ควาย

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

- - - - - - -





มีความสุขมากไหม กับการได้โทษใครสักคนอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นสาเหตุให้เธอไม่มีความสุข?

มีความสุขมากไหม กับการขุดคุ้ยเรื่องในอดีตมาทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับชีวิตนี้ไม่มีอย่างอื่นจะทำ?

มีความสุขมากไหม กับการจัดฉากให้ตัวเองดูเป็นคนอดทนน่าสงสาร แล้วโยนบาปให้อีกฝ่ายเป็นคนใจร้าย?

มีความสุขมากไหม กับการชี้แจงความระยำอำมหิตของอีกฝ่ายเสียใหญ่โต แต่เอ่ยถึงเรื่องที่เธอเองก็ผิดพลาดเพียงเสี้ยวเดียว?

ฉันเหนื่อยล้าเกินกว่าจะคิดหาคำตอบให้กับเรื่องที่เกิดขึ้นอีกแล้ว และฉันก็ไม่คิดแก้ตัวไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ใช่ ฉันโกรธ ฉันเจ็บ ฉันเสียใจ ฉันเป็นฝ่ายหันหลังให้ แต่ฉันก็มีเหตุผลของฉัน ทำไมฉันจะต้องทนอยู่ในสถานการณ์ที่ฉันไม่มีความสุข และทำไมฉันจะระบายความเสียใจขมขื่นนี้ออกมาในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งไม่ได้ มันเป็นสิทธิ์ของฉันไม่ใช่หรือ

อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้โพนทะนาให้ใครมาช่วยรุมประณามคนที่ทำให้ฉันเจ็บปวด ว่าคนคนนั้นเป็นคนเลวร้าย ฉันให้ความโกรธและความชอกช้ำนี้โลดแล่นอยู่แต่ในพื้นที่ที่คนทุกคนเป็นเพียงจินตนาการของฉัน ฉันไม่ได้ร้องขอความเห็นใจให้ใครมาสงสาร หรือมาช่วยคิดแก้แค้นเหยียบย่ำฝ่ายที่สร้างแผลให้ใจฉัน ฉันก็แค่อยากจะปล่อยให้อารมณ์ได้ดำเนินไปตามกลไกของมัน เหมือนอย่างที่ใครๆเขาทำกันยามทุกข์ใจ

ถ้าแม้แต่การที่ฉันบำบัดจิตใจเป็นการส่วนตัว ก็ยังเป็นชนวนให้เธอกล่าวโทษฉันได้ไม่เลิกราว่าฉันทำร้ายเธอแค่ไหน ฉันคงต้องไปตายเสียกระมังเธอจึงจะพอใจและมีความสุขขึ้นมาได้ ใช่สินะ เธอเท่านั้นที่สามารถเจ็บปวดได้คนเดียว เธอเท่านั้นที่ไม่เคยผิดอะไรเลย เธอเท่านั้นที่น่าเห็นใจที่สุดแม้ว่าที่ผ่านมาฉันเองก็ทุกข์ทนจนอยากจะฆ่าตัวเอง

เธอช่างเป็นคนแสนดี ไม่ว่าฉันจะชั่วช้าเพียงไหนเธอก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงความรู้สึกดีๆที่มีให้ เธอช่างเสียสละ ยอมเจ็บปวดเพราะอยากจะรัก ทั้งๆที่คนที่เธอรักก็มีแต่ทำให้เธอบอบช้ำอยู่เสมอ ฉันนี่มันช่างตาบอดและโง่บัดซบเสียจริงที่มองไม่เห็นความรักและความเสียสละของเธอ ถ้าจะว่ากันอย่างภาษาชาวบ้าน ก็ต้องเรียกว่าโง่เหมือน "ควาย" ใช่ไหม?





แต่ก็ไม่ใช่ควายตัวนี้อย่างฉันหรอกหรือ ที่แม้กลุ้มใจยามที่พ่อป่วยเป็นมะเร็ง ยามที่ไม่รู้ว่าจะเรียนหนังสือจบไหม ยามที่มีปัญหารอบด้านรุมเร้า แต่ก็ยังอดทนนั่งฟังคนดีที่นึกถึงหัวอกคนอื่นอย่างเธอพูดพล่ามเป็นเวลาสี่ห้าชั่วโมง เพียงเพราะเธอต้องการแสดงความไม่พอใจที่ฉันไปพูดเล่นกับใครอื่นทางอินเตอร์เน็ต และทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองสำคัญน้อยลง

ไม่ใช่ควายตัวนี้หรอกหรือ ที่เธอไม่เคยเคารพความเห็น ไม่เคยฟังในสิ่งที่ฉันแนะนำด้วยความหวังดี ตลอดเวลาที่ผ่านมา เพื่อนเธอเตือนเธอได้ แนะนำอะไรเธอก็ฟัง เพื่อนเธอเข้าใจเธอทุกอย่าง แต่ฉันมันเป็นแค่ควายตัวหนึ่ง จึงเตือนเธอไม่ได้ คำแนะนำไม่ควรค่าแก่การรับฟัง และไม่มีสติปัญญาเพียงพอที่จะเข้าใจเธอ ควายอย่างฉันพูดอะไรไป ก็เป็นเหมือนเขาขวิดที่ทำให้เธอเจ็บปวดทุรนทุรายไปเสียหมด

ไม่ใช่ควายตัวนี้หรอกหรือ ที่ชอกช้ำซ้ำซากเพราะคำพูดที่เชือดเฉือนหัวใจของเธอ เพราะความเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ สักแต่อยากจะเอาชนะของเธอมาไมรู้เท่าไร และควายตัวเดียวกันนี่ล่ะ ที่ไม่รู้ประสีประสาวิ่งเต้นตามคำโกหก ตามสารพัดวิธีที่เธอจะสรรหามาทำให้ฉันรู้สึกผิด รู้สึกว่าฉันเป็นฝ่ายทำร้าย ทั้งๆที่ควายอย่างฉันไม่เคยคิดทำร้ายเธอ ซ้ำยังมีแต่จะอยากทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เธอมีความสุข แต่มันก็คงไม่เคยพอสำหรับเธอ เพราะฉันก็มีความสามารถแค่ระดับควายตัวหนึ่ง ทุกสิ่งที่ทุ่มเทไป ย่อมไม่ดีเท่าสิ่งที่เธอได้รับจากเพื่อนมนุษย์และคนที่รักเธออีกเป็นร้อยเป็นพันอยู่แล้ว

ไม่ใช่ควายตัวนี้หรอกหรือ ที่เคยดีใจกับจดหมายยาวหลายหน้ากระดาษที่เธอเคยเขียนมาปรับความเข้าใจ เพียงเพื่อจะ "บังเอิญ" มารู้เข้าในหลายเดือนต่อมาว่าที่แท้เธอก็แทบจะลอกเนื้อหามาจากคำแนะนำคนอื่น แม้กระทั่งคำขอโทษที่เธอมีให้ฉัน เธอก็ไม่ได้คิดเอง ถึงฉันจะเป็นควาย แต่ฉันก็พอเข้าใจได้ว่ามนุษย์เราไม่มีทางจะเขียนอะไรได้เหมือนกันทุกตัวอักษรได้ทีละหลายย่อหน้า แต่แม้จะรู้อย่างนั้นฉันก็ยังเงียบเฉยไป เพราะฉันไม่อยากจะหาเรื่องเธอ ฉันยังอยากจะมองเธอในแง่ดีว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ หรือบางทีก็อาจเป็นเหตุผลง่ายๆว่าเพราะฉันเป็นควาย ฉันจึงไม่รู้จักแสดงภูมิเสียบ้างว่าฉันรู้อะไร เหมือนอย่างที่เธอพยายามแสดงภูมิเพื่อจับผิดฉันอยู่เสมอ

ไม่ใช่ควายตัวนี้หรอกหรือ ที่หน้าโง่ออกไปพบเธอครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งๆที่แผลเดิมทางอารมณ์ยังไม่หายดี ถ้าฉันมีมันสมองฉลาดได้ของมนุษย์สักครึ่งหนึ่งฉันคงรู้จักเข็ดหลาบ แต่เพราะฉันมันเป็นควาย ฉันถึงปล่อยให้เธอจูงจมูกมานานถึงสี่ปี เธอยังจำครั้งสุดท้ายที่เธอมาจูงควายอย่างฉันไปเดินเล่นได้ไหม เธอหลอกล่อให้ฉันตายใจด้วยท่าทางสบายๆและคำพูดอ่อนหวาน ก่อนจะขุดเอาเรื่องเดิมมาตีแสกหน้าฉันอีก ให้ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นฝ่ายทำร้ายเธอ เพราะเธอรีบออกตัวก่อนเสียดิบดีว่าเธอไม่โกรธ เธอเตรียมการถึงขนาดพิมพ์ข้อความที่ฉันเขียนระบายไว้ในบันทึกเป็นการส่วนตัวมาเก็บไว้ ซึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เธอเคยทำให้ฉันรู้สึกเสียใจเมื่อสองปีก่อน แต่ฉันไม่เคยส่งให้เธออ่านเพราะกลัวเสียเองว่าเธอจะเสียใจ

ทว่าในวันนั้น เธอกลับเอามายื่นตรงหน้าราวกับต้องการฟื้นฝอยหาตะเข็บ ต้องการจะเก็บทุกอย่างมาทำให้เป็นเรื่อง เพราะเธอคงไม่เคยอยากให้ควายอย่างฉันได้สบายใจเลยสักครั้ง และควายอย่างฉันที่ก็ได้แต่อึ้งจนกระเดือกอะไรไม่ลงและนั่งเงียบทั้งๆที่รู้แก่ใจดีว่าเธอโกหก เธออ้างว่าเธอ "เพิ่งเห็น" ทั้งๆที่ฉันตั้งค่าให้ฉันที่เป็นเจ้าของบันทึกนั้นอ่านได้คนเดียวไว้นานแล้ว แต่ที่เธอได้อ่าน ซ้ำยังถือวิสาสะพิมพ์เก็บไว้โดยไม่คำนึงถึงมารยาทว่ามันเป็นข้อเขียนส่วนตัว ก็แสดงว่าเธอมีเจตนาแรงกล้าที่จะเก็บมันไว้หาเรื่องฉันเลยทีเดียว

ไม่ใช่ควายตัวนี้หรอกหรือ ที่พยายามเก็บความรู้สึก พยายามไม่พูด ไม่ต่อว่าเธอเพราะกลัวเธอจะเสียใจ ทั้งๆที่ฉันเองก็แทบกระอักเลือดด้วยความอึดอัด ด้วยความผิดหวัง ด้วยวาจาที่เอาแต่ตัวเองเป็นที่ตั้งของเธอ ควายอย่างฉันนี่ล่ะที่จะคิดจะพูดอะไรก็นึกถึงใจเธอทุกอย่าง ว่าเธอจะเจ็บไหม จะเสียใจไหม ควายอย่างฉันนี่ล่ะที่พยายามไม่พูดเรื่องไม่ดีของเธอกับใครๆ เพราะฉันเป็นห่วงว่าโลกนี้มันกลม เกิดใครมารู้เข้าจะเข้าใจเธอผิด จะคิดว่าเธอเป็นคนไม่ดี แต่กลับกลายเป็นว่าควายอย่างฉันนี่เองที่เธอพร้อมจะเอาไปวิพากษ์วิจารณ์ในทางร้ายกับคนอื่นที่ไม่ได้รู้จักตัวตนของฉันเลยแม้แต่นิดเดียว เพียงเพราะเธออยากให้มีคนเห็นใจ ให้มีคนซาบซึ้งไปกับความเจ็บปวดทุกข์ทนหนักหนา ให้คนรู้สึกว่าชีวิตเธอมันช่างมีแต่ถูกกระทำ ถูกรังแก ถูกย่ำยี

ไม่ใช่ควายตัวนี้หรอกหรือ ที่มีใจนึกถึงเธอเมื่อเธอจะไปเรียนต่อ ส่งดอกไม้ ส่งบัตรอวยพร ส่งปฏิทินหวังให้เธอไว้เป็นกำลังใจ ซ้ำยังเขียนจดหมายยาวสิบสองหน้ากระดาษไปถึงเธอ เพื่อแสดงความปรารถนาให้เธอพบแต่สิ่งที่ดี ทั้งๆที่ฉันก็ยังเจ็บช้ำจากการกระทำในอดีตของเธอไม่น้อย แต่เธอก็ไม่เคยมองเห็นเจตนาดี คงยังมองว่าฉันมันก็แค่ควายตัวหนึ่งที่ทำอะไรตามใจตัวเองเฉกเช่นสัตว์เดรัจฉาน นึกจะไปก็ไป นึกจะมาก็มา และดีแต่ทำร้ายเธอเท่านั้น

แต่อย่าลืมสิว่าเมื่อไม่นานมานี้ ควายอย่างฉันยังอยากจะเก็บสายใยบางๆนี้ไว้ อยากจะเอื้อมมือไปจับมือเธออีกครั้ง แต่เธอก็ปัดมันทิ้งด้วยความระแวง ด้วยความเคยชินกับการมองโลกในแง่ร้าย เมื่อเป็นอย่างนั้นฉันจึงเห็นควรว่าจะต้องยุติทุกอย่าง และช่วยไม่ได้ที่เธอไม่เห็นค่าโอกาสที่ฉันหยิบยื่นให้เอง ควายโง่อย่างฉันจำได้ดีทีเดียวว่าฉันให้โอกาสเธอบ่อยครั้งแค่ไหน แต่ทุกครั้งที่เธอได้โอกาสไป เธอก็ไม่เคยทำอะไรให้มันดีขึ้นเลย

ไม่ใช่ควายตัวนี้หรอกหรือ ที่เธอคิดว่าหลอกได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะกุเรื่อง จับแพะชนแกะ หรือสร้างสถานการณ์ให้ดูว่าตัวเองต้องมาพบเรื่องสะเทือนใจโดยไม่คาดฝัน เธอไม่เคยไปเสาะแสวงหาอะไรเพื่อจะจับผิดฉันเลย มีแต่ฉันนี่ล่ะที่คอยขว้างปาความเสียใจไปถูกตัวเธอเสมอ ใช่สิ นอกจากฉันจะโง่เหมือนควายแล้ว ฉันมันยังต่ำช้าสามานย์ แถมสร้างความทุกข์ให้เธอไม่หยุดหย่อนอีกด้วย แต่ไม่ใช่ควายตัวนี้หรอกหรือ ที่เธอตบตา เหยียบย่ำ ปรักปรำ และกล่าวโทษมานานแสนนาน ทั้งๆที่ฉันก็รู้ตื้นลึกหนาบางมาตลอด แต่ก็ยังทน ทน และทน จนเธอเห็นฉันเป็นแค่ใครสักคนที่คิดจะหลอกหรือปลุกปั่นอย่างไรก็ได้ ซ้ำยังแทบไม่เคยปฏิบัติต่อฉันด้วยความเคารพจากใจเลย

ไม่ใช่ควายตัวนี้หรอกหรือ ที่พยายามพูดกับเธอด้วยวาจาสุภาพและถนอมความรู้สึก ที่พยายามเก็บความโกรธจนอัดแน่นเป็นปัญหาทางใจ ที่รักษาความรู้สึกเธอจนภาวะอารมณ์ฉันแทบแตกสลาย ไม่ใช่ควายตัวนี้หรอกหรือ ที่ต้องให้เข้าพบจิตแพทย์และนักจิตบำบัดเป็นเวลาไม่รู้กี่ชั่วโมง เพื่อขจัดความโกรธที่ไม่เคยยอมรับออกไป ไม่ใช่ควายตัวนี้หรอกหรือ ที่ไม่อยากจะยอมรับว่าตัวเองโกรธ เพราะไม่อยากจะเชื่อว่าเธอที่ฉันให้ทั้งรักและศรัทธา จะทำให้ฉันทั้งเจ็บปวด ขมขื่น ผิดหวัง และโกรธได้ถึงเพียงนี้

ไม่ใช่ควายตัวนี้หรอกหรือ ที่เธอพร่ำเพ้อว่ารักและอยากให้มีความสุขยิ่งกว่าตัวเอง แต่ในทางกระทำเธอก็มีแต่อยากจะสนตะพายให้ฉันเดิน ให้ฉันเป็น ให้ฉันวิ่งเต้นไปตามที่เธอต้องการ เธอเคยแสดงว่ารักและเป็นห่วงฉันในทางอื่นที่นอกเหนือไปจากคำพูดของเธอบ้างไหม หรือเธอคิดว่าควายอย่างฉันแค่บอกด้วยลมปากมันก็เพียงพอแล้ว ควายโง่อย่างฉันในสายตาเธอคงจะแยกแยะไม่ออกสินะ ว่าการกระทำและคำพูดของเธอมันสวนทางกันโดยสิ้นเชิง เธอบอกว่ารักควายอย่างฉัน แต่เธอเคยทำอะไรให้ฉันรู้สึกว่าเธอถนอมใจฉันบ้าง หรือบางทีฉันอาจโง่เง่าเกินกว่าจะเข้าใจนิยามรักที่ซับซ้อนของมนุษย์อย่างเธอก็ได้ ใช่ สุดท้ายความผิดก็ตกเป็นของควายอย่างฉันเอง ที่ไม่ฉลาดพอ ไม่เข้าใจเธอมากพอ

ไม่ใช่ควายตัวนี้หรอกหรือ ที่ยังหน้าโง่เป็นห่วงเธอ คอยตามไปดูความเป็นไปอย่างเงียบๆ ว่าเธอจะสุขสบายดีไหม แต่นับวันเจตนานั้นก็ทำให้ควายอย่างฉันได้รู้อะไรมากมายที่ฉันไม่เคยได้รู้ ได้ตาสว่างว่าสิ่งดีๆที่ทำไปนั้นมันไม่เคยติดอยู่ในความทรงจำเธอเลย จะผ่านไปกี่วันกี่คืน ฉันก็ยังเป็นควายตัวเดิมที่ทำให้เธอทุกข์ทน ให้เธอมีแต่เรื่องทรมานไปบันทึก แต่เรื่องที่ฉันทำสิ่งดีๆเพื่อเธอ เรื่องที่ฉันให้อภัยเธอมากมายชนิดที่ควายเท่านั้นจะให้ได้ เธอทำเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น

ยามที่ควายอย่างฉันปกป้องตัวเองเพราะเจ็บกับรอยแผลที่เธอฝากไว้อย่างมากมาย เธอก็คิดว่าควายอย่างฉันมันโง่ด่วนตัดสินเธอเพราะเห็นเธอทำสิ่งไม่ดีกับคนอื่น อพิโถ เธอคงจะคิดว่าที่เธอทำกับฉันมาตลอดนั้นมันดีเสียเหลือเกิน ไม่เคยทำให้ฉันเสียน้ำตา ไม่เคยทำให้ฉันขมขื่นเลย ไม่ทำให้ฉันมองเห็นธาตุแท้ของเธอใช่ไหม เธอควรจะรู้ไว้เสียด้วยว่าควายอย่างฉันรู้นิสัยเธอ และอยู่กับเธออย่างเจ็บปวดมาตลอด แต่ก็โง่พอที่จะอยู่ตรงนั้นเพียงเพราะเคย "หวัง" ว่าเธอจะเปลี่ยนแปลงสักวัน

จากนี้ไป ฉันให้ขอให้สัตย์ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกว่าฉันจะไม่ไปก้าวก่าย ไม่ไปติดตามชีวิตความเป็นไปของเธอ ไม่ไปอาจเอื้อมแตะต้องหรือรับรู้ความรู้สึกที่บอบบางของเธออีก หากฉันยังเสนอหน้าไปรับรู้ ยังพยายามติดตามเรื่องของเธอโดยเจตนา ยังหาเรื่องใส่ตัว ก็ขอให้ฉันเจ็บปวดมากกว่าที่เป็นอยู่อีกพันเท่า เพราะฉะนั้นขอให้เธอสบายใจได้ ว่าควายอย่างฉันจะไม่วิ่งเข้าไปหาปลายมีดให้มันเสียบจนทะลุไปถึงขั้วหัวใจซ้ำซากอีกแล้ว ควายอย่างฉันยินยอมให้เธอแต่งตั้งฉันเป็นไอ้สารเลวในโลกของเธอได้โดยถาวร เพื่อที่เธอจะได้มีฉันไว้คอยโทษและปรักปรำ เพื่อที่เธอจะได้เป็นนางเอกของเรื่องที่แสนดีและอดทนสมใจเธอ

ควายอย่างฉันสัญญาว่าจากนี้จะไม่เดือดร้อนแก้ต่างอะไรให้ตัวเองอีกเป็นอันขาด ซ้ำยังอนุญาตให้เธอนำเนื้อความทั้งหมดนี้ไปอ้างอิงต่อได้ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการทำให้ผู้คนสงสารและเห็นใจ แต่ฉันก็หวังว่าอย่างน้อยเธอจะกล้าหาญและซื่อสัตย์พอที่จะยกไปทั้งหมด ให้ผู้รับรู้ได้เห็นว่าความเลว ความใจร้าย ความเย็นชาที่เธอพยายามยัดเยียดให้ควายอย่างฉันนั้น มันมีที่มาที่ไปอย่างไร

ในเมื่อฉันมันควายก็เท่านั้น เดรัจฉานก็เท่านั้น โง่ก็เท่านั้น ทำให้เธอเจ็บปวดก็เท่านั้น แล้วเธอจะมารักฉัน จะมาโอดครวญเพ้อหาฉันอยู่ทำไม อย่างหนึ่งที่เธอควรจะรู้ไว้ก็คือ ควายอย่างฉันแม้จะโง่แต่ก็มีหัวใจ ฉันให้เธอสนตะพายมานานด้วยความเชื่อว่าเธอรักและเคารพฉันอย่างที่ฉันรักและเคารพเธอ แต่การกระทำของเธอไม่เคยทำให้ฉันสัมผัสได้ถึงความรักที่แท้จริงเลย ทุกอย่างมีแต่สิ่งที่เธอต้องการเท่านั้น เธอไม่เคยนึกถึงใจฉัน ไม่เคยละเอียดอ่อนกับความรู้สึกฉันเหมือนอย่างที่เธอคาดหวังให้ฉันละเอียดอ่อนกับความรู้สึกเธอ

เธอจะอ้างหรือว่าความรักของเธอคือสิ่งของมากมายที่เธอให้ คือการที่ด้นดั้นมาหาฉันยามที่เธอรู้สึกว่าจะเสียฉันไป แต่นอกจากนั้นแล้วมีอะไรอีก และมีอะไรที่เทียบกับสิ่งที่ฉันให้เธอไปได้บ้างไหม ในเมื่อฉันเองก็ให้เธอมากมายเช่นกัน ทั้งข้าวของ กำลังใจ ความหวังดี ความเป็นห่วงเป็นใย ตลอดจนเวลามหาศาลที่คอยรับฟังและช่วยคิดปัญหาของเธอ ทั้งๆที่ชีวิตฉันก็มีเรื่องที่แก้ไม่ตกไม่รู้เท่าไร

แต่นอกจากเห็นฉันเป็นควายแล้ว เธอคงจะเห็นฉันเป็นแค่กระโถนอาจมที่เธอมีไว้ระบายของเสียเท่านั้นอีกด้วย เพราะเมื่อเธอได้สิ่งที่เธอต้องการเธอก็มีความสุขของเธอไปคนเดียว หรือยามมีเรื่องดีๆก็ไม่คิดจะแบ่งปันเพราะเธอถือว่าเธอสมปรารถนาของเธอแล้วนี่ แต่ยามที่มีทุกข์สิ เธอรนให้คนต้องมารับฟังเธอ มาห้อมล้อมเธอ เพราะเมื่อเธอไม่ได้สิ่งที่เธอต้องการเธอก็คอยจิกให้คนอื่นต้องช่วยคิด ช่วยทุกข์ ต้องรู้สึกผิด ต้องหมองหม่นไปกับเธอด้วย

ควายอย่างฉันไม่ได้คาดหวังให้เธอต้องมาช่วยแก้ปัญหาชีวิต ไม่เคยคิดว่าเธอต้องมารับผิดชอบความทุกข์ส่วนตัว ควายอย่างฉันขอแค่เราได้มีเวลาดีๆร่วมกันก็พอแล้ว แต่เธอก็เอาแต่จะคอยแบ่งความทุกข์ของตัวเองให้ฉัน ไม่เคยนึกว่าชีวิตฉันมีเรื่องอื่นที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องของเธอหรือสำคัญกว่าเธอ ซ้ำเวลาที่ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ยามที่แผลความสัมพันธ์จะสมาน เธอก็จะต้องหาเรื่องความทุกข์งี่เง่าหรือรื้อฟื้นเรื่องในอดีตมาทำลายบรรยากาศทุกครั้งไป เพราะฉะนั้นถ้าควายอย่างฉันจะรื้อฟื้นอย่างที่ทำอยู่นี่บ้าง เธอก็คงจะเข้าใจและใจกว้างพอที่จะไม่คิดว่านี่คือการหาเรื่องทำร้ายเธอใช่ไหม ในเมื่อที่ผ่านมาเธอก็ทำกับควายอย่างฉันแบบนี้อยู่เสมอ แล้วเชื่อว่ามันเป็นวิถีหนึ่งของการแสดงออกถึงความรักนี่

แต่หากทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอเรียกว่าความรัก มันก็คงเป็นความรักชนิดที่แม้แต่ควายอย่างฉันยังไม่ต้องการ ทุกครั้งที่เธอเล่นละครโรงเล็กของเธอ ทุกครั้งที่เธอเล่นสงครามประสาทและเกมอารมณ์อย่างสนุกสนาน ด้วยคิดว่าควายอย่างฉันคงอ่านไม่ออก เธอคงไม่รู้ตัวหรอกว่ามันค่อยๆทำลายความไว้วางใจและความเชื่อใจที่ฉันมีให้เธอไปอย่างมากมายจนไม่มีอะไรเหลือ อย่าลืมสิ ฉันเป็นแค่ควายตัวหนึ่ง ฉันไม่สันทัดนักหรอกกับการเล่นละครและฉากนักแสดงที่เธอปรุงแต่งอยู่เป็นระยะ ถ้ารักกัน ถ้าอยากให้มีความสุขด้วยใจจริง ทำไมเพิ่งจะมาตอกย้ำคร่ำครวญเอาในวันที่ฉันหยุดเป็นควายเพื่อเธอแล้ว ทำไมเธอไม่พูด ไม่คิด ไม่ร่ำร้องให้เร็วกว่านี้ หรือว่าในความเป็นจริงแล้วเธอก็แค่ใช้ความรักเป็นกับดักเพื่อล่อให้ฉันกลับไปเป็นควายให้เธอโขกสับทางอารมณ์เหมือนก่อน

ฉันเป็นควายให้เธอมาร่วมสี่ปี แล้วไหนจะยังอีกหลายเดือนที่ฉันยังลังเลอยู่อีกพักใหญ่ มันไม่ใช่เวลาน้อยๆ และเป็นระยะนานพอที่ทำให้แม้แต่ควายอย่างฉันยังมองเห็นวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนควายอย่างฉัน สัตว์ที่เขาเปรียบเปรยว่า "เจ็บแล้วทนคือควาย" ถึงขนาดเจ็บจนทนไม่ไหว ดังนั้นเธอคงเข้าใจใช่ไหมว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในโลกของฉันนั้นมันก็เกินจะรับได้จริงๆ

เธอบอกว่าควายอย่างฉันทำร้ายเธอ ทำให้เธอเจ็บปวดเหลือแสน ฉันฟังแล้วไม่ได้ภูมิใจหรือมีความสุขเลย เพราะถึงควายอย่างฉันจะโง่แต่ฉันก็มีสำนึกพอที่จะไม่ไปทำร้ายใคร เนื่องจากได้ฉันเรียนรู้มาอย่างเจ็บแสบที่สุดตลอดเวลาที่อยู่กับเธอว่าเวลาที่จิตใจถูกคนที่เรารักทำร้ายนั้นมันย่ำแย่แค่ไหน อาจเป็นความโง่ของฉันเองก็ได้ที่มองไม่เห็นความดีของเธออย่างที่ใครต่อใครเห็น แต่ควายอย่างฉันก็ตัดสินใจแล้วว่าฉันไม่ต้องการอยู่ใกล้เธออีก เพราะฉะนั้นเธอก็อย่ามายุ่งกับควายอย่างฉันอีกได้ไหม ไปอยู่กับเพื่อนมนุษย์ของเธอที่ทำให้เธอมีความสุขเถอะ ฉันมันทั้งเขลา ทั้งเดรัจฉาน เธอรู้อย่างนี้แล้วจะมัวเสียเวลากับฉันเพื่ออะไร

เธอจะด่าทอฉันว่าใจจืดใจดำอย่างไร ให้คนรอบข้างช่วยวิพากษ์วิจารณ์จนสาแก่ใจอย่างไร ฉันให้สิทธิ์นั้นกับเธอเต็มที่ แต่ขอให้ลืมฉันไปเสีย อย่าให้ควายที่ทั้งโง่ทั้งคอยแต่ทำร้ายเธอต้องเกะกะอยู่ในชีวิตเธออีกเลย มันไม่มีประโยชน์ถ้าเธอจะยังเฝ้าโทษฉันทั้งๆที่ฉันก็เดินจากมาแล้ว ตัดทุกช่องทางที่จะทำร้ายเธอแล้ว และตัวฉันเองก็รู้ดีว่าการที่ฉันอยู่ของฉันคนเดียวอย่างนี้ คือสิ่งที่จะทำให้ฉันมีความสุขที่สุด ได้โปรดเคารพการตัดสินใจของฉันด้วย อย่ายื้อ อย่ารั้ง อย่าหวัง อย่าคิดว่าฉันจะเปลี่ยนใจ เพราะแม้ฉันจะโง่บัดซบให้คนบางคนหลอกทำร้ายได้หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้โง่ถึงขนาดที่จะกลับไปเดินทางเดิมที่มุ่งหน้าสู่ปากเหวแล้วตกหลุมพรางเดิมๆ

ฉันอาจจะเป็นแค่ควาย และเธออาจจะคิดว่าเธอทำดีที่สุดแล้ว แต่ในชีวิตฉันที่แม้อาจจะเป็นแค่ชีวิตแบบควายๆในสายตาเธอ ฉันต้องบอกเธออย่างตรงไปตรงมาว่าฉันได้สิ่งที่ดีกว่านี้มาตลอด คนที่รักฉันไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นควาย ไม่เคยปฏิบัติกับฉันเหมือนควาย ไม่เคยเล่นกับความรู้สึกฉัน ไม่เคยโกหก ไม่เคยตั้งแง่ ไม่เคยทำตัวต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก ไม่เคยหาเรื่องชวนทะเลาะจุกจิก และแม้ไม่เคยประกาศปาวๆว่ารักฉันมากมาย แต่ในทางการกระทำแล้วกลับนึกถึงใจฉันทุกอย่าง พวกเขาฟังในสิ่งที่ฉันพูด ให้ความเคารพฉันในฐานะที่เป็นคนที่เขารัก และไม่เคยเอาฉันไปว่าร้ายเพื่อหาคนเข้าข้างเมื่อผิดใจกัน มีแต่จะหันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมมือทำให้ทุกอย่างดีขึ้น และที่สำคัญฉันไม่เคยรู้สึกเหนื่อยหรือทรมานเวลาที่อยู่กับคนเหล่านั้นเลย

ควายอย่างฉันขอเขียนเรื่องนี้เพื่อเธอเป็นพิเิศษและเป็นเรื่องสุดท้าย ใช่ เธอนั่นล่ะ เธอต้องรู้ตัวดี เพราะในโลกนี้ก็มีเธอเพียงคนเดียวที่จะทำให้ฉันเป็นได้ถึงขนาดนี้ และเธออย่าได้เข้าใจผิดไปว่าเรื่องอื่นๆนั้นมีบ่อเกิดจากเธอทุกครั้งไป อย่าได้สำคัญตนถึงขนาดนั้น เพราะเธอไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกฉัน ฉันได้พูดคุยกับใครอีกมากมายที่เคยตกที่นั่งเดียวกัน และฉันก็มีผู้คนเหล่านั้นเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ได้เกี่ยวกับเธอเลยสักนิดเดียว แต่สำหรับเรื่องนี้ ฉันมอบให้เธอโดยเฉพาะ เขียนเพื่อเธอ และมีความรู้สึกอย่างที่ถ่ายทอดออกมาได้ก็เพราะเธอ คราวนี้ล่ะ ที่เธอจะสามารถพูดกับใครต่อใครอย่างภูมิอกภูมิใจได้เต็มปากเต็มคำเสียที ว่าเรื่องนี้มีเธอเป็น "ตัวเอก" จริงๆ

ถ้าควายอย่างฉันในสายตาเธอก็คงจะเป็นได้แค่นี้และคิดได้แค่นี้ เธอก็ไม่ควรพยายามกอบกู้ความสัมพันธ์หรือเสียดายควายที่ไม่มีอะไรดีตัวนี้อีก เก็บความรักของเธอไปให้คนอื่นที่เขาเข้าใจเธอ รักเธอ และไม่เคยทำร้ายเธอไม่ดีกว่าหรือ จะเอาความรักสูงค่าของเธอมาให้ควายโง่ๆตัวหนึ่งอย่างฉันทำไม ในเมื่อฉันยอมรับแล้วโดยดุษฎีว่าฉันมันโง่ ตาต่ำ และเดรัจฉาน เพราะฉะนั้นฉันย่อมไม่คู่ควรกับเธอที่บอบบาง แสนดี อดทน และเสียสละหรอกใช่ไหม ยอมรับเถิดว่ามนุษย์อย่างเธอก็ควรต้องไปเดินบนถนน จะมามัวจมปลักในโคลนตมกับควายอย่างฉันที่ไม่มีอะไรดีทำไม เธอเองจะแปดเปื้อนมัวหมองโดยใช่เหตุ

ที่สำคัญเรื่องของเธอและควายในอดีตตัวนั้น ก็ขอให้เข้าใจและจดจำไว้ด้วยว่ามันจบลงแล้วจริงๆ ไม่มีอะไรต้องหวัง ต้องสงสัย ต้องตีความ ต้องขบคิดอีก แต่ฉันก็ขอปิดท้ายด้วยการให้เธอได้รู้ในสิ่งที่ฉันคิดและอดกลั้นมาตลอดเสียบ้าง เผื่อมันจะกระชากสติเธอได้ในบางเวลาที่เตรียมจะง้างปากกล่าวโทษฉัน ว่าเธอเองก็เคยทำกับควายตัวนี้ไว้เจ็บแสบเพียงไร ฉันอาจจะไม่ได้ลุกขึ้นมาทำร้ายตัวเองหรือแสดงออกว่ามีใครบางคนทำให้ฉันเสียใจแค่ไหน แต่หลายสิ่งที่เธอฝากฉันไว้ รู้ไหมว่ามันเชือดลึกและเจ็บยากจะคลายเสียยิ่งกว่าแผลของคนที่พยายามกรีดข้อมือตัวเอง และหากหัวใจฉันเปรียบได้กับข้อมือมนุษย์ที่ถูกทำร้าย ข้อมือนั้นก็คงจะถูกสับกระเด็นหลุดจากท่อนแขนไปนานโขแล้ว!

ฉันในตอนนี้ก็เป็นแค่ซากศพเท่านั้น เธอจะมาร้องไห้คร่ำครวญอย่างไรฉันก็ไม่สามารถฟื้นชีพขึ้นมาได้ หรือเธอจะเอามีดมาเสียบ เอาดาบมาฟัน ฉันก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเจ็บปวด เธอทำให้ฉันด้านชา ให้ฉันเป็นคนเลวที่ไม่อินังขังขอบกับความรู้สึกเธออย่างที่เธอต้องการสำเร็จแล้ว ดีใจไหม เธอทำให้ควายตัวนั้นเจ็บจนมันต้องจำ และมันก็ไม่อยากเจ็บซ้ำๆเพื่อคนอย่างเธอที่ดีแต่พูดว่ารัก แต่ก็รักมันได้เฉพาะตอนที่มันยอมเป็นควาย

ระหว่างนี้ถ้ายังไม่หนำใจ ก็จงโศกเศร้าให้พอ เจ็บช้ำให้พอ โอดครวญให้พอ โทษฉันให้พอ อยากทำอะไรสนองอารมณ์ตัวเองก็ทำไป ถ้าคิดว่าทำแล้วจะทำให้ชีวิตดีขึ้นหรือตัวเองมีความสุข แต่อีกไม่นานทุกอย่างจะเป็นแค่อดีต เพราะควายตัวเดิมไม่ได้อยู่ตรงนั้นในโลกของเธออีกแล้ว เธอคงจะหาเรื่องมันได้อีกไม่นาน และสักวันผู้คนก็ย่อมจะแหนงหน่ายที่เธอมัวพร่ำเพ้อกับคนที่ไม่มีตัวตนและไม่ได้มาตอแยกับเธอ ดังนั้นเธอควรจะเริ่มมองหาควายตัวใหม่ที่เธอคอยกล่าวโทษมันได้เสียที ชีวิตจะได้ตื่นเต้นกว่าเดิมสักนิด

และที่เธอได้รับคำแนะนำมาว่า "เขาด่ามึงขนาดนี้มึงยังไม่เปลี่ยนความรู้สึกอีกเหรอ มึงไม่คิดจะแก้แค้นคนใจร้ายแบบนี้ด้วยการลืมเขาให้หมดหัวใจบ้างหรือไง" ฉันก็สนับสนุนจากใจจริงให้เธอเชื่อและทำตามคำแนะนำนั้น เพราะถ้าเธอไปพูดกับใครต่อใครจนคนมองว่าฉันเป็นคนใจร้ายได้ ฉันมันก็คงไม่มีค่าอะไรที่เธอจะต้องมาจดจำ คิดถึง โหยหา หรือให้ความรู้สึกที่ดีใดๆอีก และฉันก็จะรอคอยให้เธอแก้แค้นควายอย่างฉัน ฉันจะรอวันที่เธอมาหัวเราะเยาะใส่ฉัน บอกฉันว่าในที่สุดฉันมันก็แค่ควายโง่และเลวบัดซบที่เคยผ่านมาในชีวิตเธอเท่านั้น และเธอได้พบคนที่ดีกว่า รักเธอมากกว่า เข้าใจเธอมากกว่า อดทนและให้อภัยเธอได้มากกว่าอีกมากมายโดยไม่ยากเลย





สิ่งสุดท้ายที่ควายอย่างฉันยังพอจะทำให้เธอได้ ก็คือภาวนาขอให้เวรกรรมไม่มีจริง เพราะถ้าคนที่อดทน คนที่พยายามจะเข้าใจเธอ คนที่คอยให้อภัยเธอได้อยู่เสมออย่างฉันยังรู้สึกเหมือนถูกใครกระทืบหัวใจซ้ำๆ รู้สึกเหมือนถูกทรยศหักหลัง รู้สึกเหมือนถูกใช้เป็นบันไดให้เธอเหยียบเพื่อตัวเธอจะได้ดูดีและรู้สึกดีขึ้น ยังเจ็บปวดและเข็ดหลาบชนิดต้องจดจำไปจนวันตายแบบนี้ ฉันก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าสิ่งที่รอเธออยู่ข้างหน้านั้นคืิออะไร หากว่าชีวิตเราทุกคนต้องดำเนินไปตามกงเกวียนกำเกวียน

นอกเหนือไปจากคำภาวนาที่ว่า ก็จงรู้ไว้ว่าที่นี่ก็ไม่มีอะไรเหลือให้เธอแล้ว ไม่มีอะไรที่ควายอย่างฉันจะให้เธอได้อีกต่อไป..

ไม่มีแม้แต่นิดเดียว





::: The End :::::::





นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..

เกิดเป็นคนเจ็บแล้วต้องรู้จักจำ เพราะขนาดควายที่เจ็บซ้ำๆมันยังไม่อยากจะทน!

ไข้ใจ

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552

- - - - - - -





"ปอง ปีใหม่จะไปเที่ยวไหนกับเพื่อน"

"ไม่ไปไหนหรอก.."

ปองคุณส่ายหน้า ขณะที่กำลังเดินซื้อขนมอยู่กับภูดิสในตลาดนัดมหาวิทยาลัย

"ไม่ไป?"

ภูดิสทวนคำตอบด้วยเสียงที่สูงขึ้น

"ไม่ไป"

ปองคุณยังยืนยันคำตอบเดิม

"ถ้าอย่างเรานั้นนัดเจอกันไหม?"

"นัดเจอทำไม.."

อีกคนถามด้วยความประหลาดใจ

"เจอกันที่มหาวิยาลัยแทบจะทุกวันแล้ว ยังไม่พออีกหรือ"

พูดจบก็หันไปสั่งซื้อขนมปังไส้หมูหยองน้ำพริกเผาที่โปรดปราน

ก็ไม่พอน่ะสิ..

เขาคิดโดยไม่พูดออกมา ยืนมองปองคุณรับเงินทอนและถุงขนมจากคนขายเงียบๆ

"ภูไม่ซื้ออะไรทานเลยรึ?"

ปองคุณถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นอีกคนยังเดินตามเฉย ไม่มีทีท่าสนใจของรับประทานที่มีขายเกลื่อนสักอย่าง

"ยังไม่หิว"

น้ำเสียงฟังดูราบเรียบดี แต่ปองคุณที่สนิทกับภูดิสมานาน ก็รู้ได้ว่าอารมณ์ขุ่นมัวของอีกฝ่ายกำลังผุดขึ้นมา

"เป็นอะไรไปอีกล่ะ"

ถามพลางสังเกตสีหน้า แต่เมื่อเห็นว่าภูดิสไม่ยอมพูดอะไร ก็ไม่เซ้าซี้ต่อ

ผ่านไปอึดใจหนึ่ง ภูดิสจึงยอมปริปากให้ปองคุณทราบสาเหตุ..

"ปีใหม่ไม่ไปเที่ยวไหน แล้วทำไมออกมาเจอกันไม่ได้?"

น้อยใจนะ..

"อ้าว เราก็อยู่กับที่บ้านไง"

ปองคุณตอบ

"วันปีใหม่ก็ไปไหว้พระที่วัดกับพ่อแม่ เป็นแบบนี้มาทุกปี"

อธิบายด้วยน้ำเสียงอย่างราบเรียบ

"แล้วภูล่ะ จะทำอะไร ไม่ออกไปกับเพื่อนคนอื่นหรือ"

"ก็เราไม่ได้อยากไปกับเพื่อนคนอื่น"

ภูดิสตอบเสียงห้วน

เมื่อปองคุณได้ยินอย่างนั้น.. ก็มองหน้าเขา

"ตอบดีๆก็ได้ ทำไมต้องขึ้นเสียง"

"เราก็พูดของเราแบบนี้ทุกที"

เถียง.. ทั้งๆที่ก็รู้แก่ใจดีว่าน้ำเสียงของตัวเองแสดงความหงุดหงิดไม่ใช่น้อย





ภูดิสนั่งอยู่ที่โต๊ะเดี่ยวบนชั้นลอยของห้องสมุด มองลงมาเห็นปองคุณนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านอะไรอยู่อย่างขะมักเขม้น

จริงสิ.. พ้นวันหยุดช่วงปีใหม่ไปต้องส่งรายงานหลายวิชา เขาเองก็ควรจะเริ่มทำได้แล้ว แต่จิตใจกลับยังฟุ้งซ่าน เฝ้าคิดถึงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเองกับปองคุณในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมา..

'ดูไปก่อนได้ไหม..'

นั่นคือสิ่งที่ปองคุณบอก..

'เราเองก็ยังไม่แน่ใจ'

แม้จะโล่งใจที่ไม่ใช่คำปฏิเสธเสียทีเดียว แต่ความคาดหวังที่จะได้ยินคำตอบตกลงของปองคุณอย่างชัดเจน ก็ทำให้ภูดิสกระวนกระวายอยู่ไม่น้อย..





คณะของพวกเขามีนิสิตชายอยู่เพียงไม่กี่คน บรรดาเพื่อนผู้ชายในภาควิชาเดียวกันจึงสนิทสนมกันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะภูดิสและปองคุณที่มีความชอบใกล้เคียงกันมาก และลงวิชาเลือกแทบจะเหมือนกันทุกตัว

ตลอดเวลาร่วมสามปีที่ผ่านมา ภูดิสไม่เคยคิดว่าเขาจะรู้สึกกับปองคุณมากไปกว่าเพื่อนสนิท จนกระทั่งวันหนึ่งที่ภูดิสไม่สบายแล้วปองคุณมาเยี่ยมด้วยความเป็นห่วง เพราะเห็นว่าภูดิสนั้นเช่าห้องพักอยู่ตัวคนเดียว ไกลจากครอบครัวที่อยู่ถึงเชียงราย

พิษไข้ทำให้ภูดิสนอนซม หยุดเรียนไปหลายวัน ซ้ำยังไม่มีเรี่ยวแรงออกไปซื้ออาหารเข้ามาตุนไว้เลย แต่เขาก็ไม่ปริปากบ่นหรือขอให้ใครช่วย ภูดิสเป็นคนอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

เมื่อปองคุณทราบเรื่อง หลังจากที่โทรศัพท์มาถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายขาดเรียนนานผิดปกติ เพื่อนสนิทของภูดิสคนนั้นก็จัดแจงมาเยี่ยม พร้อมกับข้าวต้มที่แม่ของปองคุณทำมาให้จากบ้าน

'ไม่ไปหาหมอแน่หรือภู..'

ปองคุณถามอย่างเอาใจใส่

'ไม่ต้องหรอก นี่ก็ดีขึ้นมาแล้ว เมื่อวานสิ ลุกไม่ไหวเลย มึนตลอด'

ภูดิสปฏิเสธด้วยเสียงที่แหบแห้ง

'ขอบคุณที่อุตส่าห์เอาข้าวต้มมาให้นะ'

'ไม่เป็นไร แค่นี้เอง'

ปองคุณตอบ

'จะดื่มน้ำอีกไหม หรือภูอยากจะเอาอะไรอีกรึเปล่า'

ถามหลังจากที่อยู่กับภูดิสมาพักใหญ่ เพื่อช่วยดูแลให้อีกฝ่ายรับประทานอาหารและยาจนเรียบร้อย

'ไม่ล่ะ'

'งั้น.. เรากลับก่อนนะ จะได้นอนพักสบายๆ'

ประโยคนั้นทำให้ภูดิสเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมาใหม่

'อย่าเพิ่งกลับเลย'

ความเจ็บป่วยทางกาย.. ทำให้เขารู้สึกอ่อนแอกว่าปกติ

'อยู่เป็นเพื่อนกันอีกหน่อยเถอะ เราเหงา..'

นั่นคือความรู้สึกที่อยู่ในในภูดิสมาตลอด แต่ไม่เคยบอกใคร

ครอบครัวทางเชียงรายของภูดิสอาจจะมีฐานะดีพอที่จะปรนเปรอเขาด้วยเงินทองและวัตถุมากมาย แต่เขากลับไม่เคยสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นใกล้ชิดจากพ่อ แม่ หรือพี่น้องคนอื่นๆเลย..

เหตุผลหนึ่งที่เขาอยากมีปองคุณเป็นเพื่อน ก็คงเป็นเพราะปองคุณทำให้เขารู้สึกอบอุ่นนี่ล่ะมัง

ทว่าเมื่อพูดออกไปแล้วภูดิสก็รู้สึกอายเล็กน้อย แม้ปองคุณจะไม่ใช่เพื่อนประเภทที่เขาพูดจาชนิดมึงมาพาโวยด้วย แต่ก็ไม่ใช่วิสัยของเด็กผู้ชายที่จะพูดเรื่องความรู้สึกชัดเจนอย่างนี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ปองคุณดูเหมือนจะเข้าใจความรู้สึกของเขาดีโดยไม่ต้องมีคำอธิบายอื่นใด เพื่อนสนิทคนนั้นจึงนั่งลงบนเตียงอีกครั้ง แล้วเอื้อมมือมาจับมือภูดิสไว้

'เอาสิ..'

ปองคุณบีบมือคนป่วยเบาๆ

'เราจะอยู่เป็นเพื่อน'

วินาทีนั้นภูดิสรู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ และความรู้สึกนั่นก็ทำให้เขานึกถึงตัวเองเมื่อตอนอายุสิบหก สมัยเข้าไปเรียนในตัวเมืองเชียงใหม่ แล้วตกหลุมรักเพื่อนร่วมชั้นผู้หญิงคนหนึ่งเป็นครั้งแรก

แล้วก็แปลกที่ภูดิสไม่รู้สึกเลยสักนิด ว่าการที่หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นมาได้เพราะความอบอุ่นของปองคุณนี้.. เป็นเรื่องที่ไม่สมควร

ภูดิสรู้เพียงว่าความรู้สึกที่มีให้ปองคุณนี้ เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างเป็นธรรมชาติ.. และอย่างงดงามที่สุด





".........."

เสียงของนิสิตรุ่นน้องกลุ่มใหญ่ที่เดินขึ้นมาบนชั้นลอยของห้องสมุดทำให้ภูดิสตื่นจากภวังค์ แต่ก็เพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น เพราะเมื่อเขามองลงไปที่ชั้นล่าง ก็ยังเห็นปองคุณนั่งอยู่ที่เดิม..

แผ่นหลังของปองคุณ.. ทำให้เขานึกถึงวันนั้นอย่างช่วยไม่ได้

วันที่เขาดึงเพื่อนสนิทไปกอดในแบบที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อน..

ไม่แม้แต่พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือเด็กสาวที่เขาเคยคบหาระยะสั้นๆ

'ปอง..'

เขากอดปองคุณแน่น.. แน่นเสียจนตัวเองยังตกใจในเรี่ยวแรงมหาศาลที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่





แม้เมื่อตอนกลางวันจะหมางเมินกันไปเล็กน้อย แต่ภูดิสก็ยังรอปองคุณอยู่หน้าห้องสมุดเพื่อกลับบ้านพร้อมกัน และเมื่อปองคุณมองเห็นเขาก็ยิ้มให้ แล้วเดินมาพูดคุยด้วยอย่างเป็นปกติโดยไม่มีท่าทีไม่พอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น

นี่คงเป็นอีกเหตุผลที่ทำไมภูดิสจึงชอบที่จะอยู่กับปองคุณนัก เพราะปองคุณไม่ค่อยโกรธหรือถือสาหาความใคร โดยเฉพาะกับเขาที่แม้จะดูนิ่ง แต่ลึกๆแล้วอารมณ์พร้อมจะปรวนแปรได้ตลอดเวลา

ทั้งสองขึ้นรถประจำทางไปด้วยกันดังที่ทำเป็นกิจวัตรในระยะหลัง เพราะห้องพักของภูดิสและบ้านของปองคุณไม่ได้อยู่ไกลกันเท่าไร ปกติแล้วภูดิสนิยมที่จะขึ้นรถไฟฟ้ามากกว่า เพราะมีทางเชื่อมถึงอาคารซึ่งเป็นที่อาศัยของเขาเลย แต่นับตั้งแต่วันนั้นที่เขาได้บอกความรู้สึกอย่างซื่อสัตย์ไปกับปองคุณ ภูดิสก็เลือกที่จะขึ้นรถประจำทางแทนเพื่อให้ได้อยู่กับปองคุณมากขึ้นอีกนิด แม้ว่าจะต้องเดินเข้าบ้านไกลสักหน่อยก็ตาม

"ยังไม่เบื่อขึ้นรถเมล์กับเราอีกหรือ ต้องเดินเหนื่อยเปล่าๆ บัตรขึ้นรถไฟฟ้ารายเดือนก็มี เสียดายแทน.."

ปองคุณพูด เมื่อทั้งสองขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว

ก็เราอยากอยู่กับปอง..

ภูดิสได้แต่คิดในใจ ไม่พูดเช่นเคย เพราะเกรงว่าจะฟังดูเกินไปหน่อย

"ขึ้นรถเมล์ก็ดี"

เขาตอบไปแค่นั้น

"วันนี้เห็นอยู่ภูในห้องสมุดตั้งนาน คงหาหนังสือที่จะทำรายงานสินะ"

"ก็ไม่เชิงหรอก"

ภูดิสไม่สามารถพูดออกไปได้ ว่าเขาเอาแต่แอบมองปองคุณแล้วก็คิดโน่นคิดนี่เรื่อยเปื่อย.. ไม่ได้ใช้ห้องสมุดให้เป็นประโยชน์ทางการศึกษาเลยสักนิด

"ไว้เดี๋ยวปีใหม่ไปแล้วค่อยมาหาก็ได้"

"จะไม่ทันเอาน่ะสิ"

ปองคุณติงด้วยความเป็นห่วง ตามประสาคนที่มีความรับผิดชอบสูง

"ปีใหม่ก็ไม่กลับเชียงรายไม่ใช่หรือ น่าจะทำเสียระหว่างวันหยุด"

คำพูดอย่างหวังดีนั้น สะกิดความรู้สึกน้อยใจของภูดิสที่มีอยู่ก่อนหน้านี้อีกครั้ง

ไม่นึกอยากเจอกัน.. แล้วยังจะไล่ให้ไปทำรายงานเสียอีกแน่ะ

"คนอื่นเขาก็สนุกสนาน ฉลองช่วงเทศกาล.."

ภูดิสตอบเลี่ยงๆ

"ใครจะอยากนั่งทำรายงานในช่วงสิ้นปีกัน"

"อ้าว ถ้าภูไม่กลับบ้าน ไม่อยากไปเที่ยวกับใคร แล้วจะทำอะไรล่ะ นั่งปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆอย่างนั้นหรือ?"

"ก็เล่นเกม ซักผ้า ถูห้อง ทำอะไรไปตามเรื่อง"

ทำไมจะไม่อยากไปเที่ยวล่ะ แต่คนที่อยากไปเที่ยวด้วยดันไม่อยากไปเที่ยวกับเขาน่ะสิ

"ถ้าอย่างนั้นจะไปไหว้พระกับที่บ้านเราไหม"

ปองคุณเอ่ยปาก..

"อย่าเลย"

ภูดิสปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม

"เกรงใจน่ะ แต่ก็ขอบคุณนะที่ชวน"





เมื่อลงมาจากรถประจำทาง แทนที่ภูดิสจะเดินแยกไปเพื่อกลับบ้านของตัวเอง เขาก็ตัดสินใจเดินมากับปองคุณเสียก่อน..

"อ้าว ไม่กลับบ้านล่ะ?"

ปองคุณถาม เมื่อเห็นว่าภูดิสยังเดินตามเขา

"อยากจะเดินมาซื้ออะไรแถวหน้าปากซอยนี่หน่อย.."

อ้างอย่างนั้น แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าควรจะพูดตรงๆไปเสียเลยดีกว่า

"แล้วก็อยากจะอยู่กับปองนานอีกนิดด้วย"

ปองคุณเงียบเมื่อได้ยินดังนั้น.. แต่ก็ไม่ว่าอะไร

"อ้อ แวะซื้อขนมเบื้องประเดี๋ยว"

ภูดิสเปลี่ยนเรื่อง เมื่อเห็นแผงขายขนมเบื้องเจ้าโปรด ที่เพิ่งมาความรู้จักเมื่อเริ่มสนิทกับปองคุณใหม่ๆ

"ขอไส้หวานแปดสิบบาท ไส้เค็มยี่สิบครับ"

ปองคุณยืนฟังเพื่อนสนิทบอกรายละเอียดยิบย่อยกับแม่ค้าพักหนึ่ง แล้วเมื่ออีกฝ่ายผละมายืนรอขนมอยู่ข้างเขา ก็อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้

"ซื้อไปทำไมตั้งมากมายน่ะ ทานทีเดียวหมดหรือ"

เก็บไว้ก็ไม่น่าจะอร่อย เพราะแป้งจะไม่กรอบ.. และชืดเสียเปล่าๆ

"ทานเองครึ่งหนึ่ง ไปฝากเขาอีกครึ่งหนึ่ง"

ภูดิสตอบ..

"ปองจะเอาด้วยไหม ไปสั่งเพิ่มตอนนี้ยังทัน"

อีกคนส่ายหน้า เขาไม่ได้ชอบขนมเบื้องนัก นึกถึงก็แต่แม่เท่านั้นที่ชอบขนมเบื้องเจ้านี้เหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรหรอก ใกล้บ้านแค่นี้เอง ออกมาซื้อเมื่อไรก็ได้

อึดใจต่อมา ภูดิสก็รับถุงขนมที่ถูกแยกเป็นสองถุงมาถือไว้ แล้วเดินเข้าซอยไปกับปองคุณ





เสียงรถราที่แล่นผ่านไปมาทำให้ทั้งสองไม่สามารถคุยกันได้ถนัดเหมือนเมื่อตอนนั่งอยู่บนรถประจำทาง ต่างฝ่ายจึงต่างเงียบไปพักใหญ่ จนกระทั่งเลี้ยวเข้าซอยย่อยมาแล้ว ภูดิสจึงค่อยเอ่ยถาม..

"เรามาอยู่กับปองแบบนี้บ่อยๆ ทำให้อึดอัดรึเปล่า?"

หันหน้าไปมองคนที่เดินอยู่ข้างๆ

"ไม่หรอก"

ปองคุณบอก

"เราก็สนิทกันแบบนี้มานานแล้ว แต่บางทีเกรงใจว่าจะทำให้เสียเวลาและลำบากโดยใช่เหตุเท่านั้น"

"เกรงใจทำไม.."

เสียงของภูดิสเบาลง

"บอกหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ ว่าอยากอยู่กับปอง"

คนพูดหยุดยืน แล้วนั่นก็ทำให้ปองคุณต้องหยุดตามไปด้วย

แววตาของภูดิสดูเหมือนจะต้องการตัดพ้อ..

"ก็รู้หรอกนะว่าไม่ควรถาม เพราะปองก็พูดมาแล้วว่าเมื่อตัดสินใจได้จะบอกให้ทราบ แต่มันก็ไม่ผิดใช่ไหมที่เราอยากรู้"

ปองคุณรู้แล้วว่าเขาคิดอย่างไร แต่ปองคุณไม่เคยบอกความในใจให้เขารู้เลย

"เราไม่ได้อยากจะใจร้อน แต่การรอคอยโดยไม่มีกำหนด.. มันก็ทรมาน"

"ภู.."

ปองคุณเรียกอีกฝ่าย

"เราเข้าใจภูทุกอย่าง แต่เราก็ยังบอกไม่ได้จริงๆว่าคำตอบของเราคืออะไร"

เราเป็นเพื่อนกันมาตลอดไม่ใช่หรือ

แล้วอยู่ๆเมื่อทุกอย่างมาเปลี่ยนไปเช่นนี้.. เขาก็อดไม่ได้ที่จะสับสน

"ภูก็รู้ว่าเราไม่เคยโกหก และที่เรายังไม่มีคำตอบให้ก็ไม่ใช่เพราะเราแกล้ง แต่.."

ปองคุณไม่คิดมาก่อนจริงๆ.. ว่าความรักแบบนี้จะเกิดขึ้นกับเขา

แล้วใครจะรับประกันได้ว่าถ้าเปลี่ยนความเป็นเพื่อนมาเป็นความรัก ทุกอย่างจะดีเหมือนที่ผ่านมา

"ถ้ายังไม่มีคำตอบให้ ก็ไม่เป็นไรหรอก"

ภูดิสเองก็เข้าใจ..

เข้าใจจริงๆ..

"เพียงแต่อยากจะพูดความรู้สึกให้ปองรู้เท่านั้น เพราะจะเล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้ ต้องเก็บไว้คนเดียว"

พูดพลางก้าวเดินช้าๆ มุ่งหน้าไปยังบ้านไม้ที่อยู่เกือบสุดซอยของปองคุณ

น้ำเสียงภูดิสในคราวนี้ฟังดูไม่หงุดหงิด แต่กลับเศร้าแทน..

และปองคุณเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี..

".........."

ในที่สุด เมื่อมาถึงหน้าบ้านปองคุณ ภูดิสก็ยื่นถุงขนมเบื้องให้ถุงหนึ่ง

"ฝากให้แม่ด้วย"

พยายามทำเสียงให้แจ่มใสขึ้น..

"ปองบอกว่าแม่ก็ชอบขนมเบื้องเจ้าหน้าปากซอยนี่เหมือนกันไม่ใช่รึ"

"จำได้ด้วย?"

ปองคุณถามอย่างประหลาดใจ เขายังลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยเล่าให้ภูดิสฟัง

ภูดิสยิ้ม พยักหน้า

"ไม่เข้าบ้านมาด้วยกันก่อนล่ะ จะได้เอาขนมเบื้องนี่ไปให้แม่ด้วยตัวเอง"

"ไม่เป็นไรหรอก"

เขาเคยพบแม่ของปองคุณและคนอื่นในครอบครัวสองสามครั้ง และทุกคนก็ดีแสนดีกับเขา..

ทว่ากลับเป็นภูดิสเสียเองที่อึดอัดกับความอบอุ่นที่ได้สัมผัส.. เพราะมันทำให้เขารู้สึกแปลกแยกชอบกล

ก็บ้านของเขาไม่เคยเอาใจใส่ห่วงหากันอย่างนี้ ภูดิสจึงวางตัวไม่ค่อยถูกยามที่ต้องสนิทชิดเชื้อกับใคร

"ปองเข้าบ้านเถอะ"

เขามองเลยไปที่รั้วบ้านของปองคุณ..

"อ้อ ว่าจะถามหลายครั้งแล้วว่านี่ต้นอะไร สีสวยดี"

ภูดิสหมายถึงพุ่มไม้เลื้อยที่มีดอกสีแดงแกมชมพูเป็นช่อๆ

"เขาเรียกเล็บมือนาง"

ปองคุณบอก พลางเอื้อมมือไปปลิดลงมาช่อหนึ่ง..

"เด็ดมาทำไม สงสารต้นไม้"

ภูดิสท้วง

"อยากให้ภูได้กลิ่น ถ้ามาเดินแถวนี้ตอนโพล้เพล้กลิ่นจะยิ่งฟุ้งกระจาย หอมเย็นๆ เราชอบ"

ว่าแล้วก็ยื่นช่อเล็บมือนางเล็กๆนั่นมาใกล้จมูกเขา

"ได้กลิ่นไหม?"

".........."

ภูดิสได้กลิ่นหอมเย็นนั่นจริงอย่างที่ปองคุณว่าไว้..

"หอมชื่นใจนะ"

ปองคุณยิ้ม..

และรอยยิ้มนั้นก็ทำให้ความเจ็บปวดหวานๆในอกเขาที่ถูกบ่มมาเป็นเวลานาน ยิ่งออกอาการกำเริบ

"..........."

เมื่อนึกถึงจูบแรกและจูบเดียวของพวกเขาที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ น้ำตาภูดิสก็พาลจะไหล..

วันนั้น.. ปองคุณก็ยิ้มให้เขาอย่างนี้

"ภู.."

ปองคุณเรียกเขา เมื่อเห็นว่าจู่ๆแววตานั่นหมองลง

"เรากลับก่อนล่ะนะ"

ภูดิสหลุบตาลงต่ำ ดึงช่อเล็บมือนางมาจากมือของปองคุณเบาๆ

"ส่วนดอกไม้นี่.. เราขอ"





กว่าจะกลับมาถึงห้องพัก ช่อเล็บมือนางนั้นก็โรยไปมาก

แต่ภูดิสก็ยังอุตส่าห์นำมาแช่ไว้ในแก้วน้ำใบเล็กๆ ด้วยหวังจะยืดอายุมันไปอีกสักนิด

".........."

กว่าจะได้พบปองคุณอีกที ก็คงเลยปีใหม่ไปแล้ว..

ในความเป็นจริงนี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย คนที่เขามีครอบครัวอบอุ่นก็ต้องอยากอยู่กับพ่อแม่พี่น้องเป็นธรรมดา เขาจะเห็นแก่ตัว เรียกร้องให้ปองคุณมาอยู่กับเขา เพียงเพราะเขาว้าเหว่ ไม่มีใคร และอยู่ไกลบ้านได้อย่างไร

บ้านที่มีให้เขาทุกอย่าง ยกเว้นความอบอุ่น..

แม้พ่อกับแม่จะโทรมาหาเขา และลงมาเยี่ยมเขาที่กรุงเทพฯบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่พ่อแม่จะถามว่าเขาเป็นอย่างไร

เพียงแค่เห็นเขายังครบสามสิบสอง เรียนหนังสือไม่ตกหล่น ไม่เคยไปเที่ยวเตร่เถลไถลจนเกิดเรื่องที่ไหน พ่อแม่ก็คิดเอาง่ายๆว่าเขาสบายดีและมีความสุข

ลูกคนกลางอย่างภูดิสไม่ใช่คนขี้เหงา เขาชินเสียแล้วกับการที่พ่อจะสนใจแต่น้องสาวคนเล็ก และชินเสียแล้วกับการที่แม่จะคอยเอาอกเอาใจแต่พี่ชายคนโตที่ปัจจุบันช่วยงานครอบครัวอยู่ที่เชียงราย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว.. ใช้ชีวิตของเขาไปโดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครมาตั้งแต่ยังเล็ก

ทว่ายิ่งโต.. เขาก็ยิ่งเหงา เหงาอยู่ลึกๆแม้ไม่เคยบอกใคร แม้ไม่เคยเรียกร้องให้คนต้องมาห้อมล้อม

จนกระทั่งมาเจอปองคุณ คนที่ทำให้เขารู้สึกเดียวดายน้อยลง..

ปองคุณทำให้เขามีความสุข และอบอุ่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน





หลังจากที่ภูดิสไม่สบายคราวนั้น ปองคุณก็แวะมาหาเขาที่ห้องพักบ่อยขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่บ้านปองคุณทำอาหารอะไร แม่ก็จะให้ลูกชายเอามาเผื่อเพื่อนที่อยู่คนเดียวแทบทุกครั้ง

"เกรงใจแม่ปองนะเนี่ย แบ่งกับข้าวให้ทุกครั้งเลย"

"เกรงใจแต่ก็เห็นภูทานหมดทุกที"

ปองคุณล้อ ขณะถ่ายแกงส้มดอกแคจากหม้อลงในกล่องพลาสติกใบเล็กให้ภูดิส

"ก็เพราะเกรงใจน่ะสิ ถึงต้องทานให้หมด แม่ปองอุตส่าห์ทำมาเผื่อ"

"ดีแล้วล่ะ ไม่ต้องเกรงใจหรอก แม่เราชอบทำกับข้าวอยู่แล้ว และยิ่งมีความสุขถ้าได้แบ่งให้คนโน้นคนนี้ทาน"

ปองคุณแจกแจง ขณะยกหม้อเปล่าที่ตัวเองใช้ใส่แกงมาไปล้าง

"ตั้งแต่รู้ว่าภูไม่สบาย ก็เป็นห่วง.. ถามถึงอยู่เรื่อย จนเราคิดว่าจะเป็นลูกชายอีกคนไปแล้ว"

ภูดิสหัวเราะ

"โอย ไม่กล้าหรอก เราไม่ได้เป็นเด็กดีอย่างปองนี่นะ แม่ปองคงไม่อยากได้ลูกชายอย่างเรา"

"เราก็ไม่ใช่เด็กดีอะไร.."

ปองคุณอธิบาย

"เพียงแต่ไม่อยากทำให้พ่อแม่ต้องกลุ้มใจ เพราะที่ผ่านมาพ่อแม่ก็ทำเพื่อเรากับน้องๆมามาก"

พ่อแม่ของปองคุณเป็นข้าราชการทั้งคู่ แม้จะมีฐานะปานกลาง แต่ด้วยความที่มีลูกถึงสามคนด้วยกัน จะใช้จ่ายวางแผนอะไรจึงต้องทำด้วยความรอบคอบ ครอบครัวของปองคุณจึงมีชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างสมถะ ทว่าทุกคนก็ดูมีความสุขดีจนภูดิสนึกอิจฉา

ปองคุณเป็นคนที่รักพ่อแม่และใกล้ชิดกับพ่อแม่เหลือเกิน ไม่ว่าจะทำอะไรก็คิดถึงความรู้สึกพ่อแม่อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นต่อให้ปองคุณมีความรู้สึกตรงกับเขา ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดีที่ปองคุณจะทำอะไรตามใจตัวเองโดยไม่นึกถึงบุพการี

แม้ภูดิสจะไม่เคยรู้สึกว่าสิ่งที่เขาสัมผัสได้ด้วยใจนี้เป็นเรื่องต้องห้าม แต่คนอีกมากมายจะคิดอย่างเขาหรือ โดยเฉพาะคนที่เป็นพ่อเป็นแม่?

และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม.. ปองคุณอาจไม่มีวันให้คำตอบที่เขาอยากฟังได้

ภูดิสยิ้มกับตัวเองเศร้าๆ มองดูกลีบบอบบางของดอกเล็บมือนางที่ร่วงลงมา

นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าเขากำลังมีความรักอย่างแท้จริง

และมันก็ช่างน่าเสียดาย.. หากนี่จะนำไปสู่ความไม่สมหวังในรักเป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน





ปกติแล้วเวลาที่ปองคุณแวะมาหาภูดิส ปองคุณจะอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยามและไม่นานก็ขอตัวกลับตามประสาคนติดบ้าน มีเพียงสองครั้งเท่านั้นที่ปองคุณอยู่กับภูดิสนานครึ่งค่อนวัน

ครั้งแรกคือคราวที่ภูดิสนอนซมเพราะเป็นไข้ ส่วนครั้งที่สองก็คือวันอาทิตย์หนึ่ง ที่พวกเขาต้องเร่งทำสื่อประกอบการเสนองานหน้าชั้นใหม่ เพราะของเดิมที่เตรียมไว้นั้นสูญหายไปกับคอมพิวเตอร์ของเพื่อนอีกคนที่เกิดใช้งานไม่ได้อย่างกระทันหัน

ซึ่งวันอาทิตย์นั้นเอง.. ที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย

ที่จริงแล้วภูดิสสามารถทำงานทั้งหมดได้โดยลำพังแม้ว่าจะหนักสักหน่อย แต่ด้วยความที่ปองคุณเป็นคนมีน้ำใจ ปองคุณจึงอาสามาอยู่ช่วยเขาด้วยที่ห้องตั้งแต่เช้า เพื่อไม่ให้ภูดิสต้องเหนื่อยอยู่คนเดียว

"นี่ภู.. ให้เราช่วยพิมพ์บ้างเถอะ ภูพิมพ์คนเดียวมาตั้งแต่เช้าแล้วนะ"

ปองคุณพยายามบอกภูดิสอยู่เป็นระยะ

"ไม่เป็นไรหรอก ก็ทำไปรวดเดียวนี่ล่ะ แล้วปองค่อยมาตรวจทานให้เราทีหลัง เผื่อมีอะไรตกหล่น"

ภูดิสพูดไปพิมพ์ไป

"อีกอย่างขี้เกียจปรับเก้าอี้กลับไปกลับมาด้วย เพราะถ้าปองมานั่งทั้งๆอย่างนี้ก็คงจะขาไม่ถึง"

แกล้งแหย่ปองคุณเล่น เพราะปองคุณนั้นตัวเล็กกว่าเขามากอยู่

"เอ้อ คนเขาหวังดีอยากจะช่วย ยังมาว่ากระทบเสียอีกแน่ะ"

อีกฝ่ายบ่น..

"รู้อย่างนี้ให้นั่งทำคนเดียวแต่แรกเสียก็ดี ไม่มาอยู่เป็นเพื่อนหรอก"

"โถ ล้อเล่นเท่านี้ก็น้อยใจแล้ว"

ภูดิสยิ้ม..

อดคิดไม่ได้ว่าปองคุณที่ใจเย็นอยู่เป็นนิจนั้น เวลาแสดงอาการ 'งอน' นิดๆหน่อยๆก็ดูน่ารักดีไปอีกแบบ





ในวันนั้น.. กว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยก็ร่วมตีหนึ่ง

ภูดิสเห็นปองคุณหาวนอนและขยี้ตาอยู่หลายครั้ง ซึ่งก็เป็นที่คาดเดาได้เพราะปกติแล้วปองคุณนอนแต่หัวค่ำ แต่ถึงอย่างนั้นปองคุณก็อยู่ช่วยภูดิสทำงานอย่างมีน้ำอดน้ำทนโดยไม่บ่นเลยสักคำ

ซ้ำเมื่องานเสร็จแล้ว ปองคุณยังกุลีกุจอลุกมาช่วยภูดิสเก็บแก้วน้ำและจานชามที่พวกเขาใช้ทานอาหารง่ายๆกันระหว่างวันอีกด้วย

"ปองไม่ต้องเก็บหรอก เดี๋ยวเราเก็บเอง"

ภูดิสรีบบอก เมื่อเห็นอีกคนทำท่าจะเอาจานไปล้าง

"อาบน้ำนอนเสียเถอะ นี่ดึกมากแล้ว"

บอกอย่างนั้น เพราะจำได้ว่าเมื่อตอนปองคุณโทรศัพท์ไปบอกที่บ้านเมื่อราวสามทุ่มว่างานยังไม่เสร็จดี แม่ปองคุณก็ยังเอ่ยปากให้นอนค้างเสียที่นี่หากภูดิสไม่ว่าอะไร เนื่องจากไม่อยากให้ลูกชายต้องเดินกลับบ้านดึกดื่นโดยไม่จำเป็น เพราะซอยบ้านของปองคุณยามวิกาลก็เปลี่ยวเอาการอยู่

"ไม่ล่ะ เราคิดว่าเรากลับบ้านดีกว่า"

คำตอบของปองคุณทำให้ภูดิสประหลาดใจ

"อ้าว ทำไมล่ะ แม่ไม่ว่าอะไรไม่ใช่รึ?"

"ไม่ว่าหรอก แต่ทีแรกแม่คงนึกว่าจะเสร็จสักตีสามตีสี่โน่นถึงบอกให้นอนค้าง นี่เพิ่งจะตีหนึ่งเศษๆ.. ไม่ได้ดึกจนเกินไป เรากลับได้"

"จะดีเหรอ"

ภูดิสถามเพราะเป็นห่วงเพื่อน.. พอๆกับที่อยากให้ปองคุณอยู่กับเขานานๆ

"ไม่เป็นไรหรอกน่า"

ปองคุณบอกด้วยน้ำเสียงสบายอกสบายใจ

"ไม่ใช่ผู้หญิงเสียหน่อย เดินกลับแค่นี้เรื่องเล็ก"

เมื่อเห็นปองคุณดูท่าจะไม่เปลี่ยนใจจริงๆ ภูดิสก็ไม่โน้มน้าวต่อ ปล่อยให้อีกฝ่ายรวบรวมเอกสารและตำราเรียนใส่กระเป๋าสะพาย แล้วเดินไปสวมรองเท้าที่ถอดวางไว้หน้าประตู

ภูดิสทรุดตัวนั่งลงบนเตียง มองดูปองคุณที่นั่งหันหลังให้เขาขณะก้มลงผูกเชือกรองเท้า

แปลกเหลือเกินที่เขาเกิดรู้สึกเหงาจับใจขึ้นมาเมื่อเห็นว่าปองคุณกำลังจะไป ทั้งๆที่การใช้ชีวิตอยู่ในห้องนี้คนเดียว เข้านอนคนเดียว ก็เป็นเรื่องที่เขาทำจนเคยชินมาแล้วหลายปีแท้ๆ

อยากจะขอให้ปองคุณอยู่ต่อ แต่มันคงฟังดูพิลึก..

อย่างไรเสียความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจภูดิสก็เป็นของเขาเพียงคนเดียว ภูดิสย่อมไม่อาจคาดหวังให้ปองคุณรับรู้ หรือต้องรับผิดชอบด้วยการตามใจเขาใช่ไหม

ความเงียบนั้นคงทำให้ปองคุณเอะใจ จึงหันมามองเขา

".........."

และเมื่อตาสบตา ปองคุณก็ยิ้มให้ภูดิส

รอยยิ้มที่แสนเยือกเย็น.. แต่ทำให้ดวงหน้านั่นสว่างไสวราวกับพระจันทร์ข้างขึ้น

"ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ?"

ปองคุณถาม

"เหมือนน้องเพชรเมื่อสมัยคุณแม่พาไปส่งโรงเรียนอนุบาลใหม่ๆเลย ดูจ๋อยเชียว"

ปองคุณหมายถึงปุลวัชร น้องชายคนที่สองซึ่งอายุห่างจากตัวเองสี่ปี

ภูดิสยิ้มตอบ

".........."

ทว่าภายใต้ท่าทีที่นิ่งเฉยนั้น.. เขากลับรู้สึกเหมือนคนกำลังจะจมน้ำ

เมื่อปองคุณสวมรองเท้าเสร็จ ภูดิสก็ลุกจากเตียงเพื่อเตรียมลงไปส่งเพื่อนหน้าตึก ดังที่ทำเป็นประจำทุกครั้ง

แต่เมื่อมาหยุดยืนอยู่ห่างปองคุณไปไม่มาก แล้วเห็นเพียงแผ่นหลังของปองคุณแทนที่จะเป็นใบหน้าหันมามองเขาอย่างเคย ภูดิสก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้อีกต่อไป..

ความรู้สึกที่ถูกเก็บงำเป็นความลับลึกสุดหัวใจปะทุออกมาเป็นความปรารถนา เขาเอื้อมไปสุดแขนแล้วดึงปองคุณมากอด

".....!....."

แม้อีกฝ่ายแทบจะหงายหลังเพราะสูญเสียการทรงตัว แต่ภูดิสก็ยังสามารถยืนนิ่งได้อย่างน่าประหลาด..

"อยู่ต่อเถอะนะ"

ภูดิสกระซิบ กอดปองคุณไว้แน่น.. จนแผ่นหลังอุ่นๆของปองคุณแนบอยู่กับอกเขา





"ภู.."

ปองคุณร้องออกมาเบาๆหลังจากนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ท่าทางตกใจอยู่ไม่น้อย

มือข้างหนึ่งของภูดิสที่ทาบอยู่กับหน้าอกของปองคุณ สัมผัสได้ถึงแรงเต้นของหัวใจที่หนักหน่วงขึ้น แล้วเมื่อปองคุณทำท่าจะขยับตัว ภูดิสก็จับตัวอีกฝ่ายหมุนกลับมาให้มองหน้าเขา..

ภูดิสมองไม่เห็นแววตาสับสนของอีกฝ่าย เขามองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น นอกจากริมฝีปากของปองคุณที่ขยับเหมือนกำลังจะพูดอะไร

แล้วภูดิสก็ไม่เปิดโอกาสให้ปองคุณได้พูดออกมาสักคำ..

".........."

จูบนั้นร้อนรน.. ไม่ต่างอะไรไปกับใจของภูดิสที่รู้สึกผิดอยู่เต็มอก เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะทำกับเพื่อนเลยสักนิด โดยเฉพาะเพื่อนผู้ชาย

ทว่าเขาก็อ้อยอิ่งอยู่นานพอที่จะสัมผัสริมฝีปากของปองคุณเข้าไปเต็มๆ ชนิดที่ไม่สามารถจะแก้ตัวหรือหาข้ออ้างอื่นได้เลย ว่านั่นไม่ใช่จูบที่ภูดิสจงใจ..

แล้วเมื่อภูดิสถอนริมฝีปาก เขาก็รู้สึกว่าน้ำตาตัวเองซึมออกมา

ใช่แล้ว เขารักปองคุณมากกว่าเพื่อน..

นับจากวินาทีนี้ไปภูดิสไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีกแล้ว ว่าความรู้สึกท่วมท้นที่เกิดขึ้นนี่มีบ่อเกิดจากความสนิทสนมอย่างบริสุทธิ์ใจเท่านั้น

ปองคุณเงียบไปพักใหญ่.. ก้มหน้า

"ภู.."

อีกฝ่ายขยับตัวเบาๆ เมื่อเห็นว่าภูดิสยังกอดเขาไม่ปล่อย

"เราต้องกลับบ้านแล้ว"

น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ไม่แสดงถึงความโกรธ ความงุนงง หรืออารมณ์ใดๆเลย..

แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ภูดิสนึกกลัว..

"ปอง คืนนี้อยู่กับเราเถอะ"

เขาอ้อนวอน

"อยู่กับเราเถอะ.. "

"ไม่ได้หรอก ภู"

ปองคุณยังคงยืนยันคำเดิม

"พรุ่งนี้เช้าวันจันทร์ เราต้องออกไปใส่บาตรกับพ่อ"

ภูดิสรู้ดีว่าปองคุณพูดความจริง เพื่อนสนิทของเขาใส่บาตรกับครอบครัวทุกเช้าวันจันทร์และวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันที่พระจากวัดใกล้บ้านจะเดินมาบิณฑบาต

คนอย่างปองคุณไม่เคยกล่าวอ้างคนอื่นหรือสิ่งอื่นหากต้องการปฏิเสธตรงๆ เพราะฉะนั้นภูดิสก็ควรจะมั่นใจว่าปองคุณไม่ได้พยายามหลีกเลี่ยงเขา

ทว่าเขาก็ยังหวั่นใจ เพราะสิ่งที่เขาเพิ่งทำไปนั้นก็..

แต่ในที่สุดภูดิสก็คลายอ้อมแขนโดยดี แล้วยอมให้อีกคนเปิดประตูออกไป โดยมีเขาตามหลังอย่างช้าๆเพื่อเดินมาส่ง

คืนนั้นปองคุณไม่ได้พูดอะไรอีก นอกจากร่ำลาตามปกติ แล้วบอกให้ภูดิสที่นัยน์ตายังแดงก่ำรีบเข้านอนเสีย





หลังจากนั้นปองคุณก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่หลบหน้า ไม่หนีหายไปจากเขา และเอาใจใส่เป็นห่วงเป็นใยภูดิสอย่างเสมอต้นเสมอปลายเหมือนที่เป็นมา

แต่ขณะเดียวกันปองคุณก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องในคืนนั้นอีก ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น.. และนั่นก็ทำให้ภูดิสรู้สึกรวดร้าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จนวันหนึ่ง เมื่อพวกเขามีโอกาสได้ไปดูภาพยนตร์ด้วยตามลำพังกันสองคน ระหว่างที่นั่งดื่มกาแฟเพื่อรอเวลาเข้าชม ภูดิสก็ตัดสินใจยกเรื่องที่ติดค้างมาคุย โดยไม่แม้แต่จะถามว่าปองคุณอยากฟังไหม

ภูดิสรู้เพียงว่าหากเขาไม่พูดออกไป เขาคงจะต้องคลุ้มคลั่งในอีกไม่ช้านี้แน่ๆ..

แต่แม้ในอกจะปั่นป่วนด้วยความรู้สึกมากมาย ภูดิสก็ไม่ได้พูดอะไรเยิ่นเย้อนัก เขาอธิบายความรู้สึกเพียงสั้นๆ.. ทว่าชัดแจ้งทุกอย่าง

"ที่ทำไปวันนั้น ก็เพราะเราชอบปอง"

เขาสบตาปองคุณตรงๆโดยไม่หลบ ไม่เลี่ยง ไม่แสดงอาการประหม่าใดทั้งสิ้น..

แม้ว่าหัวใจจะเต้นแรงเหลือเกินก็ตาม..

"ชอบแบบที่มากกว่าเพื่อน อยากเป็นแฟน อยากรู้จักปอง.. อยากอยู่กับปองให้มากกว่านี้"

นั่นเป็นครั้งแรก ที่ภูดิสเห็นปองคุณต้องเป็นฝ่ายหลบตา..

"แต่.."

และเป็นครั้งแรกที่ปองคุณดูหวั่นไหว.. วางตัวไม่ถูก

"แต่ทุกวันนี้ที่เราเป็นเพื่อนกัน ทุกอย่างก็ดีมากอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?"

ไม่มีสักนิดที่ปองคุณจะแสดงอาการรังเกียจ หรือมองว่าความรู้สึกของภูดิสเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และไม่เคยมีสักครั้งเลยที่ปองคุณจะอ้างกรอบของสังคมมาพูดให้ภูดิสรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องผิดปกติ

ปองคุณรับฟังทุกอย่างด้วยความเข้าใจ ว่าจิตใจและความรู้สึกของมนุษย์นั้นซับซ้อนเกินกว่าจะจัดเป็นประเภทกว้างๆที่ไร้ซึ่งความละเอียดอ่อนไปได้..

นั่นควรจะทำให้ภูดิสดีใจ แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกหนักอก เพราะแม้ปองคุณไม่ได้รังเกียจ ไม่ได้มองว่าความรักแบบนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ปองคุณก็ยังไม่เปิดโอกาสให้เขาเป็นได้มากกว่าเพื่อนสนิทเช่นกัน

"เรายังตอบภูไม่ได้หรอก เพราะเราไม่เคยมีความรัก ไม่เคยมีแฟนมาก่อน จึงไม่รู้จริงๆว่าเรื่องแบบนี้คืออะไร.."

ปองคุณตอบอย่างตรงไปตรงมา และคำตอบนั่นก็ทำให้ใจของภูดิสฝ่อเหลือนิดเดียว

"ดูไปก่อนได้ไหม.."

ปองคุณยอมสบตาเขาในที่สุด และภูดิสก็มองเห็นความหนักใจอยู่ในแววตานั้น

"เราเองก็ยังไม่แน่ใจ ว่าความรู้สึกแบบไหนถึงจะเรียกว่าชอบหรือรัก"

ภูดิสยิ้มเศร้าๆ..

"ได้สิ"

เขาควรโล่งอกที่ปองคุณเข้าใจเขามากกว่าที่คิด แต่ใจนั้นกลับโลดแล่นไปไกล.. และเริ่มกลัวความผิดหวังเสียแล้ว





ขณะที่ชมภาพยนตร์อิตาเลียนย้อนยุคเรื่องนั้น ใจภูดิสนึกถึงแต่มือของปองคุณที่วางอยู่กับที่เท้าแขน

อยากจะเอื้อมมือไปจับไว้.. แต่ก็ไม่กล้า

ปองคุณไม่เคยต่อว่าเรื่องที่ภูดิสผลีผลามกอดจูบไปในคืนก่อนโน้น และความนิ่งของปองคุณก็ยิ่งทำให้ภูดิสเกรงใจ

ทว่าหากภูดิสทำได้ตามความปรารถนาลึกๆล่ะก็ เขาคงจะทั้งจับมือ ทั้งรั้งให้ปองคุณเอนตัวมาซบอยู่กับไหล่เขา.. เป็นแน่

เมื่อไรหนอ..

ภูดิสนึก แม้นัยน์ตาจะจับจ้องไปที่จอภาพยนตร์ แต่ใจกลับอยู่แต่กับคนที่นั่งข้างๆ

เมื่อไรปองคุณจะให้คำตอบกับเขาได้ แม้ต้องได้รับคำปฏิเสธ.. แต่นั่นก็อาจดีกว่าการรอคอยที่มีความหวังเพียงครึ่งๆกลางๆแบบนี้





ภูดิสใช้เวลาอยู่กับตัวเองในวันหยุดสิ้นปีอย่างเหงาๆ

แม้จะมีเพื่อนหลายคนโทรศัพท์มาชวนให้เขาออกไปสนุกสนานด้วยข้างนอก แต่ภูดิสก็พยายามปฏิเสธหมด

เขาไม่อยู่ในอารมณ์เบิกบานนัก และรู้ตัวดีว่าในตอนนี้อะไรก็ช่วยให้เขาแช่มชื่นขึ้นไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่า..

".........."

ภูดิสชักกลุ้มใจในอาการของตัวเอง ที่เคยเห็นในละครและอ่านในหนังสือนิยายมาตลอด เขาเพิ่งจะรู้วันนี้เองว่า 'ไข้ใจ' นั้นเป็นอย่างไร

รู้ทั้งรู้ว่าที่ต้องการและรู้สึกอยู่นั้นมันมากเกินไป.. มากเกินกว่าที่จะกล้าเรียกร้องเอาจากปองคุณได้ แต่ภูดิสก็ควบคุมความรู้สึกนี้ไม่ได้จริงๆ

เสียงสัญญาณเตือนว่ามีข้อความเข้าดังขึ้นเบาๆจากโทรศัพท์ของเขา และนั่นก็ทำให้ภูดิสหยิบมากดอ่าน

ปรากฏว่าเป็นข้อความจากปองคุณ..

"Happy New Year. I hope this will be another great year for you. Don't forget to work on your assignments. We've to meet the deadline almost right after the holidays. Good night."

ภูดิสยิ้ม..

ยังอีกหลายชั่วโมงอยู่หรอกกว่าจะถึงปีใหม่ แต่เขาก็ดีใจที่ปองคุณอุตส่าห์นึกถึง และไม่ลืมที่จะส่งข้อความมาสวัสดีปีใหม่ก่อนไปเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เพื่อเตรียมตัวไปวัดกับที่บ้านในวันรุ่งขึ้น ทั้งๆที่ปกติแล้วปองคุณไม่ค่อยได้ส่งข้อความถึงเขาบ่อยนัก

ซ้ำปองคุณยังไม่ลืมที่จะเตือนให้เขาทำรายงานส่งอาจารย์ด้วยความเป็นห่วงอีกด้วย

ภูดิสกดปุ่มตอบกลับ แล้วเมื่อหน้าจอว่างเปล่าปรากฏบนโทรศัพท์ เขาก็พิมพ์ข้อความลงไป

"Can't work on my assignments. Call me a fool, but I'm too lovesick to concentrate on anything. Have a great day with your family tomorrow. Happy New Year to you as well. I wish you every happiness in this world."

แล้วกดส่งด้วยความรู้สึกที่ทั้งคิดถึง.. ทั้งหวั่นไหว

นึกๆดูแล้ว บางทีอาจเป็นภูดิสเองนี่ล่ะที่สมควรไปวัดในวันปีใหม่มากกว่าใคร เผื่อว่าความร่มเย็นของศาสนสถานจะช่วยให้อาการเพ้อรักนี้ทุเลาลงสักนิด.. ก็ยังดี





เมื่อตื่นขึ้นมาในวันปีใหม่ ภูดิสก็จัดแจงทำอาหารมื้อสายให้ตัวเอง แล้วเปิดโทรทัศน์ไว้เป็นเพื่อน แม้จะไม่ได้สนใจดูเป็นพิเศษ แต่บรรยากาศความรื่นเริงช่วงเทศกาลที่ถูกถ่ายทอดผ่านคำพูดของผู้ประกาศข่าวและเสียงเพลงนั่น ก็ทำให้ภูดิสรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย

หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย เขาก็หันไปมองกองหนังสือและแฟ้มเก็บเอกสารที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ พลางคิดว่าควรจะทำตัวเป็นคนมีความรับผิดชอบ เริ่มทำรายงานเสียตั้งแต่ตอนนี้เพื่อตอนรับศักราชใหม่เสียดีไหม แทนที่จะไปทำแบบลวกๆเอาวินาทีสุดท้ายดังที่ปฏิบัติมาเป็นประจำ

'ถ้าภูไม่กลับบ้าน ไม่อยากไปเที่ยวกับใคร แล้วจะทำอะไรล่ะ นั่งปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆอย่างนั้นหรือ?'

ที่ปองคุณพูดกับเขาด้วยความหวังดีในวันนั้น ภูดิสยังจำได้..

เขาหันไปหยิบโทรศัพท์มากดดู แล้วก็ต้องรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเมื่อไม่มีข้อความใดตอบกลับมาหลังจากเมื่อคืน แต่ปองคุณก็ไม่ใช่คนช่างส่งข้อความหรือช่างคุยโทรศัพท์มาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่เรื่องที่เขาควรจะเก็บมานึกน้อยใจอีกเช่นกัน

หรือไม่ปองคุณอาจจะยังอึ้งอยู่กับข้อความที่ภูดิสเขียนแสดงความรู้สึกไปอย่างอาจหาญ เลยตัดปัญหาด้วยความนิ่งเฉยเสียก็เป็นได้

ตอนนี้คงจะไปไหว้พระกับพ่อแม่และน้องๆอยู่ล่ะสิ..

".........."

ภูดิสถอนหายใจอีกครั้ง

เขาเองก็เห็นด้วยกับปองคุณทุกอย่าง ว่าเขาควรจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เอาแต่เหม่อลอย ฟุ้งซ่าน และนั่งละเมอเพ้อพกอยู่คนเดียวอย่างนี้ เพราะมันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้นตรงไหน ซ้ำยังบ่มเพาะความขี้เกียจให้ทวีคูณ และทำให้เฝ้าหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่แต่กับปัญหาที่รู้ดีแก่ใจว่าไม่สามารถไปควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงได้

'พ่อเราพูดอยู่เสมอว่าถ้ามีอิสรภาพมากเกินไป แม้แต่เทวดาก็ยังเสียนิสัยได้'

ปองคุณเคยบอกกับเขาอย่างนั้น เมื่อเขาถามว่าทำไมปองคุณถึงได้เป็น 'เด็กดี' เหลือเกิน ทำไมถึงได้เป็นคนที่มีวินัยอย่างมาก ไม่เคยเหลวไหลเลย

'เราไม่ได้ดีไปกว่าภูหรือเพื่อนคนอื่นๆหรอก แต่เพราะพ่อสอนเราให้รู้ว่ามนุษย์ทุกคนมีความอ่อนแอ พร้อมจะหลงไปกับสิ่งล่อตาล่อใจได้ตลอดเวลา ดังนั้นจึงควรสร้างภูมิต้านทานให้ตัวเองด้วยการมีความรับผิดชอบอย่างสม่ำเสมอ อะไรที่ควรจะทำให้เสร็จวันนี้ก็ทำให้เรียบร้อยเสีย อย่าผัดวันประกันพรุ่ง ไม่อย่างนั้นจะลำบากเอาในภายภาคหน้า'

ยิ่งรู้จักกันนานวัน ภูดิสก็ยิ่งชื่นชมปองคุณ เพราะเขารู้สึกเหมือนได้อยู่กับทั้งเพื่อนและผู้รู้.. ที่คอยให้คำแนะนำและข้อคิดที่ดีกับเขาเสมอ

จริงๆแล้วเขาไม่ควรละโมบและนึกอยากได้อะไรมากไปกว่านี้ใช่ไหม แค่มีเพื่อนสนิทแสนดีสักคนอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นความโชคดีอย่างมหาศาลแล้ว

แต่ทำไมหัวใจภูดิสจึงยังเฝ้าเรียกร้องให้ปองคุณอยู่เคียงข้างเขาในฐานะอื่น.. ด้วยความทุรนทุราย

เอาเถอะ.. ภูดิสคิด พลางเหลือบมองนาฬิกาที่ฝาผนังห้อง

นั่งปล่อยอารมณ์เรื่อยเปื่อยมาจนเกือบจะเที่ยงแล้ว คงต้องตัดสินใจทำอะไรเสียที

".........."

ในที่สุดเขาก็เดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ นั่งลง รวบรวมสมาธิอยู่พักใหญ่..

ก่อนจะเปิดแฟ้มเพื่อนำเอกสารทางวิชาการที่มีอยู่ออกมาอ่าน แล้วเริ่มจดสรุปเนื้อหาสำหรับทำรายงานอย่างตั้งอกตั้งใจ





หลังกลับมาจากการไปไหว้พระวันขึ้นปีใหม่ที่วัดในจังหวัดสมุทรสงครามได้พักหนึ่ง ปองคุณก็มาช่วยพ่อของเขาล้างรถ ในขณะที่น้องๆอีกสองคนกำลังช่วยแม่เก็บของที่ซื้อกลับมาจากตลาดน้ำ และเตรียมอาหารเย็นอยู่ในครัว

"พี่ปองขา.."

ปัทรินทร์ น้องสาวคนเล็กของเขาเรียกด้วยเสียงอ่อนเสียงหวานออกมาจากในบ้าน

"แม่ให้มาถามว่าขนมห่อใบตองที่ซื้อมา พี่ปองจะแบ่งเอาไปให้พี่ภูไหมคะ?"

ปองคุณเงยหน้าขึ้นมอง..

"แล้วน้องปัทแบ่งที่ตัวเองจะทานกับพี่เพชรแล้วหรือยังล่ะ"

เขาถาม

"แบ่งเรียบร้อยแล้วค่ะ ยังเหลืออีกตั้งเยอะ แม่เลยให้ปัทมาถาม"

"ถ้าอย่างนั้นก็ดี พี่จะได้เอาไปให้ภูเย็นนี้"

ปองคุณยิ้ม

"เดี๋ยวปัทไปบอกแม่ให้นะคะ"

น้องสาวปองคุณบอก ก่อนจะผลุบหายไปในตัวบ้าน เห็นหางเปียเดี่ยวสะบัดอยู่ไวๆ

จากนั้นปองคุณก็กลับมาตั้งใจขัดสีฉวีวรรณรถยนต์ของครอบครัวต่อ โดยที่พ่อกำลังนั่งยองๆขัดฝาครอบล้ออยู่อีกด้าน

"อ้าว ภูเขาไม่กลับบ้านหรอกหรือลูก?"

พ่อปองคุณถามขึ้นมา

"ปีใหม่ทั้งทีไม่กลับไปให้ที่บ้านเห็นหน้า พ่อแม่คิดถึงแย่"

อีกฝ่ายพูดเนิบๆ

"ปองก็ถามเขาเหมือนกันครับว่าทำไมไม่กลับ"

ลูกชายตอบ

"แต่ภูบอกว่าพ่อกับแม่ไม่อยู่ ไปต่างประเทศ ส่วนพี่กับน้องก็วางแผนไปเที่ยวกับเพื่อนของตัวเอง เลยไม่รู้ว่าจะกลับไปเชียงรายทำไม"

แม้ทั้งคู่จะมีพี่น้องสามคนเหมือนกัน แต่ครอบครัวภูดิสก็แตกต่างจากครอบครัวปองคุณตรงความเหนี่ยวแน่นของสายใยนี่เอง..

"อ้าว เป็นอย่างนั้นไป.."

พ่อของปองคุณทำเสียงประหลาดใจ

"แล้วภูเขาไม่เหงารึ รู้อย่างนี้ชวนไปสมุทรสงครามด้วยกันเสียก็ดี"

แม้จะไม่ได้พบภูดิสบ่อยนัก แต่เท่าที่ฟังจากปากของลูกชายคนโต พ่อปองคุณก็รู้สึกว่าภูดิสเป็นเด็กหนุ่มที่นิสัยดีและมีน้ำใจคนหนึ่ง จึงมีความเมตตาเอ็นดูให้ภูดิสอยู่ไม่น้อย

"ปองชวนเขาแล้วล่ะครับ แต่ภูบอกว่าเกรงใจ"

และปองคุณเองก็ไม่กล้าคะยั้นคะยอภูดิสเสียด้วย เพราะเห็นว่าในบางครั้งเพื่อนสนิทเขาคนนี้ก็ดูมีความสุขอยู่ในโลกส่วนตัวเหลือเกิน..

"วันหลังบอกภูว่าไม่ต้องเกรงใจ"

ปองคุณได้ยินพ่อตอบกลับมาอย่างนั้น

"เวลาพ่อแม่เขาลงมากรุงเทพฯยังเอาลิ้นจี่กับสับปะรดมาฝากบ้านเราตั้งมากมาย เพราะฉะนั้นถ้าภูจะไปเที่ยวด้วยกันแค่นี้น่ะเรื่องเล็ก แม่เราเขาจะดีใจเสียอีกที่ได้ลูกชายมาเพิ่มอีกคน"





หลังรับประทานอาหารค่ำเสร็จ ปองคุณก็นั่งคุยเล่นกับน้องๆอยู่อีกพักใหญ่ จนกระทั่งแม่เขาเดินมาถาม

"อ้าว ว่าจะเอาขนมไปให้ภูไม่ใช่หรือ? นี่มืดแล้วนะลูก"

"อ้อ.. ครับ"

ปองคุณรับคำ

"กำลังคิดว่าจะไปอยู่พอดี"

"จ้ะ ไปเสียเถอะ เดี๋ยวจะดึกเกินไป ขนมที่แบ่งให้ภูน่ะแม่วางไว้บนโต๊ะทานข้าวแล้ว ปองหยิบไปด้วยแล้วกัน"

"ขอบคุณครับแม่"

ไม่นานต่อมา ปองคุณก็ปลีกตัวจากน้องชายและน้องสาว แล้วเดินขึ้นมาบนห้องนอน เพื่อหยิบกระเป๋าสะพายที่ใช้ถือติดตัวประจำไปด้วย

".........."

ที่จริงปองคุณอยากจะไปพบภูดิสตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินแล้ว แต่ความรู้สึกแปลกๆบางอย่างก็ยั้งเขาไว้

ความรู้สึกแปลกๆที่คืบคลานมาในใจเขาอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น ในช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา..

ดวงตาอ่อนโยนแสนเศร้าของภูดิสที่ปองคุณได้เห็นในเย็นวันนั้น วันที่พวกเขายืนอยู่ด้วยกันใกล้พุ่มเล็บมือนาง ทำให้ปองคุณข่มตาหลับไม่ลง ต้องนอนครุ่นคิดอะไรต่อมิอะไรมากกว่าเคยในช่วงคืนสองคืนที่ผ่านมา

เขาหยิบโทรศัพท์มาใส่กระเป๋าสะพาย พลางตรึกตรองว่าควรจะโทรบอกภูดิสก่อนดีไหมว่าจะเอาขนมไปให้ แต่แล้วก็คิดว่าอย่าดีกว่า หากภูดิสไม่อยู่ เขาจะแขวนไว้กับประตูห้อง หรือฝากไว้กับพี่พนักงานต้อนรับชั้นล่างก็ได้ ไม่น่ามีปัญหาอะไร

ปองคุณออกจากห้อง เดินลงบันไดมาช้าๆ พลางนึกถึงความรู้สึกในใจที่ค่อยเปลี่ยนไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว..

เมื่อก่อนเขาไม่เห็นจะคิดมากขนาดนี้ กับแค่โทรศัพท์หรือแวะไปหาภูดิส.. มันเป็นเรื่องที่เพื่อนสนิทเขาทำกันเป็นปกติโดยไม่ต้องขออนุญาตหรือรู้สึกเกรงอกเกรงใจไม่ใช่หรือ ถ้าขณะนั้นอีกฝ่ายไม่สะดวกก็ไม่เห็นเป็นไร ไว้รอโอกาสหน้าย่อมได้

แล้วทำไมจึงต้องหวั่นไหวโดยไม่มีสาเหตุ?

ปองคุณยิ้มให้น้องชายและน้องสาวเมื่อเตรียมจะเดินออกจากบ้าน พลางฉวยถุงขนมมาถือไว้ในมือ

"พี่ไปก่อนนะ ประเดี๋ยวกลับมา"

"ค่ะ พี่ปอง"

ปัทรินทร์ขานรับ ส่วนปุลวัชรน้องชายนั้นเพียงยิ้มตอบโดยไม่พูดอะไร เพราะกำลังสนอกสนใจรายการโทรทัศน์ที่ดูอยู่





ปองคุณยืนรออยู่หน้าห้องของภูดิสพักหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีเสียงขานตอบแม้จะเคาะประตูเรียกแล้วถึงสองครั้ง เขาก็ตัดสินใจหันหลังกลับ แล้วเดินไปกดลิฟต์ เพื่อนำถุงขนมลงไปฝากให้ภูดิสไว้กับพนักงานต้อนรับที่ชั้นล่างแทน

แต่เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ปองคุณก็ต้องประหลาดใจแกมดีใจ เมื่อเห็นว่าผู้ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั้นคือคนที่เขาตั้งใจมาหานั่นเอง

"อ้าว ปอง!"

แต่ดูเหมือนภูดิสจะเป็นฝ่ายที่ดีใจเสียยิ่งกว่า..

"มาหาเรารึเปล่า หรือยังไง?"

ภูดิสกดปุ่มให้ประตูลิฟต์เปิดค้างไว้ด้วยความลังเล เพราะไม่แน่ใจว่าปองคุณตั้งใจมาหาเขา หรือว่านี่คือการพบกันโดยบังเอิญ

"ก็มาหาภูน่ะสิ ทั้งตึกนี้ก็รู้จักแต่ภูคนเดียว เอาขนมมาฝากน่ะ"

ปองคุณตอบ

"ออกมาจากลิฟต์เถอะ เผื่อคนอื่นกดเรียก เดี๋ยวเขาจะรอนาน"

ได้ยินดังนั้นอีกคนก็รีบเดินออกมา ใบหน้าที่เมื่อครู่ยังดูเซื่องซึมเฉยเมย.. กลับสดชื่นขึ้นทันที

"ดีนะที่เรากลับมาก่อน ไม่อย่างนั้นคงพลาดกัน"

ภูดิสพูดด้วยน้ำเสียงโล่งอก

"ไปเที่ยวไหนมาล่ะ ไหนว่าจะอยู่บ้านไง"

ปองคุณถามยิ้มๆ มองดูแก้วพลาสติกใสบรรจุกาแฟเย็นที่ภูดิสถืออยู่ในมือ และเจ้าตัวยังดื่มไม่หมด

"ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย นั่งอยู่ในบ้านตั้งแต่เช้าจนค่ำ พอชักเบื่อก็เพิ่งจะออกไปซื้อกาแฟเย็นมาดื่มเดี๋ยวนี้เอง"

ภูดิสอธิบาย..

"ทำไมปองไม่โทรหาเราล่ะ?"

"ก็เราไม่ได้บอกไว้ก่อนล่วงหน้าว่าจะมา แล้วแค่อยากจะเอาขนมมาฝากเท่านั้น เลยไม่อยากโทรตามให้วุ่นวาย"

"ไม่เห็นจะวุ่นวายเลย เรื่องแค่นี้"

ภูดิสพึมพำขณะรับถุงขนมที่ปองคุณส่งให้มาถือไว้

"ปองรีบรึเปล่า ถ้าไม่รีบก็เข้าไปนั่งเล่นในห้องกันก่อนสิ"

เจ้าของบ้านชวนอย่างเต็มอกเต็มใจ

"อุตส่าห์เอามาให้ถึงที่แล้วจะกลับบ้านเลยเหรอ ทำตัวเป็นคนส่งพิซซ่าไปได้"

"ก็ไม่เห็นเป็นไร.."

"เข้ามาด้วยกันก่อนเถอะน่า"

น้ำเสียงภูดิสฟังดูออดอ้อน

"จะได้ทานขนมที่ภูเอามาฝากนี่ด้วยกัน.. ฉลองปีใหม่ไง"

และแววตาของภูดิสที่มองมา ก็ทำให้ปองคุณปฏิเสธไม่ลง





"โอ้โห ภูเริ่มทำรายงานแล้วเหรอ?"

ปองคุณถามด้วยน้ำเสียงดีอกดีใจ เมื่อเห็นว่าหนังสือและเอกสารทางวิชาการต่างๆนั้นวางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือของภูดิส

ภูดิสหัวเราะเบาๆ พลางเลื่อนเก้าอี้ตรงโต๊ะที่ใช้รับประทานอาหารให้ปองคุณมานั่ง

"ก็มีคนเขาเตือนด้วยความหวังดีว่าให้ทำเสียแต่เนิ่นๆ.. เลยคิดได้"

"ดีแล้วล่ะ ภู"

อีกฝ่ายยิ้ม..

"เราเห็นภูต้องมาอดนอนเพราะเร่งทำรายงานคืนก่อนส่งทีไร สงสารทุกที"

"จริงๆแล้วน่าสมน้ำหน้าต่างหาก.."

ภูดิสพูดตามความเป็นจริง

"อาจารย์สั่งมาตั้งแต่ต้นเทอม ดันเถลไถลเอง"

"แต่นี่ภูก็ทำแล้วไง ก่อนกำหนดส่งตั้งแปดวัน"

ปองคุณนับนิ้ว..

"เริ่มปีใหม่ด้วยการทำรายงานนี่ แสดงว่าปีนี้จะขยันเรียนใช่ไหม ภู?"

"เอ ไม่รู้สิ ปองก็รู้ว่าเราไม่ใช่คนขยัน และเริ่มทำรายงานก่อนส่งเพียงแปดวันก็ไม่ถือว่าขยันหรอกนะ คนอื่นเขาทำเสร็จกันตั้งแต่ก่อนหยุดปีใหม่ก็เยอะแยะไป"

อย่างเช่นปองคุณเป็นต้น..

"ก็นับว่าเก่งแล้วล่ะน่า สำหรับคนที่ทิ้งทุกอย่างไว้วินาทีสุดท้ายเป็นประจำอย่างภูน่ะ"

"ขอบคุณที่ชม"

ภูดิสยิ้ม พลางเลื่อนถุงขนมที่วางอยู่มาดูใกล้ๆ

"โอ้โห ขนมห่อใบตองพวกนี้เราชอบเสียด้วย มีอะไรบ้างน่ะ มีขนมฟักทองไหม?"

"เอ รู้สึกว่าจะมีนะ ซื้อมาสี่อย่าง ขนมกล้วย ขนมตาล ขนมใส่ไส้ แล้วก็ขนมฟักทอง ห่อแบบที่มีไม้กลัดเสียบไว้สองอันน่ะ จะเป็นขนมฟักทอง"

ปองคุณแจกแจง

"จริงน่ะ?"

ภูดิสทำเสียงตื่นเต้น

"รู้รึเปล่าว่าขนมฟักทองนี่เราชอบมากที่สุด แต่หาทานไม่ค่อยมีเลย เวลาเจอทีนี่แทบจะร้องไห้ด้วยความดีใจ"

"อย่างนั้นหรือ? โชคดีแม่เราเป็นคนเลือกมา ภูเลยได้ทานของชอบ"

"ฝากขอบคุณแม่ปองด้วยนะ ทำอาหารเก่งแล้วยังรู้ใจอีก นี่ถ้าแม่ปองอยู่ตรงนี้ เราคงเข้าไปกอดอย่างไม่เกรงใจแน่ๆ"

ปองคุณหัวเราะเมื่อได้ยิน..

"ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวจะกลับบ้านไปกอดให้"

มือของภูดิสที่กำลังจะคลี่ห่อใบตองออก.. ชะงักไปครู่หนึ่ง

"แล้วถ้าเราขอกอดลูกชายคนโตแทนก่อนล่ะ จะได้ไหม?"

ภูดิสถามคำถามที่ฟังเหมือนล้อเล่น..

ทว่าแววตานั้นอ่อนโยน และแสดงความรู้สึกลึกซึ้งที่ถูกเก็บไว้ในใจ





".........."

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบไปพักหนึ่ง..

ภูดิสมองดูอีกคนที่ยังก้มหน้า ท่าทางเหมือนทำอะไรไม่ถูก

"ปอง.."

เขาเอ่ยขึ้นมาเบาๆ

"เราขอโทษ อย่าถือสาที่พูดออกไปเลย"

บางครั้งภูดิสก็ลืมไป ว่าการที่เขาคิดกับปองคุณเกินเพื่อนนั้นเป็นความรู้สึกของเขาเพียงฝ่ายเดียว..

"อย่าโกรธเรานะ"

ความอดทนของคนเราย่อมมีขีดจำกัด ที่ปองคุณยังเป็นเพื่อนกับเขาเหมือนปกติทั้งๆที่คืนนั้นเขาได้ทำอะไรที่ไม่สมควรไป ก็นับว่าดีแค่ไหนแล้ว ภูดิสจึงไม่ควรจะเอาแต่ใจนัก..

และการแสดงออกถึงความเสน่หาพร่ำเพรื่อ มันก็ไม่ได้ช่วยทำให้อีกฝ่ายนึกรักตอบได้โดยอัตโนมัติหรอก ดีไม่ดีจะสร้างความอึดอัดใจอีกต่างหาก

"เราไม่ได้โกรธ.."

ปองคุณพึมพำ

"แต่เราไม่รู้จะเริ่มพูดเรื่องนี้กับภูอย่างไรดี"

".........."

"ที่ผ่านมาแม้เราจะไม่เคยยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่คิดนะ"

ปองคุณค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองเขา

"ภู ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมแบบนี้ตลอดไปได้ใช่ไหม?"

หัวใจภูดิสกระตุกแรง





แม้จะเตรียมใจมาบ้างแล้วว่าท้ายที่สุดปองคุณอาจไม่สามารถให้คำตอบที่เขาปรารถนาจะฟังได้ แต่กระนั้นภูดิสก็ยังรู้สึกปวดหนึบขึ้นมาในอก..

"ไม่เป็นไรหรอก"

ภูดิสกล้ำกลืนความรู้สึกขมๆลงไป..

"เราเข้าใจ"

เกิดไม่อยากทานขนมฟักทองขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทั้งๆที่เมื่อครู่ยังกระวีกระวาดอยู่

"ที่ผ่านมาเราเองทำให้ปองลำบากใจมาก เรารู้ดี"

เขาสบตาปองคุณ พยายามยิ้ม..

"ได้สิ ทำไมเราจะเป็นเพื่อนกันแบบนี้ตลอดไปไม่ได้ล่ะ"

เสียงภูดิสค่อยๆแผ่วลง และในคราวนี้เป็นฝ่ายก้มหน้าเสียเอง

".........."

"ภู.."

"ขอโทษนะ ปอง"

เสียงของภูดิสแตกพร่า พร้อมกับที่น้ำตาเอ่อขึ้นมา..

"เราเข้าใจปองจริงๆ และเราก็ยังอยากเป็นเพื่อนกับปอง แต่ตอนนี้.. เราขอ.."

ภูดิสสะอื้น

ขอร้องไห้ได้ไหม เพราะมันแล้วไม่ไหวจริงๆ

การที่ใครสักคนจะมีความรัก การที่ใครสักคนจะต้องอกหัก เหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่โศกนาฏกรรมของมวลมนุษยชาติที่เขาควรจะต้องเสียน้ำตาหรือรู้สึกเหมือนหัวใจแตกสลายเลยสักนิด

แต่เมื่อมันเกิดกับเขา.. ทำไมภูดิสถึงรู้สึกเหมือนโลกกำลังถล่มทลายด้วยเล่า?

สภาพเขาในตอนนี้คงไม่น่าดูเอาเสียเลย และเขาก็ไม่ได้อยากร้องไห้ให้ปองคุณเห็น แต่ถึงอย่างนั้น.. ก็ห้ามตัวเองไม่ได้

"ภู.."

ได้ยินเสียงปองลุกจากเก้าอี้ แล้วเดินมาหยุดอยู่ข้างเขา พร้อมทรุดตัวลงนั่งที่พื้น..

"ภู.."

ปองคุณแตะแขนเขาเบาๆ

"อย่าร้องไห้สิ"

ยิ่งปองคุณปลอบเขาอย่างอ่อนโยนเช่นนั้น เขาก็ยิ่งกลั้นน้ำตาไม่อยู่

"โธ่ เรายิ่งอธิบายเรื่องแบบนี้ไม่เก่งด้วย แล้วภูก็ยังมาร้องไห้.."

"มะ.. ไม่ต้อง.. ไม่ต้องอธิบายแล้ว"

ภูดิสพูดกลั้วสะอื้นจนจับความแทบไม่ได้ ซบหน้ากับฝ่ามือ น้ำมูกน้ำตาไหลออกมาเปื้อนเต็มไปหมด

"เรา.. ฮึก เราเข้าใจ"

"เข้าใจอะไรกัน ภูยังฟังเราพูดไม่จบเลยนะ"

"เท่านั้นก็ชัดเจนแล้ว.."

ภูดิสเถียงทั้งๆยังร้องไห้

"ก็เราจะเป็นเพื่อนกันไง"

แค่เพื่อน.. ตลอดไป

"เราถามภูว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังเป็นเพื่อนกันตลอดไปได้ใช่ไหม.."

ปองคุณอธิบายอย่างใจเย็น

"เพราะถ้าเกิดเราเปลี่ยนไปคบกันในแบบที่มากกว่าเพื่อน แล้ววันหนึ่งความสัมพันธ์นั้นต้องจบลง โดยที่เราต้องเสียภูในฐานะเพื่อนไปด้วย เราคงเสียใจ"

".........."

นัยน์ตาปองคุณมองตรงมายังเขา..

"เราแค่อยากแน่ใจ.. ว่าท้ายที่สุดแล้วเราจะยังเป็นเพื่อนกันได้เหมือนเดิม"

ภูดิสนิ่งฟัง เรียบเรียงความคิดอยู่พักหนึ่ง..

แล้วหัวใจเขาก็แทบจะหยุดเต้นเมื่อเข้าใจในสิ่งที่ปองคุณพยายามบอก





"ปอง.."

เรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงที่อ่อนระโหยแกมโล่งอก พลางเช็ดน้ำตาลวกๆ

"หมายความว่าปอง.. ปองจะให้เราเป็นได้มากกว่าเพื่อนใช่ไหม?"

"ก็แล้วแต่ภูเถอะ"

ปองคุณตอบเบาๆ

"เราขอแค่ไม่น้อยกว่านี้ ไม่น้อยกว่าความเป็นเพื่อนที่มีอยู่นี่ เราก็พอใจแล้ว"

".........."

"ถึงเราจะไม่เคยมีความรัก ไม่เคยมีแฟน แต่เราก็รู้ว่าความสัมพันธ์แบบนั้นสามารถเปลี่ยนความรู้สึกคนได้มากมาย และที่เรากลัวที่สุดก็คือเราอาจจะเสียภูที่เป็นเพื่อนรักของเราไป"

"โธ่ ปอง.."

ภูดิสดึงอีกฝ่ายที่ยังนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นให้ลุกขึ้นยืน..

"โธ่ ปอง.."

พูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่ได้แค่นั้น พร้อมกับที่น้ำตาไหลออกมาอีก..

"เชื่อไหมว่า ต่อให้เราไม่เกิดอุตริมานึกรักปองอย่างนี้ ปองก็จะยังเป็นคนที่เรารักมากที่สุดคนหนึ่ง เป็นเพื่อนที่เรารัก เป็นเพื่อนที่เราอยากจะถนอมไว้"

ภูดิสรั้งเอวปองคุณเข้ามาใกล้

"หากวันหนึ่งปองจะแต่งงานมีลูกไป เราก็ยังอยากเป็นคนแรกที่ไปช่วยแห่ขันหมาก เป็นคนแรกที่เอาของเด็กอ่อนไปให้ในวันที่ลูกปองคลอด เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่ปองจะต้องกลัวเลย"

ปองคุณยิ้ม

"เมื่อครู่ไม่เห็นพูดอย่างนี้ เอาแต่ร้องไห้ ไม่ฟังกันสักคำ.."

"ก็ถ้าปองจะไปได้ดีมีความสุขกับคนอื่น เราก็ไม่มีวันห้ามหรอก"

ภูดิสตอบ

"แต่คงจะเศร้าน่ะ เพราะเราเองก็รักปองและรู้จักปองดีมากกว่าใคร"

"รักทีละน้อยก็พอ"

ปองคุณท้วง

"เราต่างคนต่างก็ไม่มีใครรู้ว่าเวลาที่ผู้ชายสองคนเขารักกันนั้นเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นค่อยๆเรียนรู้กันไปดีกว่า อย่าใจร้อนเลย"

คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าภูดิสพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น..

"อะไรที่จะทำไม่ได้ไปตลอด ก็อย่าทุ่มกำลังทำ เป็นตัวของตัวเองน่ะ ดีที่สุด"

ภูดิสฟังเงียบๆ ทว่าดวงตายังคงจ้องลึกไปนัยน์ตาของอีกคน

เขารักปองคุณจริงๆ.. รักปองคุณที่มีสติ ที่ใจเย็น ที่มีเหตุผลอยู่อย่างนี้เสมอ

และเขาเชื่อว่าต่อให้ปองคุณปฏิเสธเขา เขาก็คงจะเศร้าอยู่ไม่นาน แล้วสามารถกลับไปเป็นเพื่อนได้อย่างสนิทใจ

เพราะอย่างไรเสีย ภูดิสก็อยากจะมีคนแสนดีแบบนี้ไว้ในชีวิต..

"แบบนี้ แปลว่าเราเป็นแฟนกันแล้วใช่ไหม?"

ภูดิสถาม..

"ไม่รู้สิ"

เขาเห็นแววเก้อเขินฉายออกมาจากดวงตาของปองคุณเป็นครั้งแรก

"เราเองก็ไม่รู้ว่าคนที่เป็นแฟนกัน.. เขาจะต้องทำตัวอย่างไร"

ปองคุณถอนหายใจเบาๆ

"ที่จริงแล้ว เราอาจเป็นแฟนที่ดีไม่ได้ก็ได้ หากว่าคนเป็นแฟนต้องอยู่ด้วยกันตลอด ต้องคุยโทรศัพท์กันนานๆ หรือฉลองทั้งวันเกิดทั้งวันปีใหม่ด้วยกันน่ะ เพราะเราก็อยู่แต่กับที่บ้าน หากจะไปกับคนอื่น.. คงรู้สึกแปลก"

"ไม่เป็นไรหรอก"

ภูดิสเข้าใจปองคุณดี

"ที่ชอบปองก็เพราะปองเป็นอย่างนี้ เมื่อมาคบกันก็ไม่คิดจะเปลี่ยน ยกเว้นนานๆครั้ง อาจจะขอเวลาเป็นพิเศษบ้าง"

เขาดึงปองคุณให้นั่งลงบนตัก..

"วาเลนไทน์ล่ะ จะต้องอยู่กับที่บ้านด้วยไหม?"

ภูดิสกระซิบ

"ถ้าตรงกับวันมาฆบูชา ก็คงจะไปเวียนเทียนกับพ่อแม่และน้องๆ"

คำตอบของปองคุณ ทำให้ภูดิสหัวเราะออกมา..

"เอาเถอะ ยกเว้นให้ ปองอยู่กับที่บ้านก็ยังดีกว่าไปอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่เรา"

เขาบอก

"ปีหนึ่งมีตั้งสามร้อยหกสิบห้าวันเป็นอย่างต่ำ ต่อให้หักวันพระ วันสำคัญทางศาสนา และโอกาสพิเศษอื่นๆที่ปองจะต้องอยู่กับที่บ้านแล้ว เราก็ยังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกตั้งมากมายนี่นะ"

ภูดิสกอดปองคุณไว้หลวมๆ

"อย่างวันนี้ ปองก็ยังอุตส่าห์มาหาเรา เอาขนมมาให้.."

"ถึงเราไม่มา ภูก็ไปหาเราที่บ้านได้นี่"

ปองคุณพูดบ้าง

"พ่อยังบอกเลยว่าคราวหน้าที่เราจะไปไหนกัน อยากให้ภูมาด้วย ไม่ต้องเกรงใจ"

"พ่อปองใจดีจัง.."

ภูดิสซบหน้าลงกับหัวไหล่ของปองคุณ.. ซึ่งดูเหมือนจะเริ่มชินแล้วกับการที่อยู่ใกล้กันอย่างนี้

"บางทีเราก็กลัวนะ ว่าเรามาทำให้ปองไขว้เขวหรือเปล่า เพราะปองก็เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่มาตลอด"

"ทำไมต้องกลัวล่ะ?"

ปองคุณถามเขาเรียบๆ

"ถ้าเราคบกันอย่างมีสติ โดยไม่ละเลยหน้าที่อื่นที่ควรจะทำ มันจะทำให้เรากลายเป็นลูกที่ไม่ดีไปได้อย่างไร?"

คำตอบของปองคุณทำเอาภูดิสอึ้งไป..

"แม่เราบอกมาตั้งแต่เล็ก ว่าไม่ต้องการให้เราเป็นอะไรมากไปกว่าคนดี"

แม้จะรู้ว่าปองคุณเป็นคนที่เข้าใจชีวิตเกินวัย แต่ก็ไม่คาดคิดว่าปองคุณจะเข้าใจอะไรต่อมิอะไรที่อยู่นอกเหนือขอบข่ายชีวิตตัวเองถึงเพียงนี้

"แม้ว่านี่อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เราบอกพ่อกับแม่ได้ง่ายๆ แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ได้กำลังทำในสิ่งที่สวนทางกับคำขอของพ่อแม่ที่อยากให้เราเป็นคนดี ไม่ใช่หรือ?"

ภูดิสขอบตาร้อน น้ำตาพาลจะไหลออกมาอีก..

เขาจนปัญญาที่จะหาคำพูดใดมาเอ่ยเอื้อน ทำได้เพียงแต่เฝ้าถามตัวเองในใจว่าทำไมเขาถึง 'โชคดี' อย่างนี้ ที่ได้มาพบกับคนอย่างปองคุณ?

"ภู.."

ปองคุณพึมพำเมื่อเห็นนัยน์ตาที่แดงก่ำของภูดิส

"อย่าเพิ่งคิดไกล อย่าเพิ่งเป็นทุกข์กับเรื่องที่ยังมาไม่ถึงเลย ไม่อย่างนั้นจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ในตอนนี้เสียเปล่าๆ เราตัดสินใจตอบตกลงที่จะคบกับภูแบบเกินเพื่อน ก็เพราะเราเชื่อว่ามันจะทำให้เรามีความสุข เพราะฉะนั้นเราก็อยากให้ภูมีความสุขและเชื่อมั่นในการตัดสินใจนี้เหมือนกัน"

เอื้อมมือมาแตะใบหน้าของภูดิสเบาๆ..

"เอาแต่ร้องไห้แบบนี้ แล้วเมื่อไรเราจะได้เห็นภูยิ้มสักทีล่ะ พูดมาจนขนาดนี้แล้ว ยังไม่ทำให้หายจากไข้ใจอีกหรือ?"

ภูดิสเงยหน้ามองอีกฝ่าย แล้วยิ้มทั้งน้ำตา..

"ทุเลาลงมากแล้ว.."

กอดปองคุณแน่นขึ้นอีก จนหัวไหล่ของคนที่นั่งตักอยู่เบียดกับอกเขา

"แต่ถ้าจะให้หายขาด ต้องให้กอดอย่างนี้นานๆ"

"ก็ทำอยู่นี่นา.."

"ปอง.."

"หืม.."

"วันนั้นที่จู่ๆเราเข้าไปกอดน่ะ ปองตกใจไหม?"

"ก็นิดหน่อย.."

"แล้วโกรธหรือเปล่า?"

"ไม่โกรธหรอก"

"แม้แต่ตอนที่เราจูบด้วยหรือ?"

คราวนี้ปองคุณเงียบ..

"ปอง.."

ภูดิสซบหน้าไปกับหัวไหล่ของปองคุณ

"ถ้าเราเป็นมากกว่าเพื่อนกันแล้ว เราอยากจะกอดปอง จูบปอง มันคงไม่แปลกใช่ไหม?"

"ไม่รู้สิ"

ปองคุณตอบ และฟังจากน้ำเสียงภูดิสก็รู้ว่าเจ้าตัวคงรู้สึกอาย..

ภูดิสโน้มหน้าเข้าไปใกล้ แล้วเบียดแก้มตัวเองเข้ากับแก้มของอีกฝ่าย..

".........."

มือหนึ่งค่อยๆเอื้อมไปจับใบหน้าของปองคุณให้หันมา..

".........."

ทั้งห้องเงียบกริบ.. ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคน










ภูดิสจูบลงบนริมฝีปากของปองคุณอย่างแผ่วเบา..










"อย่าลืมขอบคุณแม่ปองให้เราด้วยนะ สำหรับขนมที่แบ่งมาให้"

ภูดิสย้ำ ขณะมองดูปองคุณที่กำลังนั่งลงใส่รองเท้าเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน

"ไม่ลืมหรอก"

ปองคุณบอก

"แล้วก็ขอบคุณแม่มากๆด้วยที่มีลูกชายอย่างปองมาให้เรา"

"พูดอะไรของภู.."

ปองคุณหัวเราะ

"แม่ไม่ได้ยกเราให้ภูเสียหน่อย"

"ถ้าอย่างนั้นสักวันคงต้องไปขอ"

"ให้มันจริงเถอะ"

คนฟังพูดยิ้มๆ

"ชวนเข้าบ้านก็ไม่ค่อยจะยอม ชวนไปเที่ยวไหนก็ปฏิเสธตลอด แบบนี้น่ะหรือ จะกล้าไปพูดกับแม่?"

"จากนี้คงต้องไปบ้านปองบ่อยขึ้นแล้วล่ะ"

ภูดิสลุกขึ้นยืนตามอีกฝ่าย ที่สวมรองเท้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว

"จะได้อยู่กับปองนานๆ โดยไม่ต้องให้ปองออกจากบ้านบ่อยๆ"

"ตามสบายเลย.."

ปองคุณพูดอย่างเต็มอกเต็มใจ

"บอกแล้วว่ายินดีต้อนรับเสมอ พ่อแม่เราก็ออกจะเอ็นดูภู"

เพราะยังไม่รู้ว่าเพื่อนสนิทของลูกชายคนโตคิดจะเปลี่ยนสถานะเป็นลูกเขยน่ะสิ.. ถึงยังเอ็นดูอยู่ได้

ภูดิสคิดในใจอย่างติดตลก แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป

"ถ้าไปบ้านปอง แล้วเราจะขึ้นไปที่ห้องปองได้ไหม?"

"ได้สิ แต่ไม่เห็นจะมีอะไรน่าดูเลย"

ปองคุณตอบโดยไม่คิดอะไร..

"ก็ไม่ได้คิดจะไปดูอะไร"

ภูดิสยิ้ม เดินมาประชิดตัวปองคุณ

"แต่คิดจะใช้เป็นที่กำบัง เวลาเกิดอยากกอดปองขึ้นมากระทันหันต่างหาก"

".........."

ปองคุณไม่ตอบ คงเพราะรู้สึกอายนั่นเอง..

"ไปกันเถอะ"

เห็นดังนั้น.. ภูดิสก็บอกปองคุณเบาๆ พร้อมเดินไปเปิดประตูห้องให้ เพื่อลงไปส่งถึงชั้นล่างเหมือนเช่นเคย





ระหว่างที่อยู่ในลิฟต์ตามลำพังนั้น..

ภูดิสดึงปองคุณมาจูบที่หน้าผากอีกครั้ง

"สวัสดีปีใหม่"

เขากระซิบ..

"ให้ปีนี้เป็นปีของเรานะปอง"





เมื่อกลับขึ้นมาที่ห้อง ภูดิสก็นั่งนิ่งๆอยู่ในความเงียบอีกพักใหญ่ ราวกับต้องการซึมซับเหตุการณ์และทุกความรู้สึกที่เพิ่งเกิดขึ้นในชั่วโมงก่อน

เขารู้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ทั้งปองคุณและเขาจะต้องเรียนรู้อะไรด้วยกันอีกมากมาย ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าทุกอย่างจะราบรื่น สวยงาม เป็นสุข หรือคงอยู่ชั่วนิรันดร์

แต่ภูดิสก็อดไม่ได้ที่จะอิ่มเอิบใจ..

ใครอาจจะคิดว่าเขาตื้นเขินหรือไร้เดียงสา แต่ด้วยวัยของปองคุณและภูดิส หากไม่เปิดใจเรียนรู้ความรัก ไม่โอบกอดมันไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้ แล้วจะเรียกได้หรือว่าเป็นวัยเยาว์?

แม้ทั้งเขาและปองคุณจะเป็นผู้ชาย แม้ความรู้สึกนี้จะต้องเก็บงำไว้ ไม่สามารถบอกให้ใครต่อใครรับรู้ได้ แต่มันก็คือความรักที่มีค่าและสมควรได้รับการทะนุถนอมไม่น้อยไปกว่าความรักของใครอื่น

'อย่าเพิ่งคิดไกล อย่าเพิ่งเป็นทุกข์กับเรื่องที่ยังมาไม่ถึงเลย ไม่อย่างนั้นจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ในตอนนี้เสียเปล่าๆ เราตัดสินใจตอบตกลงที่จะคบกับภูแบบเกินเพื่อน ก็เพราะเราเชื่อว่ามันจะทำให้เรามีความสุข เพราะฉะนั้นเราก็อยากให้ภูมีความสุขและเชื่อมั่นในการตัดสินใจนี้เหมือนกัน'

คำพูดของปองคุณทำให้เขาคิดอะไรได้มากมาย..

ดังนั้นไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ภูดิสก็จะไม่กลัว และจะไม่เสียใจที่ได้ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงรูปแบบความสัมพันธ์ของพวกเขาในวันนี้..

เพราะบนโลกใบนี้ จะมีคนกี่คนกันที่ทำให้เรานึกรักได้

".........."

และในกลุ่มคนจำนวนนั้น จะมีกี่คนกันที่รักเราตอบ?

ทั้งปองคุณและภูดิสต่างก็โชคดีเหลือเกิน.. ที่ได้มาพบกัน

อกของภูดิสอุ่นซ่านขึ้นมาเมื่อนึกถึงจูบอ่อนโยนที่ได้มอบให้ปองคุณ และคำพูดที่เขาได้ยินขณะอยู่ในลิฟต์ตามลำพังสองคน..





"ให้ปีนี้เป็นปีของเรานะปอง"

เขากระซิบ ขณะเคลียริมฝีปากอยู่กับหน้าผากของปองคุณ..

"ถ้าภูขอล่ะก็.."

ปองคุณตอบเขาอย่างน่ารัก.. แม้ว่าจะดูเขินไม่ใช่น้อย

"เราให้ได้ทุกปี ไม่ใช่แค่ปีนี้ปีเดียว"





::: The End :::::::





- - - - - - -

ทรมาณ

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

- - - - - - -





หมายเหตุชื่อตัวละคร
ลวิตร อ่านว่า 'ละ-วิด'
กรินทร์ อ่านว่า 'กะ-ริน'











คนโบราณเคยสอนไว้ว่า ของแตก ของหัก ของบิ่น ของที่มีรอยร้าวนั้น ไม่ควรที่จะเก็บไว้ในบ้าน หากทิ้งขว้างไปได้ก็ควรทำเสีย

แต่ถ้าสิ่งที่หัก แตก บิ่น และร้าวนั่นไม่ใช่ข้าวของ แต่เป็นสายสัมพันธ์ที่สร้างกับคนอีกคนหนึ่ง หรือหัวใจของตัวเองเล่า.. จะทำอย่างไร?

สายสัมพันธ์และหัวใจคน จะว่าเหนียวแน่นทนทานก็ใช่ จะว่าบอบบางก็ใช่อีกเหมือนกัน มีโอกาสจะแตกสลายผุพังอย่างไม่เหลือซาก พอๆกับที่มีโอกาสจะถูกกอบกู้ขึ้นมาใหม่ แล้วค่อยรักษาให้ดีได้ด้วยการเวลา ความรัก ความเข้าใจ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างต้องอาศัยโอกาส การเริ่มต้นใหม่ ศรัทธา ความอดทน และความพยายามจากทั้งสองฝ่าย

แต่ในบางครั้งถ้าความเจ็บปวดในอดีตนั้นมากมายเกินจำนวนความทรงจำที่ดี ก็ยากที่จะทำใจให้เกิด 'ศรัทธา' ได้ และเมื่อศรัทธานั้นอ่อนแรง ความรักจึงยากที่จะเกิดขึ้นใหม่ ทว่าอดีตก็มีอานุภาพแรงกล้ามากพอที่จะฉุดรั้งคนสองคนให้เกิดความหวังว่าอาจกลับมาหากันได้อีกครั้ง

ทั้งอดีตและความคาดหวังเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ อย่างแรกคือสิ่งที่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ส่วนอย่างหลังคือสิ่งที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ และแม้จะไร้น้ำหนักเสียอย่างนั้น แต่มนุษย์ก็ยังให้คุณค่า ให้ความสำคัญกับมันเหลือเกิน.. ด้วยหวังว่ามันจะย้อนกลับมา หรือ 'เป็นจริง' ได้สักวัน





ทำไมการที่คนเรามาพบกันครึ่งทาง จึงได้เป็นเรื่องที่ยากนัก?

ลวิตรถามตัวเอง เมื่อทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต..

ถูกล่ะ ลวิตรเป็นฝ่ายเดินออกมาจากชีวิตของกรินทร์ คนที่ครั้งหนึ่งลวิตรเคยให้ใจ ให้ความศรัทธา ให้ความรู้สึกดีๆไปอย่าล้นเหลือ แม้ไม่ใช่ฉันท์คนรัก แต่มันก็มีความหมายมากมายเหมือนกันไม่ใช่หรือ ผิดอะไรที่ลวิตรอยากให้กรินทร์เป็นเหมือนเพื่อนสนิท เป็นเหมือนพี่น้องสักคนที่ลวิตรไม่เคยมี

ลวิตรไม่ได้รักกรินทร์อย่างคนรัก ไม่เคยสักวินาทีที่เขาจะรู้สึกอย่างนั้น ลวิตรอยากให้กรินทร์ได้ดีและมีความสุขโดยไม่มีเงื่อนไข แต่นั่นก็กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายในสายตากรินทร์ จนทุกวันนี้ลวิตรเองก็ยังไม่ทราบว่ากรินทร์ต้องการอะไรจากเขา ตลอดช่วงเวลาดีๆที่มีร่วมกัน กรินทร์มักตัดพ้อต่อว่าลวิตรอยู่เสมอ อ้างว่าลวิตรไม่เคยให้ความสำคัญ ไม่เคยให้ความรักมากพอ ไม่เคยเห็นค่าหรือชื่นชมสิ่งที่กรินทร์พยายามทำเพื่อลวิตร

กรินทร์อยากให้ลวิตรเล่นบทคนรักใจอำมหิตเหมือนอย่างในภาพยนตร์หรือละครสักเรื่อง เพื่อที่กรินทร์จะได้รู้สึกตื่นเต้นหวือหวากับความไม่แน่นอน เพื่อที่กรินทร์จะได้รู้สึกว่ามีคนคนหนึ่งที่กรินทร์คอยมารักและทุ่มเทให้ มีคนคนหนึ่งที่เอื้อให้กรินทร์เป็นทุกข์และโอดครวญอย่างมีเหตุมีผลได้

กรินทร์หมกมุ่นอยู่แต่ความคิดที่ว่าหากไม่ได้เป็นคนสำคัญที่สุด ไม่ได้เป็นที่หนึ่ง ก็แสดงว่ากรินทร์ย่อมไม่มีความหมายใดๆต่อลวิตรเลย..

ลวิตรกลับมองว่าทำไมคนเราต้องนิยามความรักเสียคับแคบอย่างนั้น ทำไมคนเราจะมีคนสำคัญมากกว่าหนึ่งคน ชนิดที่ต่างวาระ ต่างโอกาส และต่างบทบาทไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่เราคบหากันฉันท์เพื่อนและพี่น้อง

ทำไมจะต้องขู่เข็ญบังคับใจคน ให้เชิดชูตัวกรินทร์ให้เป็นที่หนึ่ง เพียงเพราะว่ากรินทร์ 'ต้องการ' ด้วยเล่า?

กรินทร์คงจะลืมไปสิว่า สรรพสิ่งในโลกนี้มีอะไรมากมายที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ และหนึ่งในนั้นก็รวมถึงหัวใจของมนุษย์ด้วยกันเองที่มีเลือดเนื้ออยู่ด้วย





หากเป็นใครอื่นต้องมาตกที่นั่งของลวิตร หลายคนอาจจะถอดใจด้วยความเอือมระอาไปนานแล้ว ด้วยว่ากรินทร์นั้นแม้จะฉลาด มีสติปัญญา แต่ก็ 'พูดไม่รู้เรื่อง' และ 'ดื้อด้าน' ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

แม้แต่เด็กประถมก็ยังเข้าใจความสัมพันธ์ของมนุษย์ไม่ใช่หรือ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและบุตรเป็นอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนเป็นอย่างไร และความสัมพันธ์ระหว่างคนรักเป็นอย่างไร

เมื่อลวิตรและกรินทร์เริ่มรู้จักคบหากันในฐานะเพื่อนกึ่งพี่น้อง นั่นก็เป็นที่ชัดเจนตั้งแต่แรก ทว่าเหตุใดกรินทร์จึงเอาอารมณ์หึงหวง นิสัยบังคับควบคุม ตลอดจนเงื่อนไขยิบย่อยที่ไม่ควรใช้กับคนที่เป็นเพื่อนหรือให้ความสนิทอย่างพี่น้อง มาใช้กับลวิตรอยู่อย่างนั้น..

เหตุใดกรินทร์จึงทำตัวเอาแต่ใจเหมือนเด็กไม่รู้ความ แล้วคาดหวังให้ลวิตรทน คาดหวังให้ลวิตรให้อภัยทุกเมื่อ ราวกับว่าลวิตรเป็นพ่อหรือแม่ของกรินทร์เสียเอง

เหตุใดกรินทร์จึงทำคาดหวังให้คนรอบข้างต้องสะดุ้งสะเทือนกับทุกอารมณ์ของกรินทร์ ราวกับว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลอยู่ตลอดเวลา

ด้วยลวิตรนั้นเข้าใจความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ดี บ่อยครั้งที่กรินทร์ทำเช่นนี้กับลวิตร ลวิตรจึงเลือกที่จะอธิบายและพูดจาด้วยเหตุผล เลือกที่จะไม่วิ่งเต้นไปกับอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ซ้ำยังหาความแน่นอนไม่ได้นั้นของกรินทร์

แต่นั่นก็มีแต่จะทำให้กรินทร์เต้นเร่าๆ หาเหตุมาสร้างเรื่องให้ลวิตรเป็น 'ฝ่ายผิด' และ 'ฝ่ายทำร้าย' กรินทร์มากขึ้น..

จากความพยายามที่จะเข้าใจจึงกลายเป็นเหนื่อยล้า จากที่ยินดีจะอดทนจึงกลายเป็นต้อง 'ทน' เพียงอย่างเดียว เมื่อทั้งเหนื่อยล้า ทั้งต้องทน ความเบื่อหน่าย รำคาญ เอือมระอา อยากจะหนีไปให้ไกล จึงตามมาอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะลวิตรเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชน ไม่ใช่พระตถาคตที่จะนิ่งและเยือกเย็นอยู่ได้ร่ำไปโดยไม่มีข้อแม้

บางครั้งเมื่อลวิตรห่างไป กรินทร์ก็พยายามทุกวิถีทางให้ลวิตรกลับมา แต่น่าแปลกที่การขอโทษของกรินทร์นั้นช่างเต็มไปด้วยคำ 'แก้ตัว' แต่ไม่เคยแสดงถึงเจตนาที่จะ 'แก้ไข'

กรินทร์จะต้องยกเหตุการณ์ที่ลวิตรได้ทำไว้ในอดีตมาเกริ่นว่ากรินทร์เคยเจ็บ เคยเสียใจ เพราะลวิตรแค่ไหน ก่อนจะเริ่มพูดส่วนที่เป็นความผิดของตัวเองเสมอ และเมื่อพูดถึงส่วนที่เป็นความผิดของตัวเอง กรินทร์ก็จะย้ำเพียงแต่ว่าตนย้อนกลับไปทำอะไรไม่ได้แล้ว

วิธีการสื่อสารแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่กรินทร์ต้องการจะบอกลวิตรว่า เรื่องที่ลวิตรทำให้กรินทร์เสียใจ กรินทร์จะไม่มีวันลืม แต่เรื่องใดที่กรินทร์เคยทำผิดพลาดไปนั้น เป็นเรื่องที่ไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะมันผ่านมาแล้ว

กรินทร์พูดราวกับว่าตัวเองมีอภิสิทธิ์เหนือลวิตร เหนือใครต่อใคร ทั้งที่วาจาและการกระทำของตนนั้นแจ้งชัดว่าไม่คิดจะให้อภัยใครง่ายๆ แต่กลับคาดหวังให้คนอื่นลืมเรื่องที่ตัวเองทำไม่ดีไปเสีย

เพราะเรื่องดีๆ ช่วงเวลาดีๆที่มีต่อกันนั้นก็มากพอสมควร ลวิตรจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะอดทน หวังว่าสักวันกรินทร์คงคิดได้และเข้าใจมุมมองเขามากขึ้น ทั้งๆที่ลวิตรเองก็ทรมานกับความรู้สึกหนักๆที่กรินทร์ยัดเยียดให้ลวิตร อย่างไรก็ดี นั่นมีแต่จะทำให้กรินทร์หลงระเริง เหลิงไปด้วยความได้ใจ คิดว่าจะทำอย่างไรก็ได้ สุดท้ายลวิตรก็จะให้อภัย

และเมื่อวันหนึ่งที่ลวิตรให้อภัย แต่ไม่เลือกจะกลับไปสนิทสนมกับกรินทร์เหมือนเดิม กรินทร์จึงถึงกับประกาศต่อคนทั้งโลกว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมานที่สุดในชีวิตของกรินทร์..

กรินทร์คงไม่เคยรู้ ว่าช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมานที่สุดของลวิตรนั้นได้ผ่านไปก่อนหน้านั้นแล้ว และนั่นก็คือช่วงเวลาที่ต้องอยู่กับกรินทร์อย่างอึดอัดและทรมานใจ เพราะไม่ว่าลวิตรจะทำสิ่งใด กรินทร์ก็กล่าวโทษและมองว่ามันเป็นเรื่องไม่ดีไปได้เสียทั้งนั้น แม้ว่าลวิตรจะตรองทุกการกระทำและคำพูดเสมอ ไม่เคยที่จะสักแต่พูดหรือทำอะไรบ้าระห่ำคลุ้มคลั่งตามอารมณ์อย่างกรินทร์สักครั้ง แต่นั่นก็ไม่เคยเพียงพอ ไม่เคยดีพอสำหรับกรินทร์

หากทางเดียวที่กรินทร์จะมีความสุขได้คือการที่ลวิตรต้องไปอยู่ข้างๆ ลวิตรก็เห็นทีจะต้องยอมเป็นคนใจร้าย ไม่หยิบยื่นความสุขให้กรินทร์ดังที่กรินทร์ต้องการ เพราะความทุกข์สาหัสของลวิตร ก็คือการต้องอยู่ข้างคนที่ไม่เคยเห็นค่าในสิ่งดีๆ คนที่เอาแต่กล่าวโทษผู้อื่น ตำหนิผู้อื่น ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง และไม่นึกถึงใจคนอื่นอย่างกรินทร์

ลวิตรอาจจะรักกรินทร์ แต่ไม่ได้รักมาพอถึงขนาดจะยอมตกอยู่ในความทรมานเพียงเพื่อให้กรินทร์มีความสุข

และในชีวิตนี้ลวิตรไม่เคยต้องใช้คำว่า "ทรมาน" เพราะใครมาก่อนเลย





หากกรินทร์เป็นคนรักของลวิตรแล้วเลิกรากันไป ลวิตรอาจจะไม่เสียใจมากขนาดนี้ ด้วยธรรมชาติของความสัมพันธ์เชิงชู้สาวนั้น ใครจะเลิกรักใครก่อน หรือใครจะบังเอิญไปพบคนใหม่ที่ถูกใจกว่า ล้วนเป็นเรื่องที่คาดเดาล่วงหน้าไม่ได้ทั้งสิ้น

แต่กรินทร์คือคนที่ครั้งหนึ่งลวิตรให้ความไว้ใจ ให้ความเชื่อมั่น ให้ความศรัทธา ว่าจะเป็นคนหนึ่งที่อยู่เคียงข้างคอยแบ่งปันทุกข์สุขกับลวิตร เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ลวิตรรักและถนอมไปตลอดยิ่งกว่ามนุษย์อีกหลายพันล้านคนบนโลกใบนี้ ลวิตรให้ความเข้าใจ ให้ความห่วงหา ให้อิสรภาพ ให้ทุกอย่างราวกับว่ากรินทร์เป็นพี่น้องที่ร่วมสายเลือดเดียวกัน แล้วไหนจะอดทน ให้อภัยอย่างมากมายชนิดที่ไม่เคยให้ใครมาก่อน ด้วยเห็นว่ากรินทร์เป็นคนที่ลวิตรรักเหมือนคนในครอบครัว ไม่ใช่แค่ "คนรัก" ที่จะเลิกกันเสียเมื่อไรก็ได้

ทว่ากรินทร์กลับไม่เคยเคารพสิ่งที่เขาให้ไป ไม่เคยเห็นความหมายของตำแหน่งที่ลวิตรมอบให้ กรินทร์เพียงอยากจะเอาชนะ อยากจะเป็นที่หนึ่ง อยากจะให้ได้ดังใจเท่านั้น แล้วอ้างว่าเพราะกรินทร์รักลวิตรมากเหลือเกิน กรินทร์จึงอยากให้ลวิตรรักเขามากพอกัน

เพราะกรินทร์เอาแต่เชื่อว่าสิ่งที่ลวิตรทำให้กรินทร์นั้นไม่ใช่ความรัก และสิ่งที่กรินทร์ทำให้ลวิตรนั่นคือความรัก ลวิตรจึงไม่สามารถที่จะรักกรินทร์ในแบบที่กรินทร์ต้องการได้ พอๆกับที่ไม่ปรารถนาให้กรินทร์มารักลวิตรด้วยวิธีเช่นนั้น

ลวิตรพยายามที่จะเข้าใจและอดทนกับกรินทร์มาตลอด ทว่ากรินทร์กลับไม่เคยคิดที่จะพยายามอดทนหรือเข้าใจลวิตรสักครั้ง

เมื่อทำอย่างไรก็ไม่สามารถเป็นความรักในสายตากรินทร์ไปได้ ลวิตรจะโง่งมยืนอยู่ตรงนั้นก็ใช่ที่ บางทีเส้นแบ่งระหว่าง 'ความอดทน' กับ'ความโง่' นั้นก็บางนิดเดียว ที่ผ่านมาลวิตรอาจเดินเลยเขตความอดทนมาอยู่ในเขตความโง่เสียนานแล้วก็ได้ ไม่อย่างนั้นคงจะไม่ทุกข์และเจ็บซ้ำซากอยู่อย่างนี้

หากกรินทร์เป็นคนรักของลวิตร ลวิตรจะไม่แปลกใจเลยที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะปรวนแปรอยู่ตลอด แต่นี่ลวิตรให้เกียรติกรินทร์อยู่ในฐานะถึงเพื่อนสนิท ในฐานะพี่น้องที่ควรจะมีแต่ความอบอุ่น ความเอื้ออาทรต่อกัน แล้วเหตุใดกรินทร์จึงไม่เห็นความหมาย มีแต่จะวุ่นวายบิดเบือนให้มันเลื่อนใหลเป็นอื่น.. ที่ลวิตรไม่ได้ต้องการสักนิด

ทำไมต้องมองลวิตรเหมือนเป็นคนที่กรินทร์มารักอยู่ข้างเดียว ทั้งๆที่ลวิตรก็ให้ความรักอย่างบริสุทธิ์ใจกรินทร์ไปมากมาย

ทำไมต้องมองลวิตรเหมือนผู้ชายที่ชอบมาหลอกให้ความหวังกรินทร์ ทำให้กรินทร์เจ็บปวด อยู่ในอารมณ์อกหักตลอดเวลา ทั้งๆที่ลวิตรก็พยายามเป็นกำลังใจให้กรินทร์ในทุกเรื่อง และนึกถึงความรู้สึกกรินทร์อยู่เสมอ

บ่อยครั้งที่ลวิตรคิดวนไปวนมาจนกลัวตัวเองจะเป็นบ้า เพราะไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าทำไมการที่เขาปฏิบัติต่อกรินทร์อย่างเพื่อน อย่างพี่น้อง จะทำให้กรินทร์มองลวิตรราวกับลวิตรเป็นคนรักที่มาเหยียบย่ำกรินทร์อยู่ได้ อะไรทำให้ทุกอย่างวิปริตไปถึงเพียงนั้น หรือกรินทร์ก็แค่อยากจะมีคนรักสักคน แต่ตราบเท่าที่ยังไม่มี จึงจับลวิตรที่อยู่ใกล้ตัวมาสวมบทบาทดังกล่าว เพื่อตัวเองจะได้มีใครสักคนไว้เพ้อหา ไว้คร่ำครวญ ไว้โหยไห้ สนองอารมณ์จิตใต้สำนึกตน?

บ่อยครั้งที่กรินทร์พูดปด ปิดบังความจริง หรือถ่ายทอดสถานการณ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองให้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องชู้สาว ทั้งๆที่ความไม่เข้าใจ ความหมางเมินที่เกิดขึ้น ก็มาจากการกระทำของกรินทร์ต่อลวิตรที่ล้ำเส้น ไม่รู้จักขอบเขต ไม่รู้จักเคารพพื้นที่ส่วนตัวของลวิตรทั้งสิ้น หาใช่การทะเลาะฉันท์คนรักไม่

เมื่อลวิตรถอดใจ ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วย กรินทร์ก็จะฟูมฟายคร่ำครวญประหนึ่งว่าถูกคนรักทิ้งเพราะเปลี่ยนใจไปมีใครใหม่

เมื่อลวิตรเห็นแก่เรื่องดีๆในอดีต นึกอยากจะรักษาบางส่วนของความสัมพันธ์ไว้ ในฐานะเพื่อนที่เคยสนิทกัน กรินทร์ก็จะทำเหมือนทุกข์ใจ ลังเลนักหนา เพราะมองว่าลวิตรจะเข้ามาให้ความหวัง แล้วทำให้กรินทร์ต้องเจ็บช้ำอีก

ไม่เคยมีอะไรที่กรินทร์มองในแง่ดี ทุกอย่างจะต้องสุดโต่งเหมือนใน 'ละคร' เท่านั้น..

หากกรินทร์ไม่ใช่คนสำคัญที่สุดสำหรับลวิตร นั่นก็แปลว่าลวิตรต้องไม่รักกรินทร์

หากลวิตรห่างไปจากกรินทร์ นั่นก็แปลว่าลวิตรต้องเกลียดชังกรินทร์

และหากลวิตรยังมีไมตรีให้ นั่นก็แปลว่าลวิตรแค่หลอกลวงกรินทร์ ให้ความหวังลมๆแล้งกับกรินทร์อีกครั้ง

นี่คือสิ่งที่กรินทร์คิดได้ กรินทร์ผู้มีสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดในทุกเรื่อง กลับมองลวิตรเป็นแค่ตัวละครตัวแบนตัวหนึ่ง ที่มีความคิดและความประพฤติอย่างตื้นเขินได้แค่มิติเดียว

ทำอย่างไรกรินทร์จึงจะเข้าใจได้เสียที ว่าการที่ลวิตรอยากรักษาบางส่วนของความสัมพันธ์ไว้ ก็เพราะลวิตรยังศรัทธาในส่วนที่ดีของกรินทร์ และยังมีความหวังว่ากรินทร์จะเข้าใจลวิตรเองสักวัน

และทำอย่างไรกรินทร์จึงจะเข้าใจได้เสียที ว่าการที่ลวิตรอยากจะรักษาบางส่วนของความสัมพันธ์ไว้นั้น ก็ไม่ได้แปลว่าลวิตรจะอยากใกล้ชิดสนิทสนมกับกรินทร์เหมือนเดิม เพราะเรื่องในอดีตนั้นก็ให้บทเรียนกับลวิตรมากพอแล้ว ซึ่งตราบเท่าที่ต่างฝ่ายต่างไม่คิดจะเปลี่ยนไปจากนี้ ก็ไม่มีเหตุผลใดเลยจริงๆที่ควรจะมาอยู่ใกล้กันให้ทุกข์ใจ

หากยังพอจะรัก จะห่วงหา จะมีความรู้สึกดีต่อกันได้ ด้วยระยะที่ห่างกันสักหน่อย ทำไมจึงไม่เลือกทำ ในเมื่อทั้งกรินทร์และลวิตรก็เคยมีความทรงจำดีๆร่วมกันมากมาย เพราะความสัมพันธ์ไม่ใช่เพียงข้าวของที่บิ่นแตก แม้หลายสิ่งหลายอย่างจะไม่เหมือนเดิม แต่ก็ไม่อาจทิ้งขว้างไปได้ง่ายๆเช่นกัน

แต่เพราะกรินทร์ก็คือกรินทร์ และลวิตรก็คือลวิตร เมื่อคนอย่างพวกเขามาอยู่ด้วยกัน คำว่าประนีประนอมหรือพบกันครึ่งทางจึงไม่เคยเกิดขึ้นได้

เมื่อความสัมพันธ์นี้ไม่ว่าจะกอบกู้อย่างไร ก็กลับไปสู่ความหายนะและความทรมานเดิมๆทุกครั้ง ก็คงถึงเวลาแล้วที่ลวิตรต้องปฏิบัติต่อความสัมพันธ์นี้เหมือนข้าวของที่บิ่นแตก นั่นคือทิ้งมันไปเสีย ลืมมันไปเสีย เพราะไม่มีประโยชน์อะไรจะทุ่มเทศรัทธา.. หรือคาดหวังให้มันดีขึ้นมาได้ในอนาคต





เมื่อลวิตรพูดจาดีๆ แสดงความห่วงหา ทั้งๆที่ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทกันเหมือนก่อน กรินทร์ก็ปัดความปรารถนาดีนั้นทิ้งไป ด้วยอ้างว่าลวิตรทำตามมารยาท แสดงความสุภาพเพื่อถนอมน้ำใจ ลวิตรก็แค่ "หลอก" ให้กรินทร์มีความหวัง..

แล้วจะให้ทำอย่างไรจึงจะถูกใจกรินทร์ จะต้องลวิตรให้ด่าทออย่างหยาบคาย สาวไส้มาประจาน ฟื้นฝอยหาตะเข็บ อาฆาตมาดร้ายไม่จบสิ้นหรือ จึงจะแสดงถึงความจริงใจได้ ในเมื่อคนอย่างกรินทร์ไม่เคยรับความจริงที่ตัวเองไม่อยากฟังได้อย่างกล้าหาญสักครั้ง หากไม่ตีโพยตีพายร่ำร้องเหมือนตนเป็นคนถูกทำร้ายไปเสียก่อน ก็พยายามปัดทิ้งไปโดยเร็วราวกับว่าสิ่งที่ตนทำไว้นั้นไม่เคยเกิดขึ้น แล้วจะมาเรียกร้องหาความจริงหรือความจริงใจไปเพื่ออะไร

กรินทร์อาจจะคิดว่าตัวเองเจ็บปวดปางตาย แต่ก็ยังคิดถึงเรื่องในอดีต พูดถึงเรื่องในอดีต อยากให้อดีตย้อนกลับ ในขณะที่ลวิตรนั้นเจ็บเสียจนอยากจะฝังทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้จมลึกในปฐพี อยากจะลืมอดีตให้สิ้น เพราะนึกถึงทีไรแล้วทั้งโกรธ ทั้งเจ็บ ทั้งรู้สึกเหมือนใครมาถ่มน้ำลายใส่หรือเอาฝ่าเท้ามาลูบศีรษะ ที่คนคนหนึ่งทำให้เขาเจ็บปวดสารพัดแต่ยังมีหน้ามาอ้างว่าทำไปเพราะรัก

เพียงแค่คิด.. ในบางครั้งตัวก็ยังสั่นขึ้นมาด้วยโทสะ แม้กระทั่งคนรักที่เลิกรากันอย่างเจ็บช้ำ ก็ยังไม่เคยทำให้ลวิตรโกรธและทรมานได้ถึงเพียงนี้ และเมื่อลวิตรยังเลือกที่จะนิ่ง เลือกที่จะนึกถึงกรินทร์ด้วยความรู้สึกดีๆอันน้อยนิด เพื่อรักษาอะไรต่ออะไรที่ยังหลงเหลืออยู่ กรินทร์ก็กลับมองเป็นความไม่ชัดเจน โลเล ไร้ซึ่งความจริงใจไปได้

แล้วในอดีตที่กรินทร์ทำสารพัด ทั้งพูดปดเพื่อเอาตัวรอด กลบเกลื่อนความผิด ต่อหน้าเป็นอย่างหนึ่ง ลับหลังเป็นอีกอย่าง ทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหล่านี้แสดงถึงความดีและความซื่อสัตย์ของกรินทร์มากนักใช่ไหม?

บางทีทั้งหมดนี้อาจเป็นความผิดของลวิตรเองก็ได้ เพราะกรินทร์ไม่เคยผิด ไม่เคยทำอะไรไม่ดีสักอย่าง..

ลวิตรผิดเอง.. ที่มารักคนผิดคน





เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ลวิตรก็ไม่ควรจะต้องเดือดร้อนทุรนทุรายอีกต่อไป

ความสัมพันธ์ระหว่างลวิตรกับกรินทร์ ในแง่หนึ่งก็เหมือนศพของคนที่ตายไปแล้ว แต่ต่างฝ่ายต่างยังไม่อยากจะปล่อยวาง จึงฝืนเอามาใส่โลงดูมันเน่าฟอนเฟะไปเรื่อยๆ จากสภาพคนหลับธรรมดา.. นานวันก็จะกลายเป็นซากที่น่าสะอิดสะเอียน สร้างความขยะแขยงโดยใช่เหตุ

หรือต่อให้เปรียบได้กับแก้วร้าวใบหนึ่ง ลวิตรก็ควรตัดใจใช้อะไรหนักๆทุบให้มันแตกละเอียดแล้วเอาไปทิ้งเสีย จะได้ไม่ต้องเห็นเป็นสิ่งตำตา เป็นหนามคาใจอยู่ทุกวี่ทุกวัน

แต่ที่ยังยื้อ.. ยื้อแม้ไม่รู้จะยื้อไปเพื่ออะไร ก็เพราะภาพในอดีตและความคาดหวังของแต่ละฝ่ายไม่ใช่หรือ อดีตที่เคยมีเวลาดีๆด้วยกัน และความคาดหวังว่าสักวันมันจะดีเหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม กรินทร์ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เขาทำกับลวิตรในอดีตนั้น ส่งผลให้ส่วนหนึ่งของลวิตรได้ตายไปเสียแล้ว ลวิตรไม่อาจจะรู้สึกเอื้อเอ็นดู อ่อนโยน ใจดี หรืออดทนกับกรินทร์ได้เหมือนก่อน เพราะกรินทร์เป็นผู้สอนลวิตรเองว่าความรู้สึกดังกล่าวมีแต่จะเป็นช่องทางให้กรินทร์ฉวยโอกาสจากลวิตร และวิธีเดียวที่จะทำให้กรินทร์ฟังลวิตร เคารพลวิตรมากพอที่จะไม่เหยียบย่ำลวิตรได้ ก็คือวิธีที่รุนแรงและตรงชนิดขวานผ่าซากเท่านั้น เนื่องจากว่ากรินทร์ไม่เคยตอบสนองต่อวิธีที่สุภาพชนพึงใช้กันสักครั้ง

เพราะฉะนั้นคนฉลาดอย่างกรินทร์ควรจะรู้แต่แรก ว่าจะให้ลวิตรกลับไปอดทนให้กรินทร์สนตะพายเหมือนควายตัวหนึ่งอย่างในอดีตนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ และหากจะโทษใครที่ทำให้ลวิตรกระด้างขึ้นและเปลี่ยนไป กรินทร์ก็ควรต้องโทษตัวเอง ไม่ใช่ใครอื่นเลย





ลวิตรหยิบกล่องของขวัญแสนสวยที่ถูกห่ออย่างปราณีตบรรจง พร้อมจดหมายความยาวหลายหน้ากระดาษที่ลวิตรบรรจงเขียนถึงกรินทร์มาถือไว้ในมือ

หลายครั้งที่ลวิตรเพียรส่งความปรารถนาดีและความรู้สึกดีๆไปให้กรินทร์ แต่ไม่เคยสักครั้งที่มันจะมีค่าในสายตาผู้รับ หรือสื่อความหมายที่ลวิตรเจตนาได้ถูกต้องสักครั้ง หากกรินทร์ไม่มองว่ามันเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความใจอ่อนของลวิตร เป็นสัญญาอ้อนวอนขอคืนดีเพื่อลวิตรจะได้กลับไปโง่เป็นควายให้กรินทร์โขกสับอีกครั้ง กรินทร์ก็จะมองว่ามันเป็นเพียงการล้อเล่นกับความรู้สึกของกรินทร์เท่านั้น เพราะลวิตรไม่ยอมกลับมาเป็น 'เหมือนเดิม'

แล้วทำไมลวิตรจะต้องอยากให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ในเมื่อสิ่งที่เหมือนเดิมนั้นทำให้กรินทร์มีความสุขอยู่ฝ่ายเดียว?

ซ้ำกรินทร์ยังไม่ต้องการพบกันครึ่งทาง กรินทร์อยากแต่จะให้ลวิตรเป็นไอ้งั่งที่เติมเต็มอะไรสักอย่างในใจกรินทร์อย่างไร้สาระที่สุด อยากให้ลวิตรเล่นเป็นคนรักจอมปลอม ทั้งๆที่ลวิตรอยากจะตะโกนบอกว่าลวิตรไม่ได้อยากเป็นอย่างนั้น และไม่มีความสุขเลยที่ต้องอยู่ในบทบาทนั้น

จึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ลวิตรจะต้องจัดการกับความสัมพันธ์นี้เหมือนของที่แตกหักแล้วชิ้นหนึ่ง..

คนโบราณเคยสอนไว้ว่า ของแตก ของหัก ของบิ่น ของที่มีรอยร้าวนั้น ไม่ควรที่จะเก็บไว้ในบ้าน หากทิ้งขว้างไปได้ก็ควรทำเสีย

และแม้ว่านี่จะเป็นความสัมพันธ์.. จะเป็นส่วนหนึ่งของหัวใจลวิตรด้วยก็เถิด ลวิตรยินดีอย่างยิ่งที่จะเฉือนหัวใจส่วนที่ช้ำทิ้งไป เพราะนั่นยังดีกว่ามีหัวใจเต็มดวงแต่ทำให้ต้องนึกถึงความทรงจำอันเลวร้ายอยู่ทุกคืนทุกวัน ลวิตรทุ่มเทให้คนคนหนึ่งเหมือนเพื่อนเหมือนพี่น้อง ซึ่งมากกว่าคนรักไม่รู้กี่เท่าไร แต่ท้ายที่สุดกลับต้องเจ็บเสียยิ่งกว่าถูกคนรักทรยศหักหลังเป็นเท่าตัว

ลวิตรเดินออกมานอกบ้าน วางกล่องของขวัญกล่องนั้นและจดหมายลงบนพื้นดินโล่งๆ..

จะให้ไปอีกเพื่ออะไร ในเมื่อคนรับไม่เคยสำเหนียกในคุณค่าและความหมายในสิ่งดีๆที่ลวิตรให้มาตลอดเป็นเวลาหลายปี

อย่างไรก็ถูกมองว่าเลว หลอกลวง ไร้ความจริงใจเสียแล้ว ลวิตรจะต้องพยายามอีกทำไมให้เสียเวลาและแรงใจ..

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต นึกถึงความเจ็บปวดที่ชั่ววินาทีนั้นพวยพุ่งขึ้นมาราวกับไอในกาน้ำที่กำลังเดือด ลวิตรก็จุดไม้ขีดไฟ แล้วจ่อมันที่ปลายริบบิ้นเบาบางบนกล่องของขวัญโดยไม่ลังเล มองดูเปลวไฟลามเลียไปอย่างรวดเร็ว

ขอให้จบสิ้นกันเพียงเท่านี้..

ความโกรธ ความรู้สึกอึดอัด ความเจ็บปวด ความผูกพัน ความรู้สึกทั้งหลายที่จะยังมีอิทธิพลดึงกรินทร์และลวิตรไว้ด้วยกันได้ ไม่ว่าจะในทางดีหรือทางร้าย ขอให้ถูกเผาผลาญไปกับของขวัญและจดหมายฉบับนี้ด้วยเถิด

อย่าให้เหลือแม้แต่ซาก.. แม้แต่เศษธุลี

อย่าให้เหลือแม้แต่ละอองอากาศ.. แม้แต่ควัน

ไม่เคยจะมีใครทำให้ลวิตรทั้งเจ็บปวดทั้งโกรธได้เท่านี้..

ขอให้กรินทร์เป็นคนเดียว.. และคนสุดท้าย





ลวิตรยืนมองซากของขวัญและจดหมายกลางกองไฟที่มอดสนิทเงียบๆอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะสั่งให้คนงานมาจัดการทำความสะอาดแล้วเอาไปทิ้ง โดยกำชับว่าให้เอาไปทิ้งไกลๆ เพราะลวิตรไม่อยากให้เถ้าถ่านของสิ่งที่ได้เผาเพื่อทำลายไปแล้วกับมือ มีโอกาสถูกลมพัดพากลับมาในบริเวณบ้านที่พักอาศัยอีก

ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เกลียด ไม่ใช่กลัว แต่เป็นขยาดแกมแขยงเสียมากกว่า นั่นคือไม่อยากรับรู้ ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากแตะต้อง ไม่อยากอะไรด้วยทั้งสิ้น

นึกถึงอดีต ที่กรินทร์มักจะเอ่ยปากขอโทษ บอกว่าเสียใจที่ทำให้ลวิตรเจ็บปวด แต่ไม่มีสักครั้งที่กรินทร์จะยอมรับว่าตัวเองได้ทำผิด ซ้ำยังบอกอีกว่าถ้าผิดแล้วทำให้ลวิตรหายเจ็บได้ก็จะผิดหรอก แต่ถึงผิดไปลวิตรก็คงไม่หายเจ็บ จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะผิด

กรินทร์ทำเหมือนเป็นเรื่องใหญ่โตเสียเหลือเกินที่ทำให้ลวิตรเจ็บ เน้นซ้ำซากจนดูเหมือนเป็นความภูมิใจลึกๆที่ทำให้ลวิตรเจ็บได้เสียด้วยซ้ำ

แต่เอาเถิด ลวิตรในตอนนี้ก็ไม่ใช่ลวิตรในตอนนั้นอีกต่อไปแล้ว และเมื่อลวิตรไม่ได้ให้กรินทร์อยู่ในตำแหน่งใกล้หัวใจอีกต่อไป ก็ไม่มีทางที่กรินทร์จะทำร้ายความรู้สึก หรือทำให้ลวิตรเจ็บปวดอีกได้ เพราะในตอนนี้กรินทร์ก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่แม้ลวิตรไม่ได้ชิงชัง แต่ก็ไม่ได้โหยหาหรืออยากจะไขว่คว้าให้มาอยู่ข้างตัว

ที่ลวิตรเจ็บในอดีต ก็เนื่องจากว่าลวิตรยอมที่จะเจ็บเพราะกรินทร์ต่างหาก ไม่ใช่ว่ากรินทร์มีอำนาจทำให้ลวิตรเจ็บแต่ประการใดเลย

และจากนี้ไป ก็ไม่มีทางที่กรินทร์จะทำให้ลวิตรเจ็บได้อีก กรินทร์อาจจะกล่าวร้ายลวิตรหรือมาตีรันฟันแทงลวิตรได้ แต่ด้วยอารมณ์และความรู้สึกแล้ว กรินทร์จะไม่มีวันทำให้ลวิตรเจ็บปวดได้อีก

ลวิตรจะเจ็บได้มาก ก็เพราะคนที่รักมากเท่านั้น

ดังนั้นคนที่ลวิตรไม่รู้สึกอะไรด้วยอีกต่อไป ก็ย่อมไม่สามารถทำให้ลวิตรรู้สึกรู้สาอะไรได้เช่นกัน





ลวิตรกลับเข้ามาในบ้าน แม้จะยังไม่สบายใจนักแต่ก็นับว่ารู้สึกโล่งใจที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ได้ยินเสียงเพลงจากวิทยุที่เปิดทิ้งไว้ เป็นเพลงสากลที่ลวิตรได้ยินอยู่บ่อยๆแต่ไม่สนใจนัก รู้เพียงว่าเป็นเพลงอกหักรักคุดเพลงหนึ่งเท่านั้น ทว่าวันนี้ท่อนร้องรับของเพลงกลับสะกิดใจลวิตรอย่างช่วยไม่ได้ แม้แนวเพลงและทำนองจะไม่ใช่อย่างที่ลวิตรชอบ แต่เนื้อร้องก็ทำให้ลวิตรต้องนิ่งฟัง

Don't think we're okay just because I'm here
You hurt me bad but I won't shed a tear


ถึงเรื่องของลวิตรกับกรินทร์จะไม่ใช่เรื่องของคู่รัก แต่สิ่งที่ลวิตรได้ยินก็ตรงกับความรู้สึกจนเกือบสะเทือนใจ

I'm leaving you for the last time baby
You think you're loving but you don't love me
I've been confused, outta my mind lately
You think you're loving but I want to be free
Baby, you've hurt me
*

เพราะที่กรินทร์บอกว่ารักนั้น แทบไม่มีอะไรสักอย่างที่ทำให้ลวิตรรู้สึกได้ว่ามันคือความรักอย่างแท้จริง มีแต่ความเอาแต่ใจ ความหึงหวงไม่เข้าท่า และความปรารถนาที่จะควบคุมบงการ โดยใช้คำว่ารักมาอ้างทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดี ลวิตรตัดสินใจเดินไปปิดวิทยุทั้งๆที่เพลงยังไม่จบ เพราะลวิตรไม่อยากจะเสียเวลากับเรื่องในอดีต กับเรื่องที่ทำให้ไม่มีความสุขอีกต่อไป ลวิตรจึงไม่ต้องการแม้แต่จะฟังเพลงที่ทำให้นึกถึงความทรงจำเหล่านั้น

ไม่อีกแล้ว..





คนโบราณเคยสอนไว้ว่า ของแตก ของหัก ของบิ่น ของที่มีรอยร้าวนั้น ไม่ควรที่จะเก็บไว้ในบ้าน หากทิ้งขว้างไปได้ก็ควรทำเสีย

และในบางครั้ง นั่นอาจหมายรวมไปถึงความสัมพันธ์บางประเภทของมนุษย์ด้วย.. ก็เป็นได้





::: The End :::::::





*Warwick Avenue by Duffy

ก็เป็นได้แค่คนที่ไม่รักคุณ

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

- - - - - - -

First written 12 November 2008

- - - - - - -





"คนเรานี่ก็แปลก.."

ผมได้ยินชินซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของโซระเปรยขึ้นมา ราวกับว่าผมไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้น

"เวลาสนิทสนมคุ้นเคยกัน รักกัน ก็ทำทุกอย่างให้กันได้ แต่เวลาหมางใจกัน ก็ทำราวกับเกลียดกันนักหนา"

และผมเอง.. ก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน

".........."

ยังนั่งหันหลังให้ ปล่อยให้พวกเขาเดินผ่านไป..

จะคิดอย่างไรก็คิดไปเถอะ ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะต้องลุกขึ้นมาแก้ต่างหรือแก้ตัวว่าลึกๆผมรู้สึกอย่างไร

หากเป็นเมื่อก่อนผมคงจะอดเดือดดาลไม่ได้ รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลยที่โซระเที่ยวบอกใครๆว่าเจ็บปวดเพราะผมนักหนา และพาลโกรธชินที่เอาแต่เข้าข้างโซระโดยไม่คิดถึงหัวอกผมบ้าง..

แต่ในตอนนี้ผมกลับนิ่ง แล้วก็ไม่ได้เจ็บปวดมากมายอย่างที่คิด

ผมมางานเลี้ยงรุ่นก็เพื่อจะพบปะกับผู้คนที่ผมอยากเจอ เพื่อนที่เข้าใจรักใคร่กันดี.. และพอใจในตัวผมอย่างที่ผมเป็น

อย่างน้อยผมก็กล้าหาญพอที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปในแบบของผม กล้ามางานเลี้ยงรุ่นทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องเจอกับโซระและเพื่อนๆของเขา ทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องเป็น 'เป้านิ่ง' ให้คนบางกลุ่มได้วิจารณ์หรือจับตามองอย่างไม่เป็นมิตรอีกครั้ง แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอีกต่อไป เพราะผมเชื่อว่าอะไรที่เรามองให้เป็นเรื่องใหญ่ มันก็จะเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนอะไรที่เรามองให้เป็นเรื่องเล็ก มันก็จะเป็นเรื่องเล็ก

และผมเลือกจะมองความรำคาญใจนี้ให้เป็นเรื่องเล็ก ผิดกับหลายปีที่ก่อนซึ่งผมปฏิเสธไม่มางานเลี้ยงรุ่น เสียโอกาสพบปะเพื่อนเก่าไป.. เพียงเพราะไม่อยากจะเผชิญหน้ากับโซระ





โชคดีที่งานเลี้ยงรุ่นคราวนี้จัดโต๊ะตามสาขาวิชาเอกของพวกเราสมัยเรียน ผมจึงได้นั่งคุยกับเพื่อนที่คุ้นเคยกันอย่างสบายใจ โดยไม่ต้องถูกถามให้รู้สึกอึดอัดว่า..

'แล้วทำไมไม่เรียกโซระมานั่งด้วย?'

ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีใครถามอย่างนั้น เพราะเมื่อก่อนโซระกับผมก็สนิทกันมาก ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ แต่ถ้าเลือกได้ผมก็ไม่อยากจะให้ใครเอ่ยถึง เพราะมันจะต้องตามมาด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนและเรื่องมากมายที่ไม่ต้องการอธิบาย

โซระกับผมต่างกันตรงที่ผมอยากจะเก็บเรื่องที่เกิดขึ้นไว้คนเดียว หากจะพูดก็เพียงเพื่อระบายออกกับคนที่ไว้ใจคุ้นเคยกันเพียงคนหรือสองคนเท่านั้น ก็ในเมื่อมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างโซระกับผม.. ทำไมผมจะต้องเอาไปบอกเล่ากับใครต่อใครให้มากมายด้วย?

บางครั้งการที่โซระพูดอยู่ตลอดเวลาว่าเขาทุกข์เพราะผมแค่ไหน และการที่ผมนิ่งเฉยไม่แสดงความเจ็บปวดออกไป คนก็เข้าใจไปว่าผมเป็นฝ่ายทำร้ายโซระ ผมช่างเป็นคนใจไม้ไส้ระกำ..

เพียงเพราะโซระร้องไห้ เพียงเพราะโซระแสดงออกว่าเสียใจเพราะผมเพียงไหน เท่านี้น่ะหรือที่ทำให้ผมกลายเป็นคนไม่มีหัวใจในสายตาของคนอื่นๆ?

'อย่าไปสนใจคนอย่างนี้เลย โซระ'

ผมเคยได้ยินชินปลอบโซระโดยบังเอิญ พวกเขาไม่รู้ว่าผมนั่งอยู่หลังชั้นหนังสือในห้องสมุดของคณะ..

'คนอย่างอิสึกิไม่ควรค่าน้ำตาของนายหรอก อีกไม่นานนายอาจจะหัวเราะเยาะตัวเองก็ได้ ว่ามาเสียเวลาอะไรกับคนใจจืดตั้งนาน'

แปลกจริงที่ผมยังจำได้ แม้มันจะผ่านมาเกือบห้าปีแล้ว

ถามว่าเจ็บไหมเมื่อตอนที่ได้ยิน.. ก็เจ็บอยู่

แต่หากว่านั่นจะทำให้โซระรู้สึกดีขึ้น ผมก็ไม่เห็นประโยชน์ใดที่จะต้องเดือดร้อนลุกขึ้นมาแก้ตัว

เพียงเพราะว่าผมเลือกที่จะหยุดไม่ให้ตัวเองต้องเจอกับเรื่องเสียใจมากไปกว่าที่เป็นอยู่ คนกลับเลือกมองว่าผมเป็นคนใจจืด..

เพียงเพราะโซระแสดงออกด้วยอารมณ์ลนลาน ว่ารักผม อยากมีผมอยู่ข้างๆ เสียใจ หลังจากที่ผมเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทุกอย่างแตกสลาย..

คนกลับเลือกมองว่าโซระทุ่มเท รักมั่น ให้กับผู้ชายตาบอดคนหนึ่ง.. ที่มองไม่เห็นค่าของโซระ





โซระ.. คุณจะรู้ไหมว่าผมไม่อยากได้ทั้งความเสียอกเสียใจโหยหาชนิดคุ้มคลั่ง หรือความรักที่สุดโต่งแต่เกิดขึ้นเพียงเปลือก แปรเปลี่ยนตามน้ำขึ้นน้ำลง แล้วแต่กระแสอารมณ์ของคุณจะพาไปแบบนั้น

ผมไม่ได้อยากเป็นคนที่คุณรักมากมายเสียจนต้องเทิดทูน ถึงกับประกาศกับคนทั้งโลกว่าเมื่อผมเดินเข้ามาชีวิตที่มืดมนก็กลับมีสีสัน แต่เมื่อผมจากไปโลกคุณก็ถล่มทลาย ทิ้งคุณไว้ให้กลายเป็นเพียงซากมนุษย์ที่ไม่เหลืออะไร

ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะไม่หาเรื่องทะเลาะเพียงเพื่อคุณจะได้ชื่อว่าชีวิตนี้มันช่างเศร้าหมอง.. และมีความทุกข์ไปวันๆ

ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะตระหนักสักวินาทีในตอนนั้นที่เรายังอยู่ด้วยกัน ว่าสิ่งที่เรามีอยู่นั้นก็ดีมากพอ รอเพียงเวลาเติบโตไปเรื่อยๆเท่านั้น โดยคุณไม่จำเป็นต้องออกแรงฉุดกระชากลากถูมันเลยแม้แต่น้อย

ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะมองเห็นความพยายามของผม ความหวังดีของผม ความเหนื่อยล้าของผม เร็วกว่านี้สักนิด

ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะมองผมในแง่ดีบ้าง มิใช่จมปลักแต่กับความคิดว่าหากคุณพลาดไปสักนิด ผมก็จะเกลียดคุณ.. ชิงชังน้ำหน้าคุณ

ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะมองเห็นอะไรตามความเป็นจริง ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะนึกถึงใจผม

ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะเห็นคุณค่าในสิ่งที่ผมทำเพื่อคุณ..

ผมแค่อยากให้คุณรักผมมากพอที่จะปล่อยวางในสิ่งที่ผมทำให้คุณต้องเสียใจ.. แม้ว่าผมไม่เคยเจตนา

คุณบอกว่าคุณรักผมมาก

แต่คุณเคยรักผมมากพอที่จะทำสิ่งเหล่านี้เพื่อผมบ้างไหม?





แม้กระทั่งตอนนี้.. ผมเองก็ยังตอบไม่ได้ว่าความรู้สึกของผมที่มีต่อคุณคืออะไร ทุกอย่างยังคงปนเปื้อนไปด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผล จนแยกแยะไม่ได้ว่าสิ่งใดเป็นเพียงอารมณ์จร สิ่งใดคือความรู้สึกถาวร

ผมรู้เพียงว่าผมเคยรักคุณมาก และผมแน่ใจว่าผมไม่ได้เกลียดคุณ

ทำไมคุณจึงคิดว่าการที่เราไม่ได้สนิทกันหรือรักกันเหมือนก่อนนั้น จะแปลว่าผมต้องเกลียดคุณด้วยเล่า..

รู้ไหม.. โซระ ว่าคุณเองก็โหดร้ายกับผม?

คุณจับผมเหวี่ยงให้เป็นเทวดาวินาทีหนึ่ง เพียงเพื่อจะเป็นปีศาจร้ายในอีกวินาทีหนึ่ง ผมไม่เคยได้เป็นเพียงคนธรรมดาในสายตาของคุณเลย ทุกอย่างบิดเบี้ยวผันแปรไปตามแต่อารมณ์และทัศนคติสุดขั้วของคุณจะพาไปเท่านั้น

หากผมไม่แสนดีเกินไปจนคุณขาดผมไม่ได้ ผมก็เลวเกินไปและทำให้คุณต้องเป็นทุกข์เสมอ

คุณอาจจะบอกว่ารักผมมาก คุณอาจจะคิดว่าคุณทุ่มเทให้ผมทุกอย่าง และดูเหมือนว่าผมไม่เคยเห็นค่าในสิ่งที่คุณทำ..

แต่ความรัก ความทุ่มเท และคุณค่าของสิ่งที่ทำนั้นจะมีประโยชน์อะไรหากมาถึงผิดที่.. ผิดเวลา?

เพียงแค่น้ำตาหยดเดียว และแววตาที่แสดงความเสียใจอย่างแท้จริง อาจสมานแผลทางอารมณ์ได้อย่างง่ายดาย หากหัวใจนั้นยังไม่บอบช้ำจนเกินไป

ในขณะที่ทะเลแห่งน้ำตา และการโหยหวนคร่ำครวญเป็นแรมปี ย่อมไม่อาจเยียวยาหรือฉุดรั้งอะไรได้ หากว่าหัวใจได้แตกสลายเป็นเสี่ยงไปเสียแล้ว





เหนือสิ่งอื่นใด..

คิดให้ดีเถิด โซระ ว่าคุณเป็นเพียงคนเดียวหรือ.. ที่ต้องเจ็บปวด ทนทุกข์ เศร้าหมอง และสูญเสียใครบางคนไป?





ทั้งหมดนั้น เป็นเพียงความคิดของผมที่โลดแล่นอยู่ภายใน ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของงานเลี้ยงรุ่นที่ผู้คนพูดคุยและกินดื่มกันด้วยอารมณ์สนุกสนาน

แม้ความรู้สึกโศกเศร้าเสียใจจะไม่ทรงอานุภาพเหมือนก่อน แต่ก็ยังนึกเสียดายที่เหตุการณ์ระหว่างเราต้องจบลงเช่นนั้น

หลายครั้งที่อยากจะอธิบาย.. หลายครั้งที่อยากจะพูดคุย ปรับความเข้าใจ

แต่มันจะมีประโยชน์อะไร หากโซระยังเลือกจะคิดในแบบของเขา เชื่อในแบบของเขา และมองผมในแบบของเขา?

ผมไม่มีสิทธิ์ไปเปลี่ยนเขา และไม่ว่าเขาจะมีความเห็นอย่างไรผมก็ต้องให้ความเคารพ ไม่ใช่กงการของผมที่จะไปโน้มน้าวให้เป็นอื่น

"อิสึกิ.. ทำไมเงียบไปล่ะแก?"

เพื่อนข้างๆถาม พลางรินสาเกเติมให้อย่างเอาอกเอาใจ..

"รู้แล้วล่ะ อยากจะไปนั่งโต๊ะอื่นใช่ไหมล่ะ?"

คนที่ไม่ทราบว่าอะไรเป็นอะไร ก็ยังคงกระเซ้าเรื่องของโซระกับผมอยู่อย่างนั้น ซึ่งผมก็ได้แต่ยิ้มเฉยๆ

ผมชินเสียแล้วกับการถูกสะกิดแผล ไม่ว่าจะโดยคนรอบข้างที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หรือคนที่จงใจให้ปากแผลผมต้องเปิดออก.. อย่างชินที่เป็นเพื่อนสนิทของโซระ





การมางานเลี้ยงรุ่นครั้งนี้ก็นับว่าไม่เลวนักหรอก..

ดีใจที่เห็นเพื่อนๆหลายคนแต่งงานแต่งการกันไป ซ้ำยังอุ้มลูกมากระจองอแงอยู่ในงานด้วย ก็ให้อารมณ์ครื้นเครงไปอีกแบบ

ผมคิด.. ขณะยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างนอกสถานที่จัดงานเงียบๆตามลำพัง

".........."

แต่ผมก็รู้ตัวว่าผมจงใจนั่งหันหลังให้กับโต๊ะที่โซระนั่งอยู่ และเลี่ยงที่จะไม่มองไปทางนั้น..

'เวลาสนิทสนมคุ้นเคยกัน รักกัน ก็ทำทุกอย่างให้กันได้ แต่เวลาหมางใจกัน ก็ทำราวกับเกลียดกันนักหนา'

อดไม่ได้.. ที่จะนึกถึงคำพูดถากถางของชินที่ได้ยินเมื่อตอนหัวค่ำอีกครั้ง

มันก็จริงที่ว่าผมไม่อาจเดินเข้าไปทักทายพูดคุยกับโซระได้อย่างเป็นปกติ แต่การที่ผมไม่ทักเขา มันต้องแปลว่าผมเกลียดเขาด้วยหรือ?

บางครั้งผมก็เหนื่อยหน่ายกับการตีความอย่างเอาแต่ใจของผู้คน ที่รู้ดีแทนผมไปเสียหมดว่าผมกำลังคิดอะไรหรือรู้สึกอย่างไร

อย่าว่าแต่ชินเลย แม้แต่โซระเองที่ผมเปิดรับให้เข้ามารู้จักผมมากที่สุด พยายามอธิบายความเป็นตัวตนของผมให้เขารับทราบมากที่สุด ก็ยังไม่เคยมองเห็นผมอย่างที่ผมเป็นเลยสักนิด

โซระยังคงเลือกมองผมในแบบที่เขาอยากให้ผมเป็น ในบทบาทที่เขาต้องการ.. ตามแต่อารมณ์ของเขาว่าจะแปรเปลี่ยนไปทางใด

เพราะฉะนั้น ผมจะเดือดเนื้อร้อนใจที่เขาไม่เข้าใจผมก็ป่วยการ สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นยังดีเสียกว่า

ผมถอนหายใจเบาๆ ขยี้บุหรี่ที่ใกล้หมดรอมร่อทิ้งไป เดินกลับเข้ามา..

".........."

แล้วก็ได้เห็นโซระยืนอยู่ที่ทางเข้าพอดี





เขายืนอยู่กับชินและเพื่อนคนอื่นๆ ท่าทางเหมือนเตรียมจะออกไปสูบบุหรี่เช่นกัน เพราะเห็นชินกำลังแจกบุหรี่จากซองในมือให้คนอื่นๆอยู่

".........."

เราสองคนสบตากันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะทางเดินก็แคบออกอย่างนั้น ถ้ามองไม่เห็นกันก็แปลว่าต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาบอดเป็นแน่แท้

แล้วเมื่อเพื่อนๆของโซระเงยหน้าขึ้นมาเห็นผม ความเงียบที่น่าอึดอัดก็บังเกิดขึ้น..

บางคนผมไม่เคยรู้จักพูดคุยเป็นการส่วนตัวด้วยซ้ำ แต่ก็มองผมด้วยสายตาราวกับต้องการจะถามว่า

'คุณนี่ใช่ไหม ที่ทำให้โซระเสียใจ?'

ซึ่งผมก็ทำได้แต่ยิ้มให้ทุกคนในฐานะเพื่อนร่วมคณะ แล้วเดินจากไป..

".........."

แม้จะมั่นใจว่าหลังจากนั้นพวกเขาคงมีเรื่องคุยและปลอบประโลมโซระระหว่างสูบบุหรี่ข้างนอกกันอีกยกใหญ่ แต่ผมก็เลือกที่จะไม่โกรธ ไม่เก็บมาตีอกชกหัวว่าทำไมผมจึงถูกมองว่าเป็นคนผิดอยู่ฝ่ายเดียว..

เอาเถอะ ถ้าการที่ผมถูกจับเล่นเป็นผู้ร้ายแล้วมันจะช่วยให้ใครสักคนรู้สึกดีกับชีวิตขึ้นมาได้ ผมก็จะถือว่าเป็นการช่วยเหลือ.. เกื้อกูลกันไปทางอารมณ์ ไม่ต่างจากยามที่ผมต้องนั่งฟังเพื่อนเมาแล้วคร่ำครวญเพราะถูกผู้หญิงทิ้ง

แต่ผมก็หวังว่าสักวันโซระจะมองเห็น ว่าความทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตเขานั้น.. เกินกว่าครึ่งเขาอุปโลกน์ขึ้นมาเองโดยแท้

ยามมีอะไรที่ดีอยู่ในมือ ก็เพียรแต่จะหามองหาข้อติของมัน หรือหวาดระแวงว่าสักวันจะเสียไป

ยามที่ความทุกข์บังเกิด ก็เลือกจะจมอยู่อย่างนั้น หมกมุ่นวุ่นวายอยู่อย่างนั้น ราวกับว่าชีวิตจะดับสิ้น

ตราบที่เขายังเชื่อว่าตัวเองอยู่ในสถานะผู้ถูกกระทำเสมอ โดยไม่ยอมเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบชีวิตและผลแห่งการกระทำของตัวเอง โซระก็จะต้องดิ้นรนไขว่คว้าคนมายึดเหนี่ยวเพื่อให้ตัวเองมีความสุขต่อไป เช่นเดียวกับที่ต้องหาคนมาโทษว่าเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ของตนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด..

เมื่อเป็นแบบนี้จึงไม่แปลกที่โซระไม่เคยพอใจกับอะไร ไม่ว่าสิ่งที่เขามีนั้นจะดีแค่ไหน และถ้าเขายังไม่เปิดตามองเสียที ต่อให้เขากล่าวโทษคนทั้งโลกได้ มันก็จะไม่ช่วยให้เขาเป็นสุขขึ้นหรือทุกข์น้อยลง จะทำได้ก็เพียงแค่หนีจากความรับผิดชอบชีวิตตัวเองต่อไปเรื่อยๆเท่านั้น





ชีวิตนี้เป็นของเรา จะชั่วดีถี่ห่างอย่างไร เราเท่านั้นที่เป็นผู้รับผิดชอบ.. ว่าจะทำให้มันดีที่สุดหรือตกต่ำที่สุด เราไม่มีสิทธิ์ไปโยนความรับผิดชอบให้คนอื่นด้วยการกล่าวโทษ หรือเอาแต่คร่ำครวญว่าตัวเองสมควรจะได้รับการช่วยเหลือแค่ไหน

การที่คุณยกผมขึ้นแท่นว่าแสนวิเศษ หรือเป็นผู้ทำให้ความสุขทั้งมวลของคุณดับวูบหายไปนั้น เหล่านี้ล้วนเป็นภาพลวงตาที่คุณพอใจจะสร้างขึ้นมา เพราะแท้จริงแล้วผมก็เป็นเพียงมนุษย์ปกติ ที่ความรู้สึก เลือดเนื้อ จิตใจ มีทั้งความทุกข์และสุข มีปัญหาในชีวิต มีเรื่องให้ขบคิดมากมายไม่ต่างจากคุณ..

แล้วถ้าคุณโยนความสุขของคุณมาให้ผมรับผิดชอบ โถมความทุกข์ของคุณมาให้ผมจัดการ คุณคิดว่านั่นสมควรแล้ว.. และยุติธรรมกับผมหรือ?

ที่ผ่านมา.. เราเดินจับมือกัน เคียงข้างกัน ประคับประคองกันอย่างแท้จริง หรือคุณมองผมเป็นเพียงคนที่มีหน้าที่จูงมือคุณไม่ให้หลงทาง ดูแลคุณไม่ให้คุณหกล้ม และคอยปลอบโยนคุณเวลาตื่นจากฝันร้ายกันแน่?

คุณจะอ้างอีกใช่ไหมว่าคุณก็แค่เด็กโง่คนหนึ่ง ทำอะไรไม่ได้ไปกว่านี้..

ก็เพราะคุณเชื่ออย่างนั้น เลือกและพอใจจะเป็นอยู่แค่นั้น คุณจึงไม่เคยพยายามที่จะรับรู้ถึงความเหนื่อยล้าของผมสักครั้ง ในขณะที่คุณอยากให้ผมดูแล คุณอยากให้ผมเป็นคนรับผิดชอบ แต่คุณก็รักที่จะเป็นเด็กที่ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันสบายดี จะได้ไม่มีใครโทษคุณได้

คุณไม่คิดบ้างหรือว่านั่นอาจเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ หรือการเอาเปรียบกันอย่างที่สุด?

แต่เอาเถิด ผมในตอนนี้ก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องไปชักจูงหรือแนะนำอะไรคุณแล้วนี่นะ สิ่งที่ผมคิดอาจเป็นเพียงข้ออ้างของ 'คนไม่ดี' ซึ่งมองไม่เห็น 'คุณค่าของคุณ' เท่านั้น วันพรุ่งนี้คุณอาจไปพบคนดีแสนดีที่จะทำเพื่อคุณได้ทุกอย่าง โดยที่คุณไม่ต้องเดือดร้อนเปลี่ยนแปลงอะไรที่เป็นตัวคุณเลยก็ได้.. ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคนที่ดีกว่าผมและเข้าใจคุณได้มากกว่าผมก็ย่อมมีอีกมากมาย

แต่ระหว่างนั้น.. โซระ

ระหว่างที่คุณยังไม่พบคนคนนั้น ระหว่างที่คุณยังทุกข์ใจ ยังมองไม่เห็นทางออกอยู่นี้ ผมอยากให้คุณรักตัวเอง เข้มแข็งด้วยตัวเอง และมีความสุขด้วยตัวเองให้เป็นสักที อย่ามัวแต่เลือกจะเชื่อในภาพลวงตาของตัวเองเท่านั้น ว่าคุณเป็นได้แค่คนขี้ขลาด ขี้แพ้ อ่อนแอ และโง่เขลา

เพราะถ้าตัวคุณยังไม่มีศรัทธาให้ตัวเอง ก็ไม่แปลกถ้าคนอื่นเขาจะขาดศรัทธาในตัวคุณเช่นกัน

คุณอยากให้ผมเชื่อว่าตลอดมานั้นคุณรักผม ผมสำคัญกับคุณเหลือหลาย.. แต่คุณเคยรักตัวเอง และให้ความสำคัญกับตัวเองบ้างไหม?

และหากคุณยังดูถูก ย่ำยี ตำหนิ และมองไม่เห็นค่าตัวเองได้ลงคอ ยังเลือกจะทำให้ตัวเองปวดร้าวด้วยความทรงจำที่จะนำมาซึ่งความทุกข์ทรมาน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว.. ผมจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าคุณจะไม่หวนกลับมาทำร้ายผมด้วยวิธีเดียวกัน?

ยามที่ผมรักคุณ ผมก็รักด้วยใจที่ปรารถนาให้คุณได้ดี มีความสุข ไม่ต้องการเห็นทุกข์มากล้ำกราย ผมไม่เคยใช้คำว่ารักมาเป็นข้ออ้างเพื่อกักขังให้คุณอยู่เป็นวัตถุรับประกันความมั่นคงทางจิตใจ หรือเพียงเพื่อชดเชยในสิ่งที่ผมคิดว่าตัวเองขาด

แต่ที่คุณบอกว่ารักผม คุณรักผมแบบไหนกันหรือ.. โซระ?

ลำพังที่คุณเที่ยวโทษคนรอบข้างหรือสร้างบาดแผลให้ใครต่อใครเพราะรักตัวเองไม่เป็น นานไปคนเขาก็หาทางหลบเลี่ยง ปล่อยคุณไปตามยถากรรม หรืออยู่ข้างคุณต่อไปอย่างทุกข์ใจ.. ขมขื่น

แต่บาดแผลที่คุณสร้างให้ตัวเอง รอยช้ำ ความเจ็บปวดที่คุณทับถมใส่ตัวเอง ใครจะมาบำบัดให้คุณได้?

อย่างน้อยคุณควรจะหยุดสร้างแผลให้ตัวเองได้แล้ว..

หากเป็นสมัยก่อนที่ผมยังไม่หมดเรี่ยวแรงเหมือนตอนนี้ เมื่อครู่ผมคงจะหยุดยืนที่ทางเข้าและพูดถ้อยคำรุนแรงเหล่านี้ต่อหน้าคุณ มองดูคุณร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะร้อง.. ด้วยฤทธิ์ของวาจาที่คุณไม่อยากรับฟังแต่ก็ควรจะได้รู้ไว้ เพื่อให้เพื่อนคุณได้สาแก่ใจว่าในที่สุดผมมันก็เลวกับคุณได้เสมอต้นเสมอปลายเสียจริง

ทว่าอย่างน้อยสิ่งที่ผมพูดนั่นก็อาจทำให้ตาคุณสว่างขึ้นมาได้ และช่วยปลดปล่อยคุณจากกรงที่คุณสร้างขึ้นมาไว้ขังตัวเอง.. ให้คุณได้โบยบินไปสู่ความสุขที่คุณต้องการและสมควรจะได้รับเสียที

ให้ผมเป็น 'คนที่รังแกคุณ' คนสุดท้าย เพื่อที่จากนี้ไปคุณจะไม่ต้องเจ็บปวดแบบนี้อีกได้ไหม?

ให้ผมเป็น 'คนที่ทอดทิ้งคุณไป' คนสุดท้าย เพื่อที่คุณจะยืนหยัดด้วยตัวเองได้เสียทีได้ไหม?

ให้ผมเป็น 'คนที่ไม่รักคุณ' คนสุดท้าย เพื่อที่คุณจะรักและให้คุณค่าตัวเองโดยไม่ต้องให้ใครมากำหนดเสียทีได้ไหม?


ผมเองก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าความรู้สึกของคุณและผม.. จะดีขึ้นหรือย่ำแย่กว่าเดิม ไม่รู้ว่าเส้นทางชีวิตของพวกเราจะมาบรรจบกันอีกหรือไม่ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เหนือการคาดเดา ผมจึงไม่ปรารถนาให้เราต้องมีชีวิตอยู่ไปวันๆอย่างโหยหา เอาแต่ตั้งตารอว่าสักวันทุกอย่างจะกลับมาสวยงามดังเดิม..

ผมอยากเห็นเราต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตไปอย่างสงบสุข วางเรื่องที่เจ็บปวดนี้ไว้ที่เดิมในอดีตที่มันควรอยู่ อย่าแบกไปด้วยอีกเลย หากจะเก็บไว้ก็เพียงแค่บทเรียนต่างๆที่คุณประมวลได้เอง ที่จะช่วยไม่ให้คุณต้องทุกข์ดังที่คุณได้เคยทุกข์.. เท่านั้น

เพราะผมไม่อยากให้เหตุการณ์ที่คนสองคนต่างฝ่ายต้องเจ็บปวดสูญค่าไปเปล่าๆ และไม่ต้องการเห็นคุณต้องตกหล่มอยู่ในวังวนความทรมานดังที่เคยเกิดขึ้นอีกครั้ง

คุณจะเชื่อผมไหมนะ.. ว่าผมอยากให้คุณมีความสุขอย่างแท้จริงเสียที

หากความสุขคือหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า คือไออุ่นจากพระอาทิตย์ คือแสงสว่างตระการตาของดอกไม้ไฟ ผมคงจะทำทุกวิถีทางที่จะเก็บมันใส่ลงกล่องให้ได้ แล้วห่อเป็นของขวัญให้สวยที่สุดเพื่อนำไปมอบให้กับคุณในวินาทีนี้ด้วยตัวเอง

แต่คุณก็รู้ว่าความสุขไม่ใช่สิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่ความรักของเรา ไม่ใช่แม้กระทั่งผมที่คุณบอกว่ารักนักหนา..

ความสุขคือตัวคุณ ความสุขอยู่ในนั้น คุณเป็นคนเดียวที่จะมองเห็นมันได้ และเป็นคนเดียวที่จะหยิบมันออกมาได้

ผมกลัวเหลือเกินว่าแม้แต่ตอนนี้คุณจะยังมองไม่เห็น คุณจะยังหลงทาง.. หลงเชื่อว่าคุณต้องไขว่คว้าหาใครมาเป็นความสุขของคุณ และคุณยังคิดว่าตัวคุณไม่มีอำนาจพอที่จะทำให้ตัวเองมีความสุขได้

มันไม่จริงเลย โซระ อย่าคิดให้ตัวเองต้องตกเป็นเบี้ยล่างและเสี่ยงต่อความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา แทนที่คุณจะไปเสาะหาใครที่ไหน ขอเพียงคุณทำตัวเองให้มีความสุข เห็นคุณค่าตัวเอง และรักตัวเองเท่านั้น ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป

เพราะเมื่อคุณมีความสุข มีความรักให้ใครต่อใคร คนก็ย่อมอยากจะเข้ามาหาคุณ เหมือนที่คุณอยากเข้าไปหาคนที่ดูมีความสุขในตัวเอง และอยากอยู่ใกล้คนที่มีความรักให้ใครๆเหลือเฟือ

คุณอยากจะรักใครสักคน เพียงเพราะหวังให้เขาเป็นที่ยึดเหนี่ยว ให้เขาเข้ามาคลายทุกข์ของคุณ เติมเต็มช่องว่างของคุณเพียงอย่างเดียวหรือ?

คุณไม่คิดอยากจะรักใครสักคน เพียงเพราะคุณอยากแบ่งปันความสุขให้เขา อยากให้เขามีความสุขมากขึ้น และช่วยโอบอุ้มดูแลเขาบ้างหรือ?

เชื่อเถอะว่าในตัวคุณนั้นมีความสุขและความรักอยู่ท่วมท้น ไม่ใช่ความทุกข์และความน่าชัง.. อย่างที่คุณชอบคิดสักนิด

โซระ.. อย่าให้เวลาล่วงเลยนานไปกว่านี้เลย

สิ่งที่คุณต้องการไม่ได้อยู่ไกลอย่างที่คุณคิด ที่ผ่านมา.. คุณอาจจะแค่มองหามันผิดที่ก็เท่านั้นเอง





แต่นั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่ผมทำได้แค่คิด..

"ทำไมหายไปนานนักวะ?"

เพื่อนๆถามอีก เมื่อผมกลับมาถึงโต๊ะอาหาร

"นานทีปีหนจะได้อยู่กับเพื่อนพร้อมหน้าพร้อมตา ดันเอาเวลาไปสูบบุหรี่"

"ไม่ออกไปสูบป่านนี้ก็เมาฟุบคาโต๊ะเพราะแกน่ะสิ เล่นบังคับให้ดื่มไม่ยั้ง"

ผมเถียงกลับไป

"เออนี่ แก.."

ผมถูกเพื่อนคนหนึ่งเหนี่ยวคอมากระซิบถาม..

"มีเรื่องอะไรกับโซระรึเปล่าวะ เมื่อกี้ตอนที่เขาเดินผ่านโต๊ะพวกเราไป ฉันเรียกให้ย้ายมานั่งด้วยกัน เขาบอกฉันว่าแกคงไม่ต้องการ"

"เขาพูดเล่นมั้ง"

ผมตอบอย่างไม่ถือสา..

"เมื่อกี้สวนกันตอนออกไปสูบบุหรี่ ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ ยังยิ้มให้เลย"

และนั่นผมก็ไม่ได้โกหก.. ผมไม่มีอะไร และผมก็ยิ้มให้เขากับกลุ่มเพื่อนจริงๆ

แต่เขาจะคิดอย่างไร ทำหน้าแบบไหน ผมไม่ทราบ

"เออ ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป"

แล้วเพื่อนผมก็หมดความสนใจ ชวนคุยเรื่องอื่นต่อ..

".........."

หากเป็นเมื่อก่อน ผมคงจะหงุดหงิดใจอีกแล้ว ที่โซระชอบจุดชนวนอะไรให้คนต้องสงสัย ตั้งคำถาม หรือแสดงกิริยาอะไรเล็กๆน้อยๆให้ใครรู้ว่าเขายังเจ็บปวดและเรื่องราวของเรานั้นยังค้างคากันอยู่..

แต่ก็อีก นั่นเป็นสิทธิ์ของเขา และผมก็ไม่เห็นประโยชน์ในการเสียเวลากังวลว่าทุกคนในโลกนี้จะเข้าใจและพอใจในตัวผมหรือไม่

ที่ผ่านมาผมก็ได้เรียนรู้ที่จะมีความสุขด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องไปตั้งเงื่อนไขว่าโซระต้องมองเห็นความปรารถนาดีของผม โซระต้องเข้าใจผม โซระควรรักตัวเองให้เป็น หรือโซระต้องทำเช่นนั้น.. เช่นนี้..

และนั่นคือสาเหตุที่ว่าทำไมผมจึงเลือกที่จะเฉยมาตลอด แม้ว่าในหลายโอกาสจะอยากอธิบายอะไรมากมาย เพราะผมเองก็โตพอที่จะรู้แล้วว่าเราไม่สามารถไปกะเกณฑ์ให้ใครเป็นได้อย่างใจ และเราควรเคารพทางเลือกของเขาไม่ว่าจะอย่างไร

ตัวผมเองก็มีหลายเรื่องต้องทบทวน ปรับปรุง แก้ไข และเปลี่ยนแปลงอีกมากมาย ถ้าตัวผมเองผมยังทำให้เป็นอย่างใจไม่ได้ แล้วผมควรจะไปคาดหวังให้คนอื่นเปลี่ยนอย่างนั้นหรือ?





ก่อนกลับจากงานเลี้ยงรุ่นคืนนั้น ผมเห็นโซระลอบมองผมด้วยแววตาตัดพ้อ..

แววตาชนิดที่เห็นเป็นประจำเวลาที่โซระคอยถามผมว่าผมรักเขาบ้างไหม ซึ่งผมไม่เคยตอบ

".........."

และที่ผมไม่เคยตอบ ก็เพราะผมรู้สึกว่ามันไร้ประโยชน์

เพราะหากโซระยังมองไม่เห็นในสิ่งที่ผมทำให้ ซึ่งใช้แรงกายและแรงใจยิ่งกว่าการเปิดปากเปล่งเสียงเอ่ยคำว่า "รัก" ไม่รู้กี่ร้อยเท่า แล้วลำพังคำพูดจะทำให้โซระตระหนักได้หรือ ว่าผมรักหรือไม่รักเขา?

คำว่ารักของคนคนหนึ่งย่อมไม่มีความหมายอะไร หากคนฟังเลือกจะเชื่อว่าตัวเองไม่สมควรเป็นที่รัก ไม่มีค่าอะไรให้ใครมารัก

และคนที่รักตัวเองไม่เป็น ต่อให้ได้ความรักจากคนทั้งโลกมากองอยู่ตรงหน้า.. นั่นก็ไม่อาจทำให้คนคนนั้นรู้สึกเต็มตื้นขึ้นมาได้

ผมแค่อยากเห็นโซระมีความสุขเสมอไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหน.. โดยไม่ได้มีเงื่อนไขว่าเขาต้องรักต้องบูชาผม

เขาจะเป็นอะไร ทำอะไร คิดอะไร มองผมอย่างไร ผมก็อยากให้เขามีความสุขอย่างไม่มีข้อแม้

แต่ถ้านั่นไม่เพียงพอให้โซระรู้สึกว่ามันคือความรัก ก็ไม่เป็นไร เพราะคนธรรมดาอย่างผมก็ให้ได้เพียงเท่านี้จริงๆ





แม้บางครั้งการที่คนสองคนต้องจากกันไปจะเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจบสิ้น หรือต่างฝ่ายต่างไม่อาจมีความสุขได้อีก

มนุษย์เราเกิดมาก็เพราะอยากจะมีความรักที่ดี อยากจะมีความสุขไม่ใช่หรือ เราไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเป็นของใครหรืออยู่ข้างใครคนใดคนหนึ่งไปตลอดสักหน่อย และคนที่อยู่ด้วยกันได้นานๆด้วยความเต็มใจนั้น.. ก็เพราะมีความสุขและความรักระหว่างกันเป็นปัจจัยเชื่อมโยงไว้ทั้งสิ้น

ถ้าคนคนหนึ่งอยู่กับเราแล้วไม่ทำให้เรามีความสุข เราไม่รู้สึกได้ถึงความรัก แทนที่เราจะเสียเวลาก่นด่าเขาว่าเขาไม่ดีอย่างไรและนอนกองอยู่กับความเจ็บปวดอย่างนั้น เราสู้เอาเวลาไปแสวงหาคนใหม่ที่อาจเติมเต็มเราได้อย่างเหมาะสมไม่ดีกว่าหรือ?

เป็นเรื่องแปลกที่มนุษย์มักจะเสียเวลาคร่ำครวญกับสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ แล้วก็หันมาโกรธใครไปทั่ว น้อยใจโชคชะตาว่าตัวเองช่างอาภัพ ทั้งๆที่หากเลือกเดินออกไปจากสภาพนั้นเสียก็ทำได้ ไม่ได้มีใครมาล่ามโซ่ไว้สักนิด

เช่นเดียวกับที่ผมเลือกจะไม่อยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำให้ผมเหนื่อยล้า เลือกจะไม่อยู่กับคนที่คอยตอกย้ำว่าผมไม่อาจทำให้เขามีความสุขได้ ไม่ว่าผมจะพยายามแค่ไหน เพราะผมอยากมีชีวิตที่สงบ แม้จะไม่ตื่นเต้นและราบเรียบแต่ก็ไม่เป็นไร เพราะผมไม่ได้สนุกนักกับการต้องทั้งดิ้นรนทั้งสับสนอยู่กับอารมณ์ที่ขึ้นลงแทบทุกนาที

หากโซระคิดได้อย่างผมก็คงจะดีไม่น้อย ในเมื่อผมเองก็ทำให้เขาไม่มีความสุขออกเสียอย่างนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดๆเลยที่เขาควรจะยื้อผมไว้ เขาน่าจะไปใช้เวลาอยู่กับใครต่อใครที่ทำให้เขารู้สึกดีกว่ายามอยู่กับผม ไม่ใช่ยังว้าวุ่น เก็บผมไว้เป็นแผลเรื้อรังเช่นนี้

แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าความปรารถนาของผมจะเป็นอย่างไร ก็มีเพียงชีวิตและความนึกคิดของตัวผมเองเท่านั้น.. ที่ผมจะควบคุมมันได้

และผมเลือกแล้วที่จะมีความสุข เลือกแล้วที่จะอยู่อย่างสงบ โดยไม่สร้างทุกข์ให้ตัวเองด้วยการตั้งเงื่อนไขว่าต้องมีคนนั้นคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ ปัจจัยเช่นนั้นเช่นนี้เสียก่อน.. แล้วจึงจะสุขได้

ไม่ว่าจะอยากรักคนอื่นเพียงใด สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดอย่างแท้จริงก็คือการเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง และไม่ว่าอยากจะให้คนอื่นเป็นสุขเพียงไหน สิ่งแรกที่ผมต้องทำให้ได้ก็คือทำให้ตัวเองเป็นสุขเสียก่อน

เพราะอย่างน้อย คราวต่อไปที่ใครสักคนมาเยี่ยมเยือนหัวใจดวงนี้ของผม ผมก็จะสามารถรับเขาไว้ด้วยความปรารถนาที่จะแบ่งปันความรักและความสุขที่มีอยู่ให้กับเขา มิใช่เพียงแต่รอรับการช่วยเหลือ.. เยียวยา

ถ้าผมจะเลือกมองโซระด้วยความโกรธ ด้วยความสิ้นหวัง ด้วยความขมขื่น ผมย่อมทำได้

แต่ผมจะทำไปเพื่ออะไร ในเมื่อมันมีแต่จะทำให้ผมเป็นทุกข์มากขึ้น..

คนที่รักตัวเอง ย่อมไม่คิดแต่ในสิ่งที่ทำให้ตัวเองต้องเป็นทุกข์ ย่อมไม่แบกสิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกไว้กับตัว..

คนที่รักตัวเอง ย่อมกล้าหาญพอที่จะเดินไปจากความทุกข์ ย่อมแสวงหาสิ่งที่ส่งเสริมตนเองให้เจริญขึ้นและเป็นสุข..

ในวันนี้ เมื่อมองย้อนไป ผมกลับนึกขอบคุณโซระด้วยซ้ำที่เรื่องราวระหว่างเราเกิดขึ้น เพราะมันทำให้ผมเติบโตและรู้จักตัวเองมากขึ้นอีกขั้น

และแม้ผมจะเสียคนที่ผมรักไป..

แต่สิ่งที่ดีที่สุดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผมได้ความรักที่มีต่อตัวเองกลับคืนมา





::: The End :::::::

 
R's Journal - by Templates para novo blogger