคำพูดทิ่มแทงและจ้องทำลายล้าง อาคาชิไม่เคยร้องไห้

แต่เหตุใดคำพูดของเทรุไม่กี่ประโยคในค่ำนี้.. จึงทำให้น้ำตาเขาไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้?

วาจาเผ็ดร้อนอาจสามารถสร้างบาดแผลและทำร้ายหัวใจคนคนหนึ่งโดยง่าย แต่จะมีเพียงวาจาอ่อนโยนและโอบอุ้มเท่านั้น.. ที่จะ 'เปิดใจ' ใครสักคนได้ ไม่ว่าภายนอกจะลงกลอนไว้หนาแน่นเพียงใด

"ผมอยากให้คุณมีความสุข อยากให้คุณได้ดี และทุกก้าวที่คุณประสบความสำเร็จ ผมก็จะยินดีไปกับคุณด้วย ผมจะไม่มีวันมองคุณเป็นคู่แค้นหรือคู่แข่ง แต่ผมอยากให้เราเป็นแรงบันดาลใจของกันและกัน.."

".........."

และเมื่อเทรุเอื้อมมือมาจับมือเขาอย่างปลอบประโลม.. ทำนบน้ำตาและกำแพงใจของอาคาชิก็ถูกทำลายโดยสิ้นเชิง





อาคาชิได้ยินเสียงรถโดยสารมาจอดเทียบ แต่เขาก็ยังคงกอดเทรุอยู่อย่างนั้น..

".........."

ฝ่ายเทรุก็กอดอาคาชิตอบเสียแน่น ราวกับว่าชายหนุ่มเป็นของรักของหวงที่พลัดหายไปนานหลายปีแล้วได้กลับคืนมาอีกครั้ง

และเมื่ออาคาชิค่อยๆผละออกจากอีกฝ่าย เขาก็เงยหน้ามองเทรุ

"แล้วผมจะแน่ใจได้อย่างไร ว่ากระจกบานใหม่ของผมจะไม่มีวันร้าว?"

เขาเอ่ยถาม..

เจ็บปวดด้วยคำพูดของใคร.. ก็ไม่เท่าเจ็บปวดด้วยคำพูดของคนที่รักที่สุด

อาคาชิได้บทเรียนนี้มาจากจุน เพราะหากเขาไม่รักจุน ไม่ให้ความสำคัญต่อจุน เขาก็คงไม่เชื่อทุกสิ่งที่จุนพูดจนตัวเองแทบต้องเสียศูนย์ไป

"ถ้ากระจกบานใหม่ของคุณร้าวเมื่อไร ก็จงเดินจากไปเสีย"

เทรุบอกเขา เอื้อมมือมาจับหน้าอีกฝ่ายเบาๆ

"กระจกเงาที่ดี ย่อมจะสะท้อนให้คุณเห็นตัวตนทุกมุม ทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ไม่ใช่ด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น"

อาคาชิเอื้อมมือมาทาบกับมืออบอุ่นนั้นที่สัมผัสเขา..

"อย่างไรก็ตาม อย่าให้กระจกบานไหนในโลกนี้ทำให้คุณเชื่อว่าคุณน่าเกลียดด่างพร้อยได้ เพราะเนื้อแท้ของคุณไม่มีตำหนิร่องรอยใด คุณสวยงามอย่างที่คุณเป็น ผมเชื่ออย่างนั้นหมดหัวใจ"





นัยน์ตาดำขลับของเทรุมองตรงมาที่อาคาชิอย่างรักใคร่..

ซึ่งนั่นอาจเป็นครั้งแรก.. ที่อาคาชิได้มีโอกาสมองเห็นความงดงามของตนเองอย่างแท้จริง

".........."

และในเงามืด เมื่อเขายอมให้เทรุจูบที่ริมฝีปากอย่างเต็มใจ..

อาคาชิก็รู้สึกว่ากระจกที่เต็มไปด้วยรอยร้าวซึ่งคอยหลอกหลอนเขามาตลอดบานนั้น.. ได้แตกสลายลงจนหมดสิ้น ไม่เหลือชิ้นดี




::: The End :::::::

 
R's Journal - by Templates para novo blogger