วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2551
- - - - - - -
First written 4 September 2008
- - - - - - -
"Love never dies a natural death.
It dies because we don't know how to replenish its source.
It dies of blindness and errors and betrayals.
It dies of illness and wounds;
it dies of weariness, of witherings, of tarnishings."
- Anaïs Nin
"ทำไมถึงไม่เข้าไปข้างในล่ะ?"
ผู้อำนวยการถาม เมื่อเห็นผมยืนอยู่บริเวณทางเข้าของร้านอาหาร ไม่เดินเข้าไปในห้องพิเศษที่ทางบริษัทได้จองไว้
"ผมคงไม่อยู่ร่วมทานอาหาร เพราะติดธุระค่ำนี้"
ผมให้คำตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ แม้จะรู้แก่ใจดีว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้างเพราะในความเป็นจริงแล้วไม่ได้มีธุระสำคัญใด
"แค่ต้องการจะแวะมาพบและอวยพรผู้จัดการสาขาต่างประเทศของเราคนใหม่เท่านั้นล่ะครับ"
"แหม น่าเสียดาย"
ผู้อำนวยการพึมพำ..
"คุณกับทาดาสึสนิทกันออกไม่ใช่หรือ น่าจะอยู่ร่วมงานเลี้ยงส่งนี่เสียหน่อย"
ทว่าชายวัยกลางคนผู้นั้นก็ไม่ได้คะยั้นคะยอให้ผมอยู่ต่อ ซึ่งถือเป็นการดีเพราะผมเองก็คงจะอึดอัดมากหากต้องทำเช่นนั้น
".........."
เมื่อพนักงานต้อนรับของร้านอาหารพาผู้อำนวยการเดินหายเข้าไปด้านในแล้ว ผมก็นั่งลงบนเก้าอี้ซึ่งวางอยู่ใกล้ๆ นึกทบทวนอีกครั้งว่าที่ทำอยู่นี้เป็นเรื่องสมควรหรือไม่..
แม้กระทั่งผู้อำนวยการยังเอ่ยปากเรื่องความสนิทสนมของทาดาสึและผม เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกที่ใครต่อใครอาจจะยิ่งประหลาดใจถ้ารู้ว่าผมไม่อยู่ร่วมงานเลี้ยงส่งทาดาสึซึ่งกำลังจะเดินทางไปประจำสาขาต่างประเทศที่แคนาดา
ทว่า "ความสนิทสนม" ของพวกเราในอดีตนั้นมิได้อยู่ในขอบเขตของเพื่อนร่วมงานหรือผู้ชายธรรมดาสองคนที่ถูกคอกัน ซึ่งมีเพียงทาดาสึและผมเท่านั้นที่รู้ว่าจริงๆแล้วระหว่างเรามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงยังคงถามตัวเองด้วยความลังเลว่าคิดถูกแล้วหรือที่มารอพบทาดาสึในคืนนี้
'แกมันโง่..'
เพื่อนสนิทของผมบอก
'เรื่องมันจบมาตั้งนาน ไปมีชีวิตใหม่ได้แล้ว ไม่ต้องไปหรอกงานเลี้ยงส่งนี่น่ะ'
'แต่อย่างน้อยฉันก็อยากให้เขารู้ว่าฉันรักและเป็นห่วง อยากบอกเขาว่าขอให้โชคดี'
'แกคิดว่าเขาจะเชื่อแกอย่างนั้นหรือ? ที่ผ่านมายังไม่เข็ดหรือไงวะ'
'..........'
'ถ้าผู้ชายคนนั้นเชื่อที่แกพูด เชื่อว่าแกรัก แกก็คงไม่ต้องเลิกกับเขาหรอก ถ้าตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าแกจะทำให้เขามั่นใจเท่าไรเขาก็ไม่เคยเชื่อและไม่เคยฟัง มาตอนนี้ที่เลิกกันแล้วเขาก็ยิ่งไม่เชื่อ และไม่มีทางเชื่อ'
ผมฟังคำพูดของเพื่อนด้วยความรู้สึกปวดร้าว..
ปวดร้าวเพราะมันตอกย้ำบาดแผลของผม พอๆกับที่ปวดร้าวเพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปไม่เคยมีความหมาย
แต่ในคำนี้ผมก็กลับมาเป็นคนโง่คนเดิมอีกครั้ง คนโง่คนนั้นที่หวังว่าการกระทำเล็กๆน้อยๆที่มาจากใจอาจจะช่วยทำให้อะไรดีขึ้น
แต่..
เมื่อก่อนผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไมแค่ "ความรัก" จึงไม่เพียงพอที่จะทำให้คนสองคนอยู่กันไปตลอดได้ จนกระทั่งได้เรียนรู้ด้วยตัวเองเมื่อมาคบกับทาดาสึ
ผมรู้ว่าทาดาสึรักผมและผมเองก็รักเขา ผมเชื่อว่าผมพยายามทำทุกอย่างให้เขารู้อยู่เสมอ แต่มันไม่เคยพอ..
เขาบอกว่าเขารักผม เขาบอกว่าผมทำให้ชีวิตเขามีความสุข แต่ทำไมตลอดเวลาที่คบกันเขาจึงไม่เคยเชื่อว่าผมรักเขา และไม่เคยแสดงออกว่าเขามีความสุขเพราะผมเลย? ทาดาสึต้องการให้ผมตอกย้ำตลอดเวลาว่าเขาเป็นที่รัก เป็นคนสำคัญ เป็นคนที่ผมจะไม่ปล่อยมือไป และการกระทำเล็กน้อยใดๆที่ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจขึ้นมา ก็จะถูกหยิบยกมาเป็นเรื่องให้ผมได้ถูกตำหนิว่าเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ของเขาได้เสมอ
ผมไม่เคยเกี่ยงหากผมจะต้องอดทนเพื่อความรัก ไม่เคยรู้สึกเป็นภาระหากจะต้องประนีประนอมและพยายามเข้าใจอีกฝ่าย แต่ผมไม่คิดมาก่อนว่าความรักคือการที่ผมต้องวิ่งตามความรู้สึกของคนอีกคนเสมอ กังวลว่าเขาจะรู้สึกเป็นที่รักเพียงพอหรือไม่ ว่าเขาจะเจ็บปวดเพราะการกระทำของผมไหม ว่าเขาจะสุขสบายดีทั้งกายและใจอย่างไร จนไม่เหลือที่ทางในใจให้ผมได้คิดเรื่องตัวเองหรือให้ความสำคัญกับความรู้สึกตัวเองบ้างเลย
เขาบอกว่ารักผม แต่เขากลับไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นที่รัก เขามีแต่จะถามว่าผมรักเขาไหม และสนใจเพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ผมรักเขา
เขาบอกว่าเขาเป็นห่วงผม แต่เขากลับคิดถึงแต่ว่าทำไมผมจึงทำเช่นนั้นเช่นนี้ให้เขาเป็นทุกข์ ทำไมเขาถึงไม่ดีพอสำหรับผม และทำไมผมถึงไม่ให้เขาเท่าที่เขาให้ผม
ซึ่งมาถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่รู้ว่าที่เขาให้ผมมานั้นคืออะไร รู้แต่ว่าได้มาทีไรมันช่างหนักและทำให้เหนื่อยเหลือเกิน
ผมเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา เมื่อใจเหนื่อยล้าและความรู้สึกแตกสลาย ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ผมจะไม่สามารถมีเรี่ยวแรงไปรักใครได้อีก จุดจบของความสัมพันธ์จึงต้องมาเยือนในที่สุด
ผมเองก็เสียใจและผิดหวังพอๆกับทาดาสึ แต่ด้วยเหตุผลที่ว่าผมเป็นฝ่ายเดินจากมาก่อน เขาจึงมองว่าผมเป็นฝ่ายทำร้ายเขา
สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยได้บอกเขาก็คือ ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมา ผมรู้สึกว่าเขาทำร้ายผมมากพอๆกับที่เขารักผม ยิ่งเขารักผมเท่าไรเขายิ่งทำร้ายผมเท่านั้น เพราะยิ่งรักทาดาสึก็ยิ่งยื้อ ยิ่งบังคับควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปดังใจและอารมณ์ ยิ่งกำหนดให้ทุกอย่างเข้าเกณฑ์ส่วนตัวที่เขาใช้นิยามความรัก
สิ่งดีๆและความรู้สึกอ่อนโยนที่ผมทำไปเขาไม่เคยเห็นค่า เขาเพียงแต่ถือว่าเป็นอภิสิทธิ์ที่ควรจะได้รับ ให้เท่าไรก็ไม่อาจทำให้เขารู้สึกเป็นที่รักได้ อย่างมากก็เป็นแค่สิ่งที่ทำให้เขาเชื่อมั่นในสถานะคนสำคัญของผมเพียงประเดี๋ยวประด๋าว แต่มันไม่เคยมีความหมาย ไม่เคยมีค่าทางใจ ไม่เคยช่วยให้เขาฉุกคิดในยามหวั่นไหวว่าเขาเป็นที่รักของผมเพียงไหนได้สักครั้ง..
แต่เมื่อผมทำให้เขารู้สึกไม่ดีนี่สิ ทุกอย่างจะถูกบันทึกไว้ราวกับความผิดฉกรรจ์ ทาดาสึมีความสามารถเป็นเลิศในการจดจำเรื่องที่เขารู้สึกว่าผมทำให้เขาเจ็บปวด และเรื่องเข้าใจผิดเพียงเล็กน้อยก็อาจกลายเป็นความเย็นชาหรือความเลวของผมไปได้ในพริบตา จากนั้นเขาก็จะเฝ้าตอกย้ำกับตัวเองว่าเขาช่างไร้ค่า ช่างอดทนเสียสละอยู่ฝ่ายเดียว และถูกผมย่ำยีเพียงไหน..
นั่นทำให้ผมเกิดคำถามว่าคนเราอยากจะมีความรักเพื่ออะไร และอยากจะอยู่ข้างๆคนสักคนเพื่ออะไร?
คนเราอยากมีความรักก็เพราะอยากมีความสุข และอยากอยู่ใกล้ใครสักคนก็เพราะอยากรู้สึกดีไม่ใช่หรือ ถ้าความรักคือการที่ผมต้องอยู่ข้างๆใครแล้วถูกตอกย้ำตลอดเวลาว่าผมทำให้เขามีความทุกข์แค่ไหน และการที่ผมอยู่ข้างใครสักคนแล้วเขามีแต่จะบอกว่าผมทำให้เขาเจ็บปวดเพียงไร ผมสู้อยู่คนเดียวไม่ดีกว่าหรือ..
ผมไม่ใช่คนใจหยาบที่มีความสุขกับการเห็นคนทุกข์ทรมานเพราะผม ผมไม่ใช่คนที่อยากจะกักขังใครให้เป็นทาสทางอารมณ์เพื่อทดสอบความรัก เมื่อผมมีความรักผมก็อยากจะมีความสุข อยากหัวเราะมากกว่าร้องไห้ อยากทะนุถนอมกันมากกว่าทำร้ายกัน
ผมเคยบอกทาดาสึว่าถ้าเขาไม่มีความสุขกับผม เราจะเลิกคบกันเสียก็ได้ ผมจะยอมรับด้วยความเข้าใจ..
เขากลับมองว่านั่นคือความไม่ยินดียินร้าย และคิดว่าผมไม่แยแสกับการมีเขาอยู่ในชีวิต ทั้งๆที่ผมก็แค่ไม่อยากให้เขาต้องเป็นทุกข์และต้องร้องไห้เพราะผมมากมายเท่านั้น มันผิดหรือที่ผมจะคิดถึงความสงบสุขของจิตใจเขามากกว่าความต้องการของตัวเองที่อยากให้เขาอยู่ข้างๆ?
เขาบอกว่าการที่ผมบอกให้เขาเลือก ก็เป็นข้ออ้างของผมที่ต้องการจะหนีไปจากบทบาทของคนที่ทำให้เขาต้องเจ็บปวดเท่านั้น
และนี่เป็นสิ่งที่สร้างบาดแผลให้ผมมาจนทุกวันนี้ เพราะความคิดของทาดาสึแสดงว่าแท้ที่จริงเขาไม่ได้อยากให้ผมรัก เขาอยากให้ผมอยู่ตรงนั้นเพื่อมีใครสักคนเป็นแพะรับบาป เพื่อเขาจะได้โทษว่าคนคนหนึ่งได้ทำให้เขาไม่มีความสุขมากแค่ไหนต่างหาก ขณะเดียวกันเขาก็จะได้เล่นบทผู้ทุ่มเทเสียสละ ซ้ำยังหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่ว่าเขารักผมมากแต่ผมกลับไม่เคยเห็นค่า
เขาต่อว่าผมว่าผมทำให้เขาเจ็บปวดอยู่เสมอ แต่ลึกๆแล้วเขาเองก็ชอบที่จะเป็นฝ่ายเจ็บปวด อยากจะเป็นฝ่ายทุกข์ทรมาน เพราะมันทำให้เขาดูเป็นคนแสนดี เสียสละ และอดทนเพื่อรักไม่ใช่หรือ?
และไม่ว่าผมจะพยายามเท่าไร จะทะนุถนอมเขาแค่ไหน ทุกการกระทำและวาจาถูกตีความให้เป็นอาวุธทำร้ายจิตใจที่แสนบอบบางของเขาได้เสมอ!
กี่วันกี่คืนที่ผมต้องทนทรมานกับการถามตัวเองว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น ผมเลวและใจจืดใจดำอย่างที่เขากล่าวหาผมจริงๆหรือ ผมอาจไม่ใช่คนที่ไร้ที่ติ แต่เพื่อนฝูงและคนรอบข้างที่เห็นกันมาแต่เล็กจนโตก็ไม่เคยมีใครต้องทุกข์เพราะผมอย่างเขา และคนเหล่านั้นก็ได้รับสิ่งดีๆไม่ถึงครึ่งของที่ผมได้มอบให้ทาดาสึด้วยซ้ำ
ลำพังทุกข์กับความรักยังไม่พอ ผมยังต้องมาทุกข์กับตัวตนของผม แล้วผมจะควรอยู่ในความสัมพันธ์นี้ไปเพื่ออะไร?
ความรักของเราเหมือนเขาวงกตแห่งความทรมานที่ไม่มีทางออก ทาดาสึไม่เคยเชื่อว่าผมรัก ไม่เคยเห็นว่าผมดี แต่ก็ยังอยากให้เราวิ่งวนเวียนอยู่ในห้วงแห่งความไม่เป็นสุขนั้น ยังปรารถนาที่จะให้ผมเล่นเกมเดิมที่ผมเป็นผู้ร้าย และเขาเป็นฝ่ายถูกรังแก
ในขณะที่ผมเหนื่อย.. เหนื่อยแทบใจจะขาด เมื่อผมกอดเขา เขากลับบอกว่าผมทำให้เขาเจ็บ เมื่อผมรักเขา เขากลับบอกว่าผมทำให้เขารู้สึกไร้ค่า เมื่อผมเลือกที่จะอยู่เฉยๆ เขากลับบอกว่าผมทอดทิ้งห่างเหิน และเมื่อผมเอื้อมมือไปจับมือเขาอีกครั้ง เขาก็บอกว่าผมทำให้เขาเจ็บดังเดิม
ความพยายามของผมที่จะรัก โอบอุ้ม และทะนุถนอมเป็นเพียงสิ่งที่ไร้ตัวตน สำหรับทาดาสึสิ่งที่เป็นเรื่องจริงสำหรับเขาคือความเจ็บปวดเท่านั้น และเป็นความเจ็บปวดที่ผมจงใจสร้างเพื่อทำร้ายเขาเสียด้วย
ผมอยากจะหัวเราะพร้อมๆกับที่ร้องไห้ กี่วันกี่คืนที่ผมข่มตาหลับไม่ลง และถึงกรอกยานอนหลับเข้าไปเท่าไรก็ทำให้ผมง่วงเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ว่าหลับหรือตื่นผมก็ยังวิ่งหนีไปจากความจริงไม่ได้.. ว่าทาดาสึไม่เคยต้องการความรักของผม สิ่งที่เขาต้องการคือใครสักคนที่เขาจะโทษว่าเป็นต้นตอแห่งความทุกข์ของเขาเท่านั้น
ผมเดินจากมาแล้ว ผมควรจะมองไปข้างหน้า ผมควรจะปล่อยวาง แต่..
สิ่งเดียวที่ยังยื้อผมไว้ ที่ยังทำให้ผมอยากรู้ความเป็นไปของเขา ที่ยังอยากให้เขาได้รับรู้เป็นครั้งสุดท้าย ก็คือความรักที่ผมมีให้เขา
'ถ้าผู้ชายคนนั้นเชื่อที่แกพูด เชื่อว่าแกรัก แกก็คงไม่ต้องเลิกกับเขาหรอก ถ้าตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าแกจะทำให้เขามั่นใจเท่าไรเขาก็ไม่เคยเชื่อและไม่เคยฟัง มาตอนนี้ที่เลิกกันแล้วเขาก็ยิ่งไม่เชื่อ และไม่มีทางเชื่อ'
คำพูดของเพื่อนดังขึ้นมาในห้วงความคิดอีกครั้ง และนั่นก็ทำให้ผมว้าวุ่นใจ
".........."
จุดบุหรี่สูบด้วยมือที่สั่นเทา ผมควรจะกลับไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ก่อนที่ทาดาสึจะมาถึงหรือเปล่านะ
แต่เอาเถิด..
ไม่ว่าทาดาสึจะกล่าวโทษผมอย่างไร ผมก็จะยอม เพราะอย่างน้อยผมก็อยากให้เขารู้ว่าผมรักเขา และอยากให้เขาประสบความสำเร็จในตำแหน่งใหม่ซึ่งต้องไปถึงต่างประเทศ
ทาดาสึยอมปลีกตัวจากกลุ่มเพื่อนร่วมงานเมื่อเห็นผม ได้ยินเขาพูดกับคนเหล่านั้นว่าจะตามเข้าไปทีหลัง แล้วเดินมาหาผมซึ่งยังคงนั่งอยู่
"ไม่คิดว่าจะเจอคุณที่นี่"
ทาดาสึเอ่ยเป็นประโยคแรกด้วยน้ำเสียงที่ผมเดาไม่ถูก
ประหลาดใจ ดีใจ.. หรือถากถาง ก็อาจเป็นได้ทั้งนั้น และผมรู้สึกได้ถึงคลื่นอารมณ์ระลอกแรกที่พร้อมจะโจมตี
"คนในแผนกมากันเกือบทั้งหมด แล้วผมจะไม่มาได้อย่างไร?"
ความหมายของผมคือ.. ขนาดคนอื่นที่ไม่ได้เคยคุ้นเคยกับทาดาสึยังมา ดังนั้นผมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนรักของเขาและยังปรารถนาดีกับเขา ก็ย่อมต้องมาร่วมอวยพรด้วยอยู่แล้ว
"กลัวจะเสียหน้าพนักงานตำแหน่งต่ำกว่าหรือหากคุณไม่มา?"
ทาดาสึย้อน และนั่นคือการตีความของเขา..
ผมนิ่ง มองอีกฝ่ายด้วยสายตาเจ็บปวด
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่วันกี่ปี ความรักความหวังดีที่ผมมีให้เขาก็ยังเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยต้องการจริงๆสินะ
"เราอย่าทะเลาะกันอีกเลย"
ผมพูด พลางหยิบของขวัญที่เตรียมมาให้ทาดาสึซึ่งก่อนหน้านี้วางอยู่ข้างตัวมาถือไว้ในมือ ลุกขึ้นยืน
"ผมก็แค่อยากมาอวยพรให้คุณเดินทางโดยสวัสดิภาพ.. และเจอแต่สิ่งดีๆเมื่อไปอยู่ทางโน้น"
"ตั้งแต่วันที่คุณบอกเลิกกับผม คุณคิดว่าผมจะยังเจออะไรที่ดีได้อยู่อีกหรือ?"
นัยน์ตาของทาดาสึเป็นประกายวาบขึ้นมาเมื่อถามคำถามนั้น ยังคงไม่ยอมรับห่อของขวัญที่ผมส่งให้
"อย่ามาทำดีกับผมครึ่งๆกลางๆหน่อยเลย ในเมื่อคุณเคยบอกว่าเราไม่ควรติดต่อกันอีก และคุณเป็นคนเลือกแล้วว่าไม่ต้องการผม!"
เสียงของทาดาสึยังคงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว.. พร้อมกับที่ความเจ็บปวดในอกผมแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ
การที่ผมยังรักคุณอยู่แม้ผมจะเจ็บปวดเพราะคุณไม่น้อยไปกว่าที่คุณรู้สึกเจ็บปวดเพราะผม..
การที่ผมยังปรารถนาดี ห่วงใย และอยากเห็นคุณมีความสุขแม้ว่าคุณจะมองผมในแง่ลบเสมอ..
ทั้งหมดนี้มันเป็นสิ่งตลบตะแลง หลอกลวง ไม่จริงใจ และต่ำช้าสามานย์มากสินะ
ใช่สิ ผมเองก็ลืมไป ว่าทางเดียวที่จะทำให้คุณรู้สึกว่าผมรักคุณได้ ก็คือการต้องยอมรับบทเป็นผู้ร้ายในชีวิตคุณเท่านั้น ก็คือการที่ต้องตกเป็นเชลยอยู่ในชีวิตคุณ ยอมเป็นเป้าให้คุณได้โทษไม่รู้จบว่าผมทำให้คุณเป็นทุกข์แค่ไหน และคนโง่อย่างผมที่เชื่อว่าความรักจะเอาชนะได้ทุกอย่างก็ทนอยู่นานแสนนาน ก่อนจะรู้ว่ามันไม่เกิดประโยชน์ใดขึ้นมาเลย
คุณคิดว่าโลกนี้มีคุณคนเดียวหรือที่เจ็บปวด คุณคิดว่าความทุกข์ของคุณสาหัสกว่าใครๆหรือ คุณเชื่ออย่างนั้นจริงๆใช่ไหมว่าคุณคนเดียวเป็นฝ่ายที่ "โดนกระทำ" และ "ถูกทอดทิ้ง"?
ผมอยากจะถามจริงๆว่าอะไรทำให้คุณคิดเช่นนั้น คุณไม่ใช่ตัวเอกบนเวทีละคร คุณไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล คุณก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งเท่านั้นไม่ต่างไปจากผมและคนอื่นๆ แล้วทำไมคุณจึงคิดว่าใครๆจ้องแต่จะทำร้ายคุณ หรือใครๆต้องเป็นฝ่ายปกป้องพะเน้าพะนอคุณเพียงคนเดียวด้วย?
ตื่นเสียทีเถอะ.. เดินมาจากเขาวงกตที่ไม่มีทางออกนั่นเสียที
คุณคิดว่าผมเป็นฝ่ายเดียวที่มีอำนาจตัดสินใจและควบคุม ตอกย้ำไม่หยุดหย่อนว่าผมทำร้ายและทิ้งคุณไป แต่ไม่คิดบ้างหรือว่าตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมาคุณเองก็ควบคุม บังคับ และทำร้ายผมแค่ไหน และไม่เคยสักครั้งที่ผมจะหยิบยกมาถากถางให้คุณต้องรู้สึกผิดหรือเจ็บช้ำ
การที่คุณไม่เคยคิดทอดทิ้งผมไป มันไม่ได้แปลว่าคุณจะไม่เคยทำร้ายผม และการที่คุณคิดว่าผมทอดทิ้งคุณ แท้จริงแล้วผมก็แค่ต้องการปกป้องตัวเองก่อนที่จะเจ็บปวดมากไปกว่านี้เท่านั้น
คุณบอกว่าผมทำให้คุณมีความสุข คุณขาดผมไปคุณจะไม่มีวันมีความสุขได้ แต่ไหนล่ะ ตอนไหนคือตอนที่คุณเคยแสดงออกว่าคุณมีความสุขเพราะผม มันอาจปรากฏอยู่ในน้ำเสียงและแววตาของคุณเพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะถูกแทนที่อย่างรวดเร็วด้วยความกระหายและความปรารถนาที่จะเป็นทุกข์เพราะผม.. ที่จะได้เสียน้ำตาแล้วโทษว่าผมคือสาเหตุอีกครั้ง
แม้กระทั่งตอนนี้ ตอนที่ผมยืนอยู่ข้างหน้าคุณ มาด้วยความรู้สึกดีๆ ด้วยความรักที่ยังหลงเหลืออยู่จากหัวใจที่ได้พังยับเยิน คุณก็ยังผลักไสความรักเศษเสี้ยวสุดท้ายที่ผมรวบรวมมาให้จากซากปรักหักพัง แล้วมองว่ามันเป็นเจตนาของผมที่จะ "ทำร้าย" คุณอีกครั้ง..
เมื่อคุณเจ็บปวด คุณก็ลุ่มหลงอยู่แต่ความเจ็บปวดของคุณ คุณไม่เคยเผื่อใจนึกถึงแม้กระทั่งผมที่คุณบอกว่ารัก ที่คุณบอกว่าคิดถึง คุณรักผมก็รักแต่ในมิติที่มันเกี่ยวกับตัวคุณ คุณคิดถึงผมก็คิดถึงแต่ในส่วนที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้คุณเป็นสุขและสบายใจ แต่คุณจะรักผมในฐานะคนที่มีจิตใจและความรู้สึก คุณจะคิดถึงผมด้วยความห่วงใยว่าผมเองก็ทรมานไม่ต่างจากคุณบ้างหรือเปล่า ผมเองก็ไม่เคยแน่ใจ
ความตั้งใจจริงของผมที่อยากจะมาอวยพรเป็นครั้งสุดท้าย ความเจ็บปวดของผมที่จะต้องทนกับการถูกคุณกล่าวโทษอีกครั้ง และหนังสือแผนที่ถนนในแคนาดาที่ผมเตรียมมาให้เป็นของขวัญเพราะรู้ว่าคุณชอบขับรถไปเที่ยวต่างเมืองแค่ไหน ทั้งหมดนี้มันไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมายเลยใช่ไหม?
ผมไม่อยากให้เราติดต่อกัน เพราะยามรับรู้ในสิ่งที่คุณพูดหรือคิดทีไร ผมจะต้องเจ็บปวดสาหัสเมื่อนั้น เพราะคุณมีแต่ตอกย้ำบาดแผลเดิมของผมให้ลึกลงทุกที ว่าผมทำสิ่งใดไปคุณไม่เคยเห็นค่า
ผมไม่เคยบอกว่าผมไม่ต้องการคุณ ผมแค่อยากได้เวลาให้ผมได้ฟื้นจากความเจ็บปวดนี้ และให้คุณได้คิดและทบทวนเรื่องราวของเราอีกครั้ง เพราะตราบเท่าที่คุณยังโหยหาแต่ความเจ็บปวดและเฝ้าปฏิเสธความรักความห่วงใยของผม ความสัมพันธ์นี้คงไม่พ้นต้องหักพังซ้ำแล้วซ้ำเล่า และหัวใจของพวกเราก็จะต้องทนทรมานไม่สิ้นสุด
ครั้งหนึ่งผมเคยบอกไม่ใช่หรือ ว่าผมอยากจะพบคุณอีกครั้ง?
แต่ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณอยากจะหลับหูหลับตาบ้าคลั่งอยู่กับความคิดแคบๆของคุณว่าความรักคือการที่คนสักคนยอมตามใจและทำทุกอย่างตามเงื่อนไขของคุณเท่านั้น ถ้าไม่ได้อย่างใจคุณเดี๋ยวนี้จะไม่มีทางเป็นความรักไปได้ และการที่ผมต้องการระยะห่างคือการที่ผมเฉดหัวคุณทิ้งไปอย่างไม่มีเยื่อใย ผมก็ไม่คิดจะเปลี่ยนใจคุณอีก เพราะผมเหนื่อยถึงขีดสุดแล้วจริงๆ
เอาสิ ถ้าการที่ผมอยากจะรอเวลาฟื้นตัวเพื่อกลับไปสานสัมพันธ์ให้ดีกว่าเก่าคือการที่ผมไม่รักคุณ การที่ผมพยายามนึกถึงอนาคตมากกว่าจะยื้ออดีต ยังมีความหวังว่าคุณจะเป็นคนที่งดงาม เข้มแข็ง และเข้าใจเจตนาดีของผมสักวัน คือการที่ผมทำร้ายคุณแสนสาหัสนัก ผมก็จะปล่อยให้คุณเชื่อ ให้คุณคิด ให้คุณอยู่กับความรู้สึกนั้น
มีความสุขมากไหมกับการตอกย้ำกับตัวเองว่าผมไม่รักคุณ สนุกนักใช่ไหมกับการที่จมอยู่ในวังวนของฝ่ายที่โดนทำร้ายและถูกกระทำตลอดเวลา ถ้าคำตอบของคุณคือใช่ ผมก็จะไม่ขัดขวางทางเลือกของคุณอีกแล้ว ถ้าคุณเชื่อว่าคุณทำได้เท่านี้ เป็นได้เท่านี้ และจะไม่เปลี่ยนแปลง ผมก็ต้องแสดงความเคารพในทางเลือกของคุณ และคุณก็ควรจะเคารพผมด้วยการหยุดโทษว่าผมเป็นปัจจัยกำหนดทุกข์สุขของคุณทั้งปวงเสียที
ผมเคยทำทุกอย่างให้คุณมีความสุข แต่คุณไม่เคยเห็นค่า ซ้ำยังมองว่ามันเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณทุกข์
ผมหยุดทำหลายๆอย่างเพราะไม่อยากให้คุณทุกข์ แต่คุณก็ยังมองว่านั่นคือการจงใจทำร้ายคุณ
เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว คุณแน่ใจหรือว่าคุณรู้จักความสุขและความทุกข์ที่แท้จริง เพราะถ้าที่ผ่านมาคุณเห็นแต่เพียงความทุกข์เท่านั้น คุณจะเอาวิจารณญาณที่ไหนมาตัดสินได้ว่าการมีตัวตนของผมในชีวิตคุณทำให้คุณมีความสุขหรือเป็นทุกข์?
คุณเจ็บปวดเพราะต้องสูญเสียผม หรือแค่เจ็บใจที่เอาชนะผมให้กลับไปยกโทษให้คุณเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้ ตามประสาคนที่เคยชินกับการได้ทุกอย่างตามความต้องการ?
และคุณเคยรู้ด้วยหรือว่าอะไรคือความเจ็บปวดที่เกิดจากอารมณ์อยากเอาชนะแล้วไม่ได้ดังใจ และอะไรคือความเจ็บปวดแสนสาหัสเพราะผิดหวังจากคนที่ตัวเองรักอย่างแท้จริง?
เพราะสำหรับตัวผมเอง.. ผมรู้ดี ผมจึงเลือกในสิ่งที่ผมได้เลือกไป และผมไม่เคยเสียใจสักนิดเดียว เราต่างฝ่ายต่างได้ทำดีที่สุด และในเมื่อเราต่างยืนกรานเช่นนั้น ก็ไม่ควรมีฝ่ายใดที่ต้องเสียใจ โดยเฉพาะคุณที่ยืนยันว่านี่คือตัวตนของคุณและคุณเองก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง
"ผมถามจริงๆ คุณต้องการอะไร?"
ทาดาสึถามผม หลังจากที่เราต่างคนต่างยืนเงียบด้วยความตึงเครียดอยู่นาน
"ผมไม่ได้ต้องการอะไร"
ผมตอบ
ผมไม่ได้ต้องการอะไรจริงๆ ผมแค่มาเพื่อ "ให้" ความปรารถนาดีกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย..
แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่เขาจะไม่รับไป
"อย่างที่บอก ผมแค่อยากมาอวยพรคุณ ทาดาสึ"
"ขอบคุณ"
อีกฝ่ายตอบอย่างเย็นชา..
"ฟังดูแสนดีและสวยงามนะ คุณว่าไหม คนรักเก่าที่ยังอุตส่าห์มีแก่ใจนึกถึงกัน?"
"คุณคิดว่าผมมาเพียงเพราะอยากจะทำให้คุณมองผมในแง่ดีอย่างนั้นหรือ?"
"ก็หรือไม่ใช่?"
"สุดแท้แต่คุณจะเชื่อ"
ผมพูดสั้นๆ ไม่กล้าคิดอะไรไปชั่วขณะเพราะกลัวว่าความหนักและน่าอึดอัดที่เผชิญอยู่นี่จะทำให้เส้นเลือดฝอยในสมองแตกออกเสียวินาทีไหนก็ได้
สิ่งที่เพื่อนของผมพูดไว้เป็นความจริงเข้าจนได้..
'ถ้าผู้ชายคนนั้นเชื่อที่แกพูด เชื่อว่าแกรัก แกก็คงไม่ต้องเลิกกับเขาหรอก ถ้าตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าแกจะทำให้เขามั่นใจเท่าไรเขาก็ไม่เคยเชื่อและไม่เคยฟัง มาตอนนี้ที่เลิกกันแล้วเขาก็ยิ่งไม่เชื่อ และไม่มีทางเชื่อ'
และสุดท้ายผมก็เป็นแค่คนโง่ที่หวังว่าความรักริบหรี่ที่ยังทอแสงอยู่ในใจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้..
"แล้วจะไม่แสดงความยินดีสักหน่อยหรือ ที่ผมจะไปแคนาดาเสียที และจากนี้คุณไม่ต้องลำบากใจมองหน้าผมอีกต่อไป?"
"พอเถอะ"
ผมตัดสินใจวางของขวัญลงบนเก้าอี้นั่ง ไม่สนใจอีกแล้วว่าทาดาสึจะยอมรับไปหรือไม่
โลกของคุณมันช่างบิดเบี้ยวและน่าหดหู่รู้ไหม?
คุณมองทุกอย่างในแง่ร้าย คุณมองสรรพสิ่งด้วยทัศนคติที่หมองหม่น และไม่ว่าที่ผ่านมาผมจะพยายามทำให้คุณเชื่อว่าสิ่งที่ดีสามารถเกิดขึ้นกับคุณได้มากมายแค่ไหน ความพยายามนั้นก็ถูกดูดกลืนหายเข้าไปในความดำมืดของจิตใจคุณ ที่ฝักใฝ่แต่จะเป็นทุกข์ ที่คิดอยู่แต่ว่าคนไม่รักคุณ ทำร้ายคุณ เกลียดคุณ ดูถูกคุณ..
"ทำไมถึงต้องตัดบท ในเมื่อคุณคิดลึกๆอยู่แบบนั้นไม่ใช่หรือ?"
ผมสบตาทาดาสึเป็นครั้งสุดท้าย..
".........."
ผมแหนงหน่ายเหลือเกินกับการพูดจาดูถูกและเหยี่ยบย่ำตัวเองของทาดาสึ เขาคงหวังให้ผมปฏิเสธ แล้วตามด้วยคำพูดอ่อนโยนอีกมากมายที่ตอกย้ำว่าเขาดีและเป็นที่รักแค่ไหน ว่าอย่างไรเขาก็จะเป็นคนสำคัญของผมเสมอ แต่ในคราวนี้ผมกลับเงียบ
"คุณเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเองไม่ใช่หรือ?"
ถามขึ้นมาในที่สุด..
"เพราะฉะนั้นมีประโยชน์อะไรจะถามผม ในเมื่อผมพูดอะไรไปคุณก็ต้องมีข้ออ้างที่จะไม่เชื่อผมได้เสมอ"
เมื่อผมพูดสิ่งดีและยอมประนีประนอม เขาเคยบอกว่าผมสุภาพจนคล้ายเสแสร้ง บอกว่าผมปฏิเสธคนไม่เป็น
เมื่อผมพูดตรงไปตรงมาเพื่อสะสางให้เราเกิดความเข้าใจระหว่างกัน เขาก็จับผมให้ตกไปอยู่ที่นั่งเดิมอีกครั้ง นั่นคือผู้ร้ายที่ทำให้ความรู้สึกเขาบอบช้ำอย่างแสนสาหัส และผมไม่เคยเข้าใจเขา
เพราะฉะนั้นก็คงไม่แปลกใช่ไหม ที่ทางเลือกเดียวของผมคือการเดินจากไปชั่วนิรันดร์?
"ราตรีสวัสดิ์ ทาดาสึ"
ผมตัดสินใจมานั่งดื่มอยู่ที่บาร์เล็กๆคนเดียว ความหนักอึ้งค่อยๆคลายไปจากใจ
ก่อนหน้านี้ที่เคยทุกข์ทรมาน กระวนกระวายว่าทาดาสึและผมจะอยู่หรือไป พวกเราจะมีโอกาสได้เริ่มใหม่หรือพบกันอีกหรือไม่ บัดนี้เหลือเพียงความโล่งอกเท่านั้น
ผมควรจะยอมรับความจริงเสียทีว่าผมไม่มีวันทำให้ทาดาสึเชื่อว่าผมรักและปรารถนาดีกับเขาได้ เว้นเสียแต่จะยอมตกอยู่ในบ่วงเดิมๆที่ผมถูกมัดมือมัดเท้าให้เป็นผู้ที่โดนกล่าวโทษอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมมีความสุข และไม่ใช่สิ่งที่ผมเชื่อว่ามันคือความรัก
ความรักไม่จำเป็นต้องเจ็บปวด ความรักควรจะนำมาซึ่งความเข้าใจและความอบอุ่น และเหนือสิ่งอื่นใดความรักไม่ควรจะทำให้คนเราต้องทุกข์ทรมานถึงขั้นที่ผมได้ประสบมา
ครั้งหนึ่งทาดาสึได้เคยตัดพ้อว่าเมื่อผมจากไป เขาก็ไม่เหลืออะไรอีก โลกของเขาถล่มทลายไม่มีชิ้นดี ผมทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกหลอกลวง ราวกับว่าการกระทำที่ผมทำให้ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา ที่แปรเปลี่ยนไปเมื่อผมเปลี่ยนใจ
ได้โปรดเถอะ.. หยุดโทษผมสักที
เพราะถ้าทาดาสึเองไม่เคยเชื่อว่าผมรักและห่วงใยเขาด้วยใจจริงมาแต่ไหนแต่ไร คอยแต่ดิ้นรนจะเป็นทุกข์ให้ได้ ผมก็ควรยอมให้มันเป็นภาพลวงตาไปเสีย มันยังจะดีกว่าคอยทุ่มความพยายามรักษามันให้คงอยู่ในสภาพของสิ่งที่จับต้องได้ ทั้งๆที่คนที่ผมหยิบยื่นให้ไม่เคยศรัทธาในสิ่งนั้น มิใช่หรือ?
หากเราจะต้องจากกันชั่วนิรันดร์โดยที่ไม่มีวันเข้าใจกัน.. ก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ถ้ามันจะต้องเป็นเช่นนั้น ผมก็จะปล่อยให้มันเป็นไป โดยไม่คิดแก้ตัว แก้ไข หรือแม้กระทั่งกอบกู้สิ่งใดอีก
เพราะผมทำดีที่สุดแล้ว และเมื่อมองย้อนกลับไปก็ไม่มีสักวินาทีที่จะรู้สึกเสียใจ ส่วนใดที่ผมผิด ผมขอยอมรับ และส่วนใดที่เขาผิด ผมก็จะปล่อยวาง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจะไม่ทำคือพยายามไขว่คว้าให้ทุกอย่างกลับมาเป็นดังเดิม
"โทรมาทำไม?"
ผมรับสายเรียกเข้าจากเพื่อนสนิท
"อยากรู้ว่าแกรอดชีวิตมาได้รึเปล่า?"
ตามด้วยเสียงหัวเราะร่วน..
"ผ่านสนามรบมาแล้ว นับประสาอะไรกับโดนลวดหนามเกี่ยวเสื้อ!"
ผมตอบ เพราะเป็นที่รู้กันในหมู่เพื่อนสนิทว่ายามผมทะเลาะกับทาดาสึเมื่อครั้งยังคบกันนั้น แต่ละครั้งไม่ต่างกับทำสงคราม..
"แหม ปากดี แบบนี้แสดงว่าไม่ตายคาที่"
แม้จะยอกย้อนและถากถาง แต่ผมกลับรู้สึกได้ถึงความรักและความเป็นห่วงของเพื่อน
"แกอยู่ที่ไหน มาดื่มกันไหม ฉลองที่แกรอดตาย"
ผมมองดูนาฬิกา..
"เอาสิ อยู่ที่ไหนกันล่ะตอนนี้?"
"ร้านเดิมข้างที่ทำงานเจ้าอาซาโอะ รีบมาเร็วเข้า ถ้ามาช้าจะฟ้องมาม่าซังว่าแกแอบไปเจอเด็กเก่า"
"เฮ้ย ไอ้บ้า.."
ผมจ่ายค่าเครื่องดื่ม แล้วลุกออกมาจากบาร์ที่นั่งอยู่คนเดียวก่อนหน้านั้น เพื่อเรียกแท็กซี่ไปยังร้านซึ่งกลุ่มเพื่อนๆรออยู่
แม้จะพูดกับเพื่อนแค่เพียงสั้นๆ แต่นั่นก็มีอิทธิพลทำให้ใบหน้าที่เพิ่งจะเคร่งเครียดของผมมีรอยยิ้มผุดขึ้นมา
แม้ผมจะเป็นคนเลวร้ายในสายตาทาดาสึแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็ยังมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่มีความสุขกับผม ยอมรับผมอย่างที่ผมเป็น ไม่เคยต้องทุกข์ร้อนเพราะมีผมอยู่ข้างๆ ไม่เคยเรียกร้องให้ผมต้องทำเช่นนั้นเช่นนี้ ไม่เคยกำหนดว่าผมต้องทำอะไรพวกเขาจึงจะพอใจ
ที่สำคัญ ทุกสิ่งดีๆที่ผมทำไป คนเหล่านี้จดจำไว้และให้คุณค่ากับมันเสมอ ไม่เคยทิ้งขว้าง..
ความรักแสนประเสริฐที่ผมไขว่คว้า วิ่งหา และพยายามให้ได้มา แท้จริงแล้วอยู่กับผมมาตลอด เพียงแต่ผมไม่เคยมองให้ชัดเท่านั้น ผมได้มาจากคนในครอบครัวและเพื่อนฝูงตั้งแต่เล็กจนโต โดยไม่ต้องกระเสือกกระสนเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นที่ยอมรับตรงไหนเลย
ถูก นี่เป็นความรักคนละประเภทกับความรักฉันท์ชู้สาว เงื่อนไขความสัมพันธ์และความคาดหวังย่อมต่างกัน แต่การที่ผมได้ไปเจอความรักประเภทที่ทำให้ต้องบอบช้ำก็ช่วยให้ผมได้ตระหนักถึงความสำคัญของความรักจากผู้คนที่อยู่ใกล้ตัว
สักวันผมอาจจะรักใครแบบที่ผมเคยรักทาดาสึสักครั้ง และผมคงจะยินดีประนีประนอมเพื่อให้ความสัมพันธ์ของเราดำเนินไปนานเท่านาน แต่เงื่อนไขสำคัญก็คือ คนคนนั้นต้องเห็นคุณค่าของความรักตลอดจนสิ่งดีๆที่ผมให้ไป เพราะผมจะไม่มีวันทิ้งขว้างความรู้สึกของตัวเองให้ใครที่มองไม่เห็นความหมายของผมอีกแล้ว
เพราะความรักจะดูเป็นสิ่งมีค่าหรือสิ่งไร้ค่าในสายตาอีกฝ่าย สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับความละเอียดอ่อนในจิตใจของผู้ที่ได้รับไป
คนที่เห็นคุณค่าของความรักและความอ่อนโยนของผมอย่างแท้จริง ย่อมจะไม่มีวันทำให้ผมต้องทุกข์ทรมานดังที่เคยประสบในอดีต
นี่คือบทเรียนที่ผมจะจดจำ.. ไปจนวันตาย
:: The End ::::::::
Post Script
"As long as we believe that someone else has the power to make us happy then we are setting ourselves up to be victims."
"As long as we believe that we have to have the other in our life to be happy, we are really just an addict trying to protect our supply - using another person as our drug of choice. That is not True Love - nor is it Loving."
"If we can start seeing relationships not as the goal but as opportunities for growth then we can start having more functional relationships. A relationship that ends is not a failure or a punishment - it is a lesson."
- Robert Burney
