Never Let Love Go

วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2551

- - - - - - -

First written 17 May 2008

- - - - - - -





"Love the heart that hurts you,
but never hurt the heart that loves you."

- Vipin Sharma






กี่สัปดาห์แล้วที่ผมทานอะไรก็ฝืดคอ นอนหลับไม่สนิท และนัยน์ตาบวมเป่ง.. แดงจัด

ไม่ว่าจะทำอะไร เดินไปที่ไหน หรืออยู่กับใคร ก็ได้ยินแต่คำนั้นซ้ำซากไปมาราวกับมีแผ่นเสียงตกร่องอยู่ในหัวผม

"เราเลิกกันเถอะ"

ผมไม่เชื่อจริงๆว่าคำคำนั้นจะออกมาจากปากของคนที่ผมรักมากที่สุด และคนที่ผมเชื่อว่ารักผมมากที่สุด..

".........."

สีหน้าของอิบุคิราบเรียบ ไม่มีร่องรอยแห่งความโกรธชัง แค้นเคือง หรือผิดหวัง แต่แววตานั่นก็บ่งบอกว่าหมายความตามที่พูดจริงๆ

"นายว่าอะไรนะ?"

ผมทวนถามด้วยน้ำเสียงที่เบาลงจนแทบเป็นกระซิบ มือเย็นเฉียบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

"ฉันอยากให้เราเลิกคบกัน"

อิบุคิย้ำโดยที่ไม่ละสายตาไปจากผม

"กลับไปเป็นเพื่อนธรรมดาเหมือนเดิมดีกว่า"

"ทำไม?"

เสียงผมดังขึ้น พร้อมกับอารมณ์โกรธที่เริ่มก่อตัว..

"ฉันอยู่กับนายแล้วไม่สบายใจ"

"หมายความว่าอะไร.."

ริมฝีปากผมเริ่มสั่น

"นายจะบอกว่าฉันไม่ดีอะไร บอกมาสิ"

".........."

อิบุคินิ่ง ใช้แววตาเป็นคำตอบ แววตาที่ผมเห็นเป็นประจำเวลาเราทะเลาะกัน มันแสดงถึงความอึดอัด เหนื่อยล้า และทุกข์ใจ

"ฉันไม่ได้บอกว่านายไม่ดี ฉันแค่รู้สึกไม่สบายใจกับสภาพที่เราเป็นอยู่"

"แล้วสภาพที่นายว่าน่ะมันหมายถึงอะไรกันแน่?"

"ทุกอย่าง"

ผมเงียบ..

เราทะเลาะกันบ่อย แต่เราก็กลับไปคืนดีและรักกันได้เหมือนเดิมทุกครั้งไม่ใช่หรือ แล้วนี่ทำไมจู่ๆอิบุคิจึงทำราวกับผมทำผิดร้ายแรง ทั้งๆที่ความสัมพันธ์เราก็เป็นอย่างนั้นมาตลอด?

"นายมีคนอื่นใช่ไหม?"

"ไม่ใช่"

อิบุคิตอบห้วนๆ

"ทำไมนายถึงต้องคิดว่ามันเป็นเรื่องของคนอื่น ทำไมไม่คิดว่ามันเป็นเพราะเราสองคน.. ที่ไปกันไม่ได้เอง?"

"แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เราไปกันไม่ได้?"

"ก็ที่เป็นอยู่นี่ไง ทะเลาะกันไม่รู้จักจบจักสิ้น"

อิบุคิถอนหายใจแรงๆให้ผมได้ยินอย่างชัดเจน

"แต่เราก็เป็นแบบนี้มาตลอด"

"นายเห็นว่าการที่คนเราอยู่ด้วยกันแล้วทะเลาะกันเรื่องเดิมๆ พูดกันเท่าไรก็ไม่เคยเข้าใจ เป็นเรื่องปกติอย่างนั้นหรือ?"

".........."

"ต่อให้นายเห็นว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับนาย นั่นก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นหรอก เพราะมันทำให้ฉันเหนื่อย"

".........."

"ฉันเองก็บอกหลายทีแล้วว่าฉันไม่ชอบอธิบายเรื่องซ้ำซาก ไม่ชอบจมอยู่กับปัญหาที่นายไม่พยายามแก้ แต่พูดแบบนั้นก็จะเป็นการปรักปรำนายเกินไปเพราะฉันเองก็ทำให้นายไม่เข้าใจและไม่สบายใจหลายอย่าง เอาเถอะ.."

อิบุคิขมวดคิ้ว

"ฉันไม่โทษนายหรอกนะ แล้วฉันก็ไม่คิดว่านายผิดด้วย เราสองคนแค่ไม่เหมาะที่จะคบกัน.. เท่านั้นล่ะ"

แต่ผมมีความสุขเวลาที่อยู่กับอิบุคิ..

"ฉันเหนื่อย"

อิบุคิพูดย้ำอีกครั้ง และนั่นก็ทำให้ผมไม่สามารถเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาได้





ผมนอนขดอยู่บนเตียง ซุกหน้าเข้าหาหมอนใบนุ่มที่ชื้นไปด้วยน้ำตา.. ปลอกหมอนสีฟ้ารูปหมีหน้าตาขี้เหร่นั่นทำให้ใจเจ็บแปลบ

'ทำไมถึงซื้อให้?'

ผมเคยถามอิบุคิ ผู้ไม่เคยซื้อของขวัญให้ใครแม้แต่โอกาสสำคัญอย่างวันเกิด

'ไม่รู้สิ อยากจะซื้อก็ซื้อ'

อิบุคิตอบด้วยท่าทางที่เหมือนไม่อยากจะยอมรับนักว่าตัวเองก็ 'ใจดี' เป็นเหมือนกัน

'เจ้าหมีน่าเกลียดนี่หน้าเหมือนนายมั้ง'

เป็นเหตุผลที่ฟังแล้วน่าเอาของขวัญคืนยิ่งนัก แต่ก็กลับกลายเป็นว่าผมใช้ปลอกหมอนใบนั้นบ่อยที่สุด.. จนสีซีดตามกาลเวลา

เราเริ่มเป็นเพื่อนกันเมื่อตอนมัธยมต้น สนิทกันมากขึ้นตอนมัธยมปลาย และอิบุคิเป็นฝ่ายบอกรักผมเมื่อตอนก่อนเราสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่วัน

'ถ้าเราสอบได้ทั้งคู่ ฉันจะขอนายเป็นแฟน'

อิบุคิพูดเรียบๆ ถอดแว่นที่ใช้สวมเฉพาะเวลาตอนอ่านหนังสือเสียบไว้กับกระเป๋าเสื้อ หอบตำราไว้ในอ้อมแขน เตรียมตัวกลับบ้านหลังจากที่มานั่งอ่านหนังสือกับผมทั้งบ่าย..

ผมไม่ตอบ และถึงไม่ตอบอิบุคิก็คงรู้ใจผมดี อันที่จริงเราก็รู้มานานแล้วว่าต่างฝ่ายต่างชอบกัน.. แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาก่อน

'..........'

และเมื่อผมได้เข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง อิบุคิก็เปลี่ยนฐานะจากเพื่อนสนิทมาเป็น 'คนรัก' ของผม..





อิบุคิเป็นคนเชื่องช้า ชอบอยู่กับตัวเอง และติดจะย้ำคิดย้ำทำ แต่ก็กลับมาเป็นแฟนกับผมซึ่งเป็นคนว่องไว ชอบคบคนมากมาย และตัดสินใจอะไรตามอารมณ์โดยไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง

แต่เราก็อยู่กันมาได้ถึงห้าปีไม่ใช่หรือ ซ้ำยังเป็นห้าปีที่มีความสุขเสียด้วย..

แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่กัน.. ที่อิบุคิรู้สึกเหนื่อยกับผม?

ทำไมถึงอ้างความแตกต่างเอาตอนนี้ แตกต่างกันแล้วแปลว่าคนเราไม่สามารถจะอยู่ด้วยกันได้อย่างนั้นหรือ? เวลาอยู่กับอิบุคิ ผมไม่เคยรำคาญที่เขาเป็นคนทำอะไรช้าจนติดงุ่มง่าม ไม่เคยโกรธที่เขาปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียว ไม่เคยฉุนเฉียวเวลาต้องยืนรออิบุคิซื้อของเพราะเจ้าตัวตัดสินใจไม่ได้

ทุกอย่างที่เป็นอิบุคิทำให้ผมรู้สึกมั่นคง และหากผมจะกระโดดโลดเต้นอย่างไรในชีวิตก็ไม่เคยกลัว เพราะผมรู้ว่าอิบุคินั้นคอยดูอยู่ห่างๆ และจะตามมาช่วยฉุดมือผมไว้ก่อนที่ผมจะล้มคะมำ..

'นายอย่าดื่มให้มันมากนักได้ไหม?'

อิบุคิเคยบ่นเวลาต้องไปรับผมกลางดึก เพราะเมาจนกลับบ้านเองไม่ได้

'เงินน่ะก็ใช้ให้น้อยๆหน่อย ไม่ใช่มีเท่าไหร่ก็เอาไปเลี้ยงเหล้าเพื่อนหมด'

'อย่าบ่นน่า..'

ทุกครั้ง ผมจะตอบด้วยเสียงอ้อแอ้.. ลิ้นคับปาก

'ฉันออกมาเช่าห้องอยู่ข้างนอกก็เพราะไม่อยากจะให้พ่อแม่มานั่งเป็นห่วงหรือเทศนา แล้วนายจะทำหน้าที่นั้นแทนเรอะ?'

อิบุคิไม่ต่อล้อต่อเถียง ไม่เคยแสดงว่าโกรธ.. มีแต่จะคอยหาผ้าขนหนูมาเช็ดหน้าเช็ดตาผมแล้วช่วยเปลี่ยนชุดนอนให้

แล้วทำไมอยู่ๆถึงมาทำราวกับว่าผมทำผิด ผมไม่เข้าใจ?

'อิบุคิ เปิดประตูสิ!'

ดึกดื่นแค่ไหน จะออกไปเที่ยวโดยไม่หยิบกุญแจห้องไปก็ไม่เคยกังวล เพราะรู้ว่ามีคนคนหนึ่งคอยเปิดประตูบ้านให้ผมเสมอ

'อิบุคิ!!'

ทุบประตูโครม แถมยังเตะเสียด้วยเวลาที่เมาจัดแล้วอยากล้มตัวนอนจะแย่..

'นี่..'

เสียงอิบุคิพูดอย่างล้าๆ เมื่อมาเปิดประตูให้ในที่สุด

'อย่าเอะอะสิ มันดึกแล้ว พรุ่งนี้ฉันก็มีสอบด้วย'

'เออน่า..'

ผมเดินมะงุมมะงาหราเข้าไปในห้อง ล้มตัวลงนอนพาดขวางเตียงคู่ของเรา เดือดร้อนอิบุคิที่เพิ่งปิดประตูแล้วเดินตามมาต้องจับตัวผมลากไปนอนให้ถูกทิศทาง

'ถอดถุงเท้าให้หน่อยสิ..'

ผมสั่ง

'ฉันเหนื่อยนะ'

อิบุคิบ่น แต่ก็ยอมคุกเข่าลงถอดถุงเท้าให้ผมโดยดี





".........."

จริงสิ อิบุคิเคยบอกผมว่าเหนื่อยมาหลายครั้งแล้ว..

แต่ผมไม่เคยคิดว่ามันจะมีผลร้ายแรงขนาดทำให้เราต้องเลิกกัน เพราะผมเชื่อมาตลอดว่าคนเราจะเลิกกันก็ต่อเมื่อหมดรักกันแล้วเท่านั้น แค่คำว่า 'เหนื่อย' ไม่น่ามีอิทธิพลทำให้ความสัมพันธ์คนต้องขาดสะบั้นลงได้หรอก

หรือผมจะคิดผิด?

'อิบุคิ นายเลิกบ่นซะทีเถอะน่า'

บางทีผมก็พูดห้วนๆเวลารำคาญ

'ฉันก็อยากจะมีชีวิตของฉันนะ ทำไมต้องมาขออนุญาตหรือถามความเห็นนายด้วย?'

หรือบางครั้งที่เราทะเลาะกันหนักๆ อิบุคิไม่ลงให้ผม ผมก็ยิ่งจะเอาชนะให้ได้..

'เฮ้ย ชู..'

กดโทรศัพท์คุยกับหนึ่งในก๊วนดื่มของผม ทั้งๆที่อิบุคิยังนั่งตรงนั้น หน้าแดงจัดด้วยความโกรธเพราะเพิ่งทะเลาะกัน..

'ออกไปดื่มกันเหอะว่ะ อยู่บ้านแล้วเซ็ง!'

เมื่อตอนนั้นทำไมผมถึงไม่รู้สึกเลยว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ ซ้ำยังคิดว่าเป็นเรื่องสะใจที่ทำให้อิบุคิรู้สึกเหมือนถูกหักหน้า.. ด้วยการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าผมไม่แยแสในสิ่งที่เขาปรามเลยแม้แต่นิด

ผมอยากจะเป็นของผมแบบนี้ ถ้าผมจะวิ่งไปไหนต่อไหนไม่ดูตาม้าตาเรือ มันก็เรื่องของผม.. ชีวิตของผม ทำไมต้องเตือน ทำไมต้องสอน ทำไมต้องกำหนดว่าผมควรจะทำอย่างโน้นอย่างนี้

น้ำตาผมไหลออกมาอีก..

ที่โอหังในตอนนั้นได้ ก็เพราะฮึกเหิมว่าอย่างไรเสียอิบุคิคงไม่มีวันปล่อยมือผมต่างหากเล่า เพราะตราบเท่าที่มีอิบุคิอยู่.. เขาจะไม่มีวันปล่อยให้ผมล้มแน่

คนสองคนที่ควรเดินเคียงกันไปด้วยจังหวะที่รับได้ทั้งสองฝ่าย กลับกลายเป็นคนหนึ่งฉุดกระชากลากให้ไปเร็วๆตามใจตน โดยไม่นึกถึงผู้ที่เดินช้ากว่าซึ่งตามอยู่ข้างหลัง.. และต้องคอยดูแลไม่ให้ล้มคะมำกันไปทั้งสองคน

ผมโกรธที่อิบุคิปล่อยมือผม ผมโกรธที่ต้องเจ็บช้ำ.. ถลอกปอกเปิก

แต่มันเป็นความผิดของใคร ระหว่างอิบุคิที่ยอมปล่อยมือผมเพราะเหนื่อยเกินกว่าจะเดินตามได้ทัน หรือผมเองที่ปรารถนาจะเดินไวให้ได้อย่างใจ แต่กลับไม่รู้จักรับผิดชอบตัวเองยามเมื่อล้มลง?

มันเป็นความผิดของใครกัน?

นึกย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน สมัยที่เรายังคงเป็นนักเรียนมัธยมต้นกันทั้งคู่ ผมเองไม่ใช่หรือที่เป็นฝ่ายขอให้อิบุคิติวเลขให้ และไม่ว่าจะมีเรื่องทุกข์ร้อนใด.. ก็วิ่งไปหาอิบุคิเพื่อให้เขารับรู้ปัญหา แบ่งเบาความกังวล และช่วยให้กำลังใจเสมอ

อิบุคิคือคนแรกๆที่จะได้รับรู้เรื่องผมยามเป็นทุกข์ แต่กลับเป็นคนสุดท้ายที่ได้รู้เรื่องน่ายินดีหรือความสำเร็จของผม

ผมวางใจ ไว้ใจ และพึ่งอิบุคิมาตลอดโดยไม่รู้ตัว ซ้ำยังคิดว่าความรักจากอิบุคินั้นเป็นสิทธิ์ที่ผมควรจะได้โดยชอบธรรม

".........."

แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าการที่ผมได้เป็นที่รักของใครสักคนนั้น มันเป็น 'อภิสิทธิ์' ต่างหาก เป็นสิ่งพิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน

และใครที่ได้ไปก็ควรจะทะนุถนอมดูแลรักษาความรู้สึกที่สวยงามทว่าแสนบอบบางนั้นด้วยใจ.. ให้ดี





อิบุคิบอกไว้ว่าเราควรอยู่ห่างกันสักพัก และขอไม่ติดต่อกับผมจนกว่าจะเข้าฤดูใบไม้ร่วง..

แต่นี่ก็เพิ่งจะกลางฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น นั่นแปลว่าผมต้องทนทรมานอยู่คนเดียวไปตลอดฤดูร้อนอย่างนั้นหรือ?

ฤดูร้อนที่เรามีความทรงจำดีๆด้วยกันมากมาย เมื่อหกปีก่อน เมื่อตอนที่เราไปดูดอกไม้ไฟและเที่ยวงานวัดกับเพื่อนๆ อิบุคิซึ่งเป็นเซียนช้อนปลาทองได้สอนให้ผมช้อนปลาทองของตัวเองสำเร็จเป็นครั้งแรก

ผมไม่เคยลืมรอยยิ้มของอิบุคิในวันนั้นเลย

'เห็นไหม นายก็ทำได้'

อิบุคิพูดราวกับว่าผมประสบความสำเร็จในเรื่องที่แสนยิ่งใหญ่.. นัยน์ตาเป็นประกายเมื่อมองมายังผม และทำให้ผมนึกถึงแววตาของพ่อตอนที่ผมบอกว่าผมสอบได้เป็นอันดับต้นๆของชั้น

'บังเอิญหรอก..'

ผมอ้อมแอ้ม มองดูปลาทองของตัวเองที่ว่ายกระดุกกระดิกอยู่ในถุงพลาสติกใส

อิบุคิใช้พัดกระดาษทรงกลมที่ได้เป็นรางวัลมาจากการแข่งยิงปืนอัดลม.. หวดบ่าผมเบาๆ

'เลิกพูดแบบนั้นเสียทีเถอะ'

มองผม รอยยิ้มจะยังไม่จางไปแต่สีหน้าดูจริงจัง

'มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ใจคอนายจะไม่เคยเชื่อว่าตัวเองทำอะไรได้ด้วยความสามารถที่มีเลยหรือ?'

อิบุคิเชื่อในตัวผมมาตลอด.. ทั้งๆที่ผมคิดว่าตัวเองแสนจะไม่เอาไหน

และทุกวันนี้ผมก็มั่นใจว่าอิบุคิยังคงเชื่อในตัวผม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือเขาอาจไม่เชื่อในความรักของเราอีกต่อไปแล้ว..

ผมจะปล่อยให้ฤดูร้อนนี้ผ่านไปโดยไม่มีอิบุคิไม่ได้..

หากต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ร่วง.. หัวใจผมคงสลาย ไม่มีชิ้นดี





".........."

อิบุคิยอมหยุดมองผม ทั้งๆฝนเริ่มลงเม็ดหนา..

".........."

น้ำตาผมรื้นขึ้น.. ร้อนจัดอยู่ในดวงตา ผิดกับน้ำฝนพราวบนใบหน้าที่เย็นเยียบ

"อิบุคิ.."

"ทำไมไม่รู้จักถือร่มติดตัว?"

อิบุคิถามเป็นประโยคแรก..

ประโยคแรกที่เราไม่ได้คุยกันเป็นเวลาเกือบสองเดือน..

".........."

คิ้วของอิบุคิยังคงขมวด เมื่อก้าวเข้ามาใกล้เพื่อให้ผมได้เข้าไปอยู่ใต้ร่มคันใหญ่ของเขา

"อิบุคิ.."

ผมเงยหน้ามองคนที่ผมไม่อยากจะสูญเสียไป

"อาจมีบางเวลาที่ฉันทำเหมือนไม่เห็นค่าในสิ่งดีๆที่นายให้ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าฉันไม่รักนายหรอกนะ"

".........."

"มันอาจฟังดูแย่เหลือเกิน แต่เมื่อเสียนายไปแล้วนี่ล่ะ.. ฉันถึงได้รู้ว่าเวลาที่มีนายอยู่ด้วยฉันมีความสุขแค่ไหน"

อย่าให้บอกเลยว่าทุกวินาทีที่ไม่มีนาย.. มันทรมานเพียงใด

"กลับมาอยู่ข้างฉันอีกได้ไหม ฉันอาจจะยังแก้นิสัยคนหัวรั้นและชอบเอาชนะไม่ได้ภายในวันสองวันนี้ แต่ฉันจะพยายามเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อนาย"

หากนายให้โอกาสจากนี้.. ฉันรับรองว่าจะเป็นทีของฉันที่คอยประคับประคองและดูแลนายเหมือนที่นายเคยดูแลฉัน

"ฉันไม่ขอให้นายรักฉันเหมือนเดิมหรอกนะ แต่ขอแค่ให้ฉันได้อยู่ข้างๆนาย และให้นายอดทน.. ให้อภัยฉันระหว่างที่ฉันค่อยๆเปลี่ยนแปลงได้ไหม?"

น้ำฝนบนหน้า.. ปนกับน้ำตาที่ไหลลงมาช้าๆ

"ฉันอยากไปดูดอกไม้ไฟกับนายอีก เหมือนทุกปีที่ผ่านมา"

ผมสะอื้นฮัก มองดูอิบุคิด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ

".........."

แล้วเสียงสะอื้นนั้นก็เปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้โฮ เมื่ออิบุคิดึงผมไปกอดเสียแน่น.. แน่นจนความเจ็บปวดทรมานในอกหายเป็นปลิดทิ้ง





"หน้าตานายตอนนี้.. ยิ่งเหมือนหมีอัปลักษณ์บนปลอกหมอนนั่นเข้าไปใหญ่เลย รู้ไหม?"

อิบุคิกระซิบ..

ผมยิ้มทั้งน้ำตา เป็นครั้งแรกในชีวิตที่โดนว่าว่าอัปลักษณ์แล้วมีความสุขจนหัวใจพองโต





::: The End :::::::

0 ความคิดเห็น:

 
R's Journal - by Templates para novo blogger