วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2551
- - - - - - -
First written 3 June 2008
- - - - - - -
"A sad thing in life is that sometimes you meet someone who means a lot to you only to find out in the end that it was never bound to be, and you just have to let go."
- Unknown
เราสองคนนั่งกันอยู่ในร้านกาแฟร้านประจำ ไอจิยังคงเลือกสั่งมอคค่า เช่นเดียวกับผมที่ไม่เปลี่ยนใจจากรสชาติเข้มข้นของเอสเพรสโซ่ซึ่งเป็นเครื่องดื่มโปรดปราน บรรยากาศรอบตัวช่างน่าสบาย มีเสียงเพลงดนตรีคลาสสิกเปิดบรรเลงเพียงแผ่วๆ ผู้คนไม่พลุกพล่าน..
เมื่อมองดูด้วยสายตา.. ก็เรียกได้ว่าไม่มีสิ่งไหนเปลี่ยนไปจากเมื่อราวสองปีก่อนที่เราเริ่มคบกันเลย แต่ทำไมผมกลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม?
"ไอจิ.."
ผมเรียกชื่อเขาเบาๆ วางแก้วกาแฟใบเล็กลงบนจานรอง
"นายเป็นอะไรรึเปล่า ทำไมถึงดูใจลอย?"
ไอจิยังคงหลุบตามองไปที่โต๊ะ คลึงถ้วยกาแฟในมือเล่น ตอบเรียบๆ
"ไม่นี่"
สบตาผม.. แล้วยิ้มบางๆ
"คงจะเหนื่อยเรื่องชมรมนิดหน่อย นายอย่ากังวลเลย"
"จริงสิ"
ผมพยักหน้า ยิ้มตอบ.. ทั้งๆที่ใจรู้สึกหนักอึ้ง
"ต้องอยู่ช่วยชมรมระหว่างรุ่นน้องเก็บตัวก่อนไปแข่งระดับเขตเดือนหน้าใช่ไหม?"
"ใช่"
ไอจิถอนหายใจเบาๆ
"พยายามเข้านะ มีนายอยู่ด้วย.. รุ่นน้องคงกำลังใจมาเป็นกอง"
ผมยังฝืนยิ้ม ใจที่หนักอึ้งอยู่เป็นเดิมทุนเริ่มปวดหนึบ..
".........."
ผมอยากได้ไอจิคนเดิมของผมคืนมา
มองย้อนกลับไป สิ่งที่ทำให้ผมรักไอจิมากที่สุดก็คือความร่าเริงและความมีน้ำใจของเขา
'มารอฟุมิยะหรือ?'
ไอจิซึ่งเป็นผู้จัดการชมรมกรีฑาของมหาวิทยาลัย.. มักจะเข้ามาทักผมซึ่งมายืนให้กำลังใจน้องชายฝาแฝดอยู่ที่ขอบสนามเสมอ
'เข้ามานั่งที่ม้านั่งข้างสนามก็ได้นะ อีกนานเลยกว่ากลุ่มของฟุมิยะจะซ้อมเสร็จ'
'ไม่เป็นไร'
ผมตอบ..
'ฉันรอตรงนี้สะดวกกว่า'
แม้คนในชมรมกรีฑาจะดูเป็นมิตร และรู้จักดีว่าผมคือพี่ชายฝาแฝดของฟุมิยะที่เป็นสมาชิกในชมรม แต่อย่างไรเสียผมก็ยังรู้สึกเป็นคนนอกและไม่ปรารถนาจะเข้าไปคลุกคลีด้วย..
ไอจิไม่เซ้าซี้ แต่ทุกครั้งที่เห็นผมก็จะแวะมาทักทายและพูดคุยด้วยเสมอ ซ้ำบางวันยังวิ่งลัดสนามเอาน้ำดื่มมาให้ทั้งๆที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด
'ร้อนออกอย่างนี้ ต่อให้นั่งดูเป็นกำลังใจเฉยๆก็คงหิวน้ำเหมือนกันใช่ไหม?'
และนั่นก็สร้างความประทับใจให้ผมทีละเล็กทีละน้อย พอๆกับที่สร้างความคุ้นเคย.. ไว้วางใจ หลายสัปดาห์ต่อมาผมจึงยอมเข้าไปนั่งรวมกับกลุ่มนักกีฬาในที่สุด และได้รู้จักคนในชมรมของฟุมิยะมากมาย
แต่ไอจิก็เป็นคนที่ผมลอบให้ความสนใจและความสำคัญอยู่ลึกๆเสมอ ยิ่งเห็นไอจิเอาใจใส่ดูแลคนในชมรมอย่างไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย เห็นเขาให้กำลังใจนักกีฬาที่ถูกตำหนิจนท้อใจเท่าไร ผมก็ยิ่งหลงรักไอจิมากขึ้นเท่านั้น..
ไอจิช่างเป็นคนร่าเริง มองโลกในแง่ดี มีกำลังใจให้ผู้คนเหลือเฟือ ไม่ว่าใครที่อยู่ด้วยก็สบายใจ.. รู้สึกเหมือนได้รับแสงอาทิตย์ที่อบอุ่นและอากาศบริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา
และหากผมได้อยู่เคียงข้างไอจิ.. ผมคงจะเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก
'พี่ไปช่วยให้กำลังใจผมตอนซ้อม หรือไปนั่งตาลอยมองแต่ใครกันแน่?'
ฟุมิยะถามผมวันหนึ่งด้วยน้ำเสียงล้อเลียน
'พูดอะไรของนาย?'
'แน่ะ อย่ามาทำหน้าบึ้งหน่อยเลย แอบเห็นหรอกว่ามองแต่ผู้จัดการชมรมตลอด โบกมือให้จากในสนามตั้งหลายครั้ง พี่ยังไม่สนใจผมสักนิด.. เรารึก็นึกว่ามองใคร ที่แท้..'
น้องชายฝาแฝดของผมยิ้มเจ้าเล่ห์
'ชอบไอจิใช่ไหมล่ะ?'
ผมคงอายที่น้องชายจับความรู้สึกได้.. พอๆกับที่อยากจะเอาชนะและพยายามพิสูจน์ว่าสิ่งที่ฟุมิยะพูดไม่ใช่เรื่องจริง นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมจึงไม่ไปนั่งรอฟุมิยะซ้อมวิ่งกับชมรมกรีฑาเหมือนเคย
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมหลีกเลี่ยงไอจิได้ เพราะอย่างไรเสียเราก็อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันและต้องไปฟังบรรยายที่ตึกเดียวกันบ่อยๆ แม้ผมจะพยายามหลบตาแต่ไอจิก็เข้ามาทักอยู่เสมอ..
'ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยแวะไปที่ชมรมตอนซ้อมเลย?'
'อ้อ..'
ผมขยับแว่นตา
'ช่วงนี้รายงานเยอะ ฉันต้องไปหาข้อมูลในห้องสมุดบ่อยๆ เลยไม่มีเวลาไปที่ชมรม'
อ้างไปทั้งๆที่รู้ว่าฟังไม่ขึ้น แต่จะให้บอกสาเหตุที่แท้จริงได้อย่างไรเล่า?
'อย่างนั้นเองหรอกหรือ?'
ไอจิดูโล่งใจ..
'นึกว่านายรำคาญที่ฉันไปเซ้าซี้บ่อยๆเสียอีก แต่ถ้าหายไปเพราะต้องทำรายงาน.. ก็ค่อยยังชั่วขึ้นหน่อย'
ผมฟังเงียบๆ ใจเต้นแรงขึ้นมา..
ใครจะรำคาญนายได้ลง? ฉันอยากอยู่ใกล้ๆนายจะแย่!
'ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ แวะไปอีกนะ คนในชมรมหลายคนก็ถามถึง..'
ไอจิเว้นจังหวะไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลง
'ฉันจะรอ'
ประโยคนั้นทำให้อกผมแทบจะระเบิด..
แล้วสัปดาห์ต่อมาผมก็ตัดสินใจกลับไปสู่กิจวัตรเดิม นั่นคือไปนั่งรอฟุมิยะซ้อมวิ่งและพูดคุยกับคนในชมรมกรีฑาด้วยความคุ้นเคยราวกับเป็นสมาชิกคนหนึ่ง
'ไม่ไปทำรายงานในห้องสมุดแล้วหรือ?'
ฟุมิยะแกล้งมากระซิบถามอย่างจงใจจะยั่ว ก่อนจะโดนผมถองกลับไปแรงๆ ทว่าเจ้าตัวกลับหัวเราะร่า วิ่งไปหาไอจิ..
'ฝากดูแลพี่ชายฉันด้วยนะ ไอจิ ขี้โมโหแบบนี้เดี๋ยวจับคนในชมรมเราไปกินหมดล่ะแย่แน่..'
ไอจิไม่พูดอะไร ได้แต่ยิ้มเหมือนเคย.. แล้วมองมาทางผม
เสียงหัวเราะคิกคักของฟุมิยะทำให้ผมโกรธอย่างบอกไม่ถูก แล้วก็เกิดระแวงขึ้นมาว่าไอจิอาจจะรู้เรื่องที่ผมชอบเขา..
'..........'
แม้จะไม่เคยยอมรับกับฟุมิยะตรงๆ แต่มันก็เป็นความจริงลึกๆในใจที่ผมไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งหากว่าไอจิรู้เข้า.. ผมคงมาที่ชมรมนี้อีกไม่ได้แน่ๆ
'..........'
'ซาโตรุ!'
เสียงฟุมิยะกับไอจิเรียกไล่หลัง แต่ผมไม่หันกลับไปแล้ว.. ผลุนผลันเดินออกมาโดยไม่สนใจว่าใครจะมอง
'ซาโตรุ!'
'อย่ามายุ่ง!'
ผมตะโกนกลับไปโดยไม่เหลียวหลัง
'ซาโตรุ.. หยุดก่อนสิ!'
ไอจิวิ่งมาดักผมได้ทันเมื่อเราเดินมาถึงด้านหลังของห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
'ทำไม..'
ผมก้มหน้าที่แดงก่ำเพราะทั้งโกรธจัดและทั้งอาย.. ปากคอสั่นไปหมด
'ทำไมต้องทำเหมือนฉันเป็นตัวตลกด้วย!?'
'..........'
'ลับหลังฉัน ฟุมิยะกับนายคงจะหัวเราะเยาะฉันใช่ไหม!?'
น้ำตาผมคลอขึ้นมา เพียงแค่คิดว่าฟุมิยะเอาเรื่องความรู้สึกผมที่มีต่อไอจิมาพูดราวกับว่าเป็นเรื่องเล่นๆ เพียงแค่คิดว่าจากนี้ไอจิอาจมองผมเป็นตัวตลก.. ก็โกรธจนทำอะไรไม่ถูก
'นายคงเห็นฉันเป็นตัวตลกใช่ไหม!?'
ผมตะเบ็งเสียง
'..........'
และเมื่อไอจิยังยืนมองผม ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ ผมก็ผลักอกเขาให้ถอยห่าง.. อยากจะเดินหนีไปโดยเร็ว แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่ออีกคนกลับโอบแขนทั้งสองข้างรัดตัวผมไว้ กอดผมแน่น..
'พูดอะไรของนาย ซาโตรุ?'
เสียงไอจิถามผม..
'ฉันจะเห็นคนที่ฉันชอบเป็นตัวตลกได้อย่างไร?'
จนหลายเดือนผ่านไป ผมก็ยังเฝ้าถามตัวเองว่าที่เกิดขึ้นนั้นคือความฝันหรือไม่..
ผมคนนี้น่ะหรือ ที่เป็นที่รักของไอจิจริงๆ? ไอจิที่เอาใจใส่ใครต่อใครมากมาย เป็นที่รักของคนทุกคน.. มีผมเป็น 'สุดที่รัก' ของเขา
ทุกครั้งที่อยู่ใกล้ไอจิ ผมรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย.. รู้สึกดีเสียจนกลัวว่าจะเสียมันไปสักวัน
'นายชอบฉันเพราะอะไร?'
ผมเคยถามไอจิ
'ให้ตอบเป็นอย่างๆคงไม่ได้หรอก..'
ไอจิตอบเสียงทุ้มน่าฟัง..
'คงเริ่มจากการที่นายมานั่งดูฟุมิยะซ้อมกีฬาแทบทุกวันน่ะ ฉันรู้สึกว่านายเป็นพี่ชายที่น่ารัก.. ดูแลน้องไม่ห่างเลย'
นั่นก็เป็นความจริง แม้ฟุมิยะกับผมจะทะเลาะกันบ่อย แต่เราก็รักกันและดูแลกันและกันเสมอ
'แล้วนายล่ะ ชอบฉันเพราะอะไร?'
เจอถามแบบนี้ผมก็ตอบตรงไม่ได้เหมือนกัน..
'นั่นสิ เป็นคำถามง่ายๆที่ตอบยากจริงๆด้วย แต่ถ้าจะให้มองที่จุดเริ่มต้นล่ะก็..'
ผมเอนตัวไปพิงไหล่ไอจิ
'เพราะนายใจดี เอาใจใส่แม้กระทั่งฉันที่เป็นคนนอกชมรมน่ะสิ'
ช่างโชคดีที่ได้อยู่ใกล้คนคนนี้..
'แล้วขนาดวันนั้นที่ฉันโกรธจัด โวยวายเพราะคิดไปเองว่าฟุมิยะเอาเรื่องฉันมาเล่า นายก็ยังอุตส่าห์ตามมาอย่างอดทน.. ใจเย็น'
ผมชอบไอจิเพราะที่ไอจิเป็นแบบนี้.. ที่มีความเป็นห่วงเป็นใยให้คนรอบข้าง สดใส และไม่เคยหมองหม่น
แต่ก็มีบางอย่างที่ผมลืมคิดไป และเผลอนึกเอาว่าอากาศที่แสนบริสุทธิ์กับความอบอุ่นจากดวงอาทิตย์นี้.. อยู่ใต้ความควบคุมของผมและเป็นของผมเพียงผู้เดียว
ช่วงปีแรกที่เราคบกันทุกอย่างผ่านไปด้วยดี เราต่างเกรงอกเกรงใจซึ่งกันและกัน และไม่ว่าฝ่ายใดจะทำอะไรก็ดูเหมือนดีไปเสียทุกอย่าง ไอจิชื่นชมผม ผมก็ชื่นชมไอจิ..
แต่ปัญหาเริ่มเกิดเมื่อฟุมิยะลาต้องหยุดการซ้อมวิ่งของชมรมกรีฑาไประยะหนึ่งเพราะอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่หัวเข่า ผมยังคงไปขลุกที่ชมรมบ่อยๆเพราะยังมีคนอื่นที่คุ้นเคยกัน.. โดยเฉพาะไอจิที่ผมคุ้นเคยกว่าใครเพราะเขาเป็นคนรักของผม
จากเดิมเดิมผมแบ่งความสนใจให้ฟุมิยะขณะซ้อมวิ่งและให้ไอจิขณะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการชมรมอย่างเท่าๆกัน เมื่อฟุมิยะไม่อยู่.. ก็กลายเป็นผมทุ่มความสนใจมาที่ไอจิเพียงคนเดียว
แล้วสิ่งที่ไม่เคยสังเกตเห็น.. ก็ได้มาเห็น สิ่งที่ไม่เคยรบกวนจิตใจ.. ก็เริ่มรบกวนจิตใจ
'ซาโตรุ..'
ไอจิดึงมือผมไว้ เมื่อเห็นผมช่วยเก็บข้าวของหลังเลิกซ้อมด้วยท่าทีเย็นชา
'เป็นอะไรหรือ?'
ผมปัดมือเขาออก ทำเหมือนไม่ได้ยิน รวบกองผ้าขนหนูใช้แล้วมาไว้ในอ้อมแขน
'ซาโตรุ!'
ไอจิวิ่งตาม..
ยิ่งเห็นไอจิร้อนรน ผมยิ่งรู้สึกว่าสาสมดี..
'อย่าทำแบบนี้เลยน่า มีอะไรไม่พอใจก็บอกสิ'
ผมหันขวับ มองด้วยสายตาขุ่นๆ
'ทำไมถึงต้องเอาอกเอาใจรุ่นน้องถึงขนาดนั้น?'
ภาพที่ไอจิเดินเข้าไปลูบศีรษะเด็กใหม่คนหนึ่งยังติดตา..
'ยังไม่ผ่านการคัดเลือกแท้ๆยังพะนอกันขนาดนี้ ถ้าได้เป็นนักกีฬามหาวิทยาลัยขึ้นมา นายไม่ต้องอัญเชิญขึ้นเกี้ยวแล้วหามรับส่งเลยหรือ!?'
ไอจิรู้ดีว่าผมเป็นคนขี้หึง แล้วก็ระมัดระวังที่จะไม่กระพือโทสะผมมาตลอด แต่นี่อยู่ๆก็ทำเหมือนผมไม่มีความหมาย ไม่นึกถึงความรู้สึกผมที่ยืนอยู่ตรงนั้นบ้างว่าเห็นแล้วจะรู้สึกอย่างไร..
'เรื่องแค่นั้นน่ะหรือ?'
ยิ่งไอจิเห็นเป็นเรื่องเล็ก.. ผมก็ยิ่งโกรธ
'หมายความว่าอะไร ทำไมนายคิดว่ามันเป็นเรื่องแค่นั้น!?'
ผมทุ่มกองผ้าขนหนูทั้งหมดลงกับพื้น ไม่สนใจว่ามันจะเปื้อนเศษดินเศษใบไม้บนสนามหญ้า
'รุ่นน้องก็คือรุ่นน้อง ทำไมนายต้องคิดมากด้วย? ฉันแค่ดูแลให้กำลังใจเขาในฐานะผู้จัดการทีมเท่านั้นเอง มันไม่ได้มีอะไรอย่างที่นายคิดแม้แต่นิดเดียว'
ไอจิขมวดคิ้ว
'แต่ฉันไม่ชอบ!'
ผมใช้คำพูดเดิมที่ได้ผลเสมอ
'ถ้าไม่อยากจะคบกันนานๆ นายจะทำแบบนั้นอีกก็เชิญตามสบาย!'
เพราะรู้ว่าไอจิรัก.. รู้ว่าเขาพร้อมจะโอนอ่อนผ่อนตามได้ทุกเมื่อ ผมจึงไม่รีรอที่จะสร้างเงื่อนไขเพื่อขู่ โดยใช้ความสัมพันธ์ของเราเป็นเดิมพัน
แววตาของไอจิขุ่นขึ้นมาบ้าง แต่เขาก็ไม่โต้เถียงอะไร
และผมก็พอใจยิ่งนัก เมื่อนับจากนั้น.. ไอจิระวังตัวเสมอเวลาที่อยู่กับเด็กรุ่นน้อง ไม่เล่นหัวให้ความสนิทสนมด้วยมากๆเหมือนเคย
ผมในตอนนั้น.. ยังคิดว่าการแสดงความหึงหวงอย่างไร้สติคือการแสดงออกถึงความรัก
ผมในตอนนั้น.. ยังคิดว่าการควบคุม ครอบครอง ผูกขาด คือข้อกำหนดของความสัมพันธ์ที่ดี
ผมในตอนนั้น.. ช่างไม่รู้อะไรเลย
ปีที่สองของความสัมพันธ์พวกเราค่อนข้างจะแปรปรวน แม้ฟุมิยะจะหายขาดและกลับมาวิ่งให้มหาวิทยาลัยได้เหมือนเก่า แต่ความรื่นเริงของน้องชายฝาแฝดผมและบรรยากาศเก่าๆก็ไม่ได้หยุดรอยร้าวระหว่างเราที่ปรากฏตัวชัดขึ้นทุกที..
'เป็นอะไรไป?'
ฟุมิยะอดถามไม่ได้
'พี่มีปัญหาอะไรกับไอจิรึเปล่า เจอหน้ากันแต่ละที.. ดูเหมือนต่างฝ่ายต่างเครียด'
'จะไปรู้รึ ไปถามเขาสิว่าเขามีปัญหาอะไร..'
ผมตอบแบบผ่านๆ เพราะผมเชื่อว่ามันเป็นปัญหาของไอจิจริงๆ
การที่ผมสร้างเงื่อนไขแล้วไอจิทำตามไม่ได้.. นั่นล่ะคือปัญหาของไอจิ มันไม่ใช่ปัญหาของผม เพราะผมเป็นคนกำหนดเงื่อนไข ถ้าเขาจะทำไม่ได้หรือลำบากใจที่จะทำตาม มันก็คือปัญหาของเขาไม่ใช่หรือ?
'มีอะไรก็คุยกันดีกว่าไหม?'
น้องชายผมเลียบๆเคียงๆอย่างเป็นห่วง
'ไม่มีอะไรต้องคุย'
ผมตัดบท
'ไอจิอยากจะทำอะไร เขามีสิทธิ์ตัดสินใจเลือกทุกอย่าง'
พูดได้อย่างใจกว้าง ก็เพราะได้สร้างเงื่อนไขที่เห็นแก่ตัวและใจแคบที่สุดเอาไว้แล้ว ผมไม่ได้รู้ตัวเลยว่าการนำความสัมพันธ์ที่มีค่าของเรามาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองคนรักของผมเช่นนี้.. จะนำมาซึ่งสิ่งที่ผมกลัวที่สุด
เมื่อใกล้ถึงวันครบรอบที่เราคบกันสองปี ผมก็วางแผนชวนไอจิไปเที่ยว ตั้งใจว่าจะขับรถไปทะเลด้วยกัน.. แม้มันจะหนาวเหลือเกินก็เถอะ แต่ไอจิเป็นคนชอบทะเล ผมจึงอยากจะพาเขาไป
ดูเหมือนไอจิจะลืมไปสนิทว่านั่นคือวันครบรอบของเราสองคน เพราะเขาทำสุ้มเสียงประหลาดใจเมื่อผมเอ่ยปากว่าจะขับรถพาไปเที่ยวทะเลในสุดสัปดาห์หน้า นั่นทำให้ผมรู้สึกน้อยใจอยู่ลึกๆ แต่ก็ไม่อยากจะทำให้เสียบรรยากาศจึงได้แต่เก็บความรู้สึกไว้ แล้วกำชับว่าจะไปรับไอจิที่บ้านตอนเช้าวันเสาร์ ซึ่งไอจิก็รับปากเป็นมั่นเหมาะ
สัปดาห์นั้นผมเตรียมของขวัญให้ไอจิเป็นปลากัดสีสวย ไอจิเคยบอกว่าเขาหลงรักครีบและหางที่กรุยกรายของปลาสายพันธุ์นี้เป็นที่สุด และร่ำๆว่าสักวันจะซื้อมาเลี้ยงให้ได้
'ฉันชอบปลากัดสีเหลือบเหลือเกิน เวลามองมันว่ายในตู้ปลาแล้ว.. ดูเหมือนผู้หญิงสวยๆในชุดราตรีที่ปักด้วยเลื่อมอย่างไรอย่างนั้น'
แม้ไอจิจะเคยออกปากว่าอยากเลี้ยงแค่ตัวเดียว เพราะจุดประสงค์คือเลี้ยงเพื่อความสวยงามและไม่ต้องการเสี่ยงให้ปลาซึ่งมีธรรมชาติก้าวร้าวต่อสู้กันจนบาดเจ็บ แต่ผมเห็นว่านี่เป็นวันครบรอบที่เราคบกันสองปี และอยากให้ปลาเป็นตัวแทนเราทั้งคู่.. ผมจึงตั้งใจมอบปลากัดที่โตเต็มวัยแล้วให้กับไอจิถึงสองตัวด้วยกัน โดยจับแยกให้อยู่ในอ่างแก้วสองใบแล้วคั่นด้วยกระดาษหนา ไม่ให้ปลามองเห็นกันตามคำแนะนำของเจ้าของร้านปลาประเภทสวยงาม
ทุกคืนก่อนนอน.. ผมเฝ้ามองปลากัดสีสวยทั้งสองตัว นึกเร่งเวลาให้ถึงวันเสาร์เร็วๆ
"ซาโตรุ.."
สุ้มเสียงไอจิฟังดูไม่ค่อยสบายใจนักเมื่อโทรมาหาผมในเช้าตรู่ของวันที่เรานัดกัน
"รุ่นน้องที่เก็บตัวอยู่เกิดบาดเจ็บระหว่างซ้อมเดี๋ยวนี้เอง แล้วรุ่นพี่ชมรมขอให้ฉันช่วยไปอยู่เป็นเพื่อนที่โรงพยาบาล เพราะเขาต้องกลับไปคุมซ้อมเด็กที่เหลือต่อ เพราะฉะนั้น.. เราจะไปเที่ยวกันสายหน่อยได้ไหม?"
".........."
ผมเงียบไป อารมณ์ที่เบิกบานแช่มชื่นอยู่หายไปในพริบตา
"แล้วคนอื่นที่ชมรมไม่มีแล้วหรืออย่างไร ถึงต้องมาตามนาย?"
"วันเสาร์แบบนี้ตามตัวคนอื่นลำบาก อีกอย่างฉันก็มีส่วนรับผิดชอบคุมรุ่นน้องเก็บตัวด้วย แม้ว่ายังจะไม่ใช่เวรฉันในช่วงนี้ก็เถอะ"
"หมายความว่าคนอื่นเขามาขอให้นายทำอะไร นายก็ยินดีไปช่วยโดยไม่สนใจว่าจะต้องผิดสัญญากับฉันอย่างนั้นสิ?"
"ผิดสัญญาที่ไหน ก็แค่ขอเลื่อนเวลาไปสักนิดเท่านั้น"
ไอจิพยายามอธิบายอย่างใจเย็น
"เสร็จธุระจากโรงพยาบาลแล้วฉันจะรีบไปหานาย รอฉันหน่อยได้ไหม?"
ผมนิ่ง
"ตามใจนายแล้วกัน!"
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่น้ำเสียงกลับกระแทกกระทั้นซ้ำยังกดปุ่มตัดสายทิ้งไปโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไร
เที่ยงเศษแล้ว ไอจิก็ยังไม่โทรมา..
เรานัดกันไว้สิบโมงเช้า และนี่ก็เลยเวลามาพอสมควรแล้ว สายป่านนี้.. กว่าจะได้ขับรถไปถึงทะเลก็มืดพอดี
ผมพยายามกดโทรศัพท์ติดต่อไอจิแต่ก็ติดต่อไม่ได้ เขาคงจะยังอยู่ที่โรงพยาบาล
".........."
มองไปที่ปลากัดสีสวยทั้งสองซึ่งว่ายน้ำอยู่ในอ่างของแคบๆของตัวอย่างไม่ทุกข์ร้อน แล้วความโกรธก็ยิ่งทวีคูณ..
ผมพยายามวางแผนสิ่งดีๆเพื่อพวกเราสองคนมากแค่ไหน แต่ไอจิกลับทำเหมือนผมไม่มีความหมาย
อะไรๆก็มาก่อนผมเสมอ รุ่นน้องเข้าใหม่ที่ต้องการกำลังใจ รุ่นน้องที่บาดเจ็บระหว่างเก็บตัว รุ่นพี่ที่ขอร้องให้เขาต้องเปลี่ยนแผนวินาทีสุดท้าย ทุกคนสำคัญกับไอจิไปหมด ยกเว้นผมที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักและวันนี้ที่เป็นวันครบรอบของเราสองคน
"ซาโตรุ.."
ฟุมิยะเรียกผมเบาๆเมื่อเห็นว่าผมยังนั่งจับเจ่าอยู่ในห้อง ทั้งๆที่พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะออกไปข้างนอกกับไอจิ
"ถ้ายังไม่ออกไปล่ะก็ จะทานข้าวกลางวันด้วยกันก่อนไหม?"
ผมสั่นศีรษะแรงๆ ไม่แม้กระทั่งจะมองหน้าน้องชายฝาแฝด ซึ่งฝ่ายนั้นเห็นท่าแล้วก็รีบเดินจากไป.. ไม่เซ้าซี้ เพราะรู้ว่าผมกำลังอยู่ในอารมณ์ไม่ปกติ
หยิบโทรศัพท์มาโทรถึงไอจิอีกครั้ง.. แต่ก็ยังไม่มีคนรับสาย
".........."
น้ำตาร้อนๆแล่นมากบตา
นายทำแบบนี้กับฉันอย่างนั้นหรือ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!
"สวัสดี"
น้ำเสียงผมเฉยชาเมื่อรับสายไอจิ
"ซาโตรุ ฉันเสร็จธุระที่โรงพยาบาลแล้วนะ ขอโทษที่ช้าไปมากๆ รุ่นน้องที่ว่าบาดเจ็บสาหัสน่ะ ต้องผ่าตัดหัวเข่าทันที ก็เลยต้องติดต่อทั้งอาจารย์และผู้ปกครองให้วุ่นวายไปหมด.."
ผมเหลือบมองดูนาฬิกา
บ่ายสามโมงครึ่งนี่น่ะหรือ.. นายเพิ่งจะมาบอกว่าเสร็จธุระ?
"จะให้ฉันไปหาที่บ้านไหม หรือจะไปเจอกันที่ไหน?"
ไอจิพยายามเอาใจผม
"ไม่ต้อง"
ผมตอบ
"เย็นขนาดนี้จะไปที่ไหนได้ ฉันเองก็ไม่มีอารมณ์จะไปแล้ว"
".........."
"นายกลับบ้านไปเถอะ ไอจิ"
พูดจบก็ตัดสายทิ้งอย่างไม่แยแส..
กลับบ้านไปเร็วๆสิ ไอจิ
ผมคิด..
ฉันอยากให้นายได้เห็นของขวัญวันครบรอบที่เราคบกันสองปีไวๆ!
น่าแปลกที่ผมไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิดระหว่างที่ไม่ได้คุยกับไอจิทั้งเย็น คงเป็นเพราะผมมั่นใจอย่างมากว่าไอจิจะต้อง 'ซมซาน' กลับมางอนง้อและขอโทษผมเหมือนในหลายๆครั้งที่ผ่านมา และทำทุกอย่างเพื่อให้ผมรู้สึกดีขึ้น..
แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ เพราะราวๆสองทุ่มของคืนนั้นฟุมิยะก็บอกว่าไอจิมาหาผม แต่ยืนยันรออยู่หน้าบ้าน.. ไม่ยอมเข้ามาข้างใน
หลังจากที่ทราบแล้วผมก็ยังไม่ขยับเขยื้อน แกล้งถ่วงเวลาให้ไอจิยืนรออยู่อย่างนั้นอีกราวๆยี่สิบนาทีเป็นการลงโทษ จึงจะเดินลงไป
".........."
ระหว่างที่เดินออกจากบ้านไปยังประตูหน้า ผมเห็นไอจิมองตรงมาด้วยใบหน้าสงบนิ่ง.. ไม่ร้อนรนกระวนกระวายเหมือนเวลาที่รู้ตัวว่าถูกโกรธอยู่เหมือนทุกที
และนั่นทำให้ผมรู้สึกผิดสังเกต แต่ก็ยังคงเฉย.. ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากทักทายก่อน
"ซาโตรุ.."
ไอจิเรียกชื่อผมเสียงเบา เขายืนอยู่นอกรั้วบ้าน.. และผมก็ไม่คิดเชิญเข้ามา
"ทำไมนายต้องทำแบบนั้น?"
"ทำอะไร?"
ถามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ฉันรู้ว่านายโกรธฉัน แต่ทำไมนายต้องเอาความโกรธไปลงกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่!"
นัยน์ตาของไอจิเป็นประกายวาบขึ้นมา และนั่นก็แสดงว่าเขาเห็น 'ของขวัญ' จากผมแล้ว
ระหว่างที่ผมติดต่อไอจิไม่ได้ ผมตัดสินใจเอาปลากัดทั้งสองตัวไปฝากให้ไอจิถึงบ้าน วางไว้ในห้องนอนด้วยตัวเองเลยทีเดียว..
ปลากัดตัวผู้วัยเจริญสองตัวที่มีสัญชาตญาณกระหายการต่อสู้ ถูกผมจับรวมไว้ในอ่างแก้วใบเล็กๆใบเดียวกันด้วยโทสะและความอยากจะ 'เอาคืน' ที่ซาโตรุผิดคำพูด
"แล้วทำไม!?"
เสียงผมดังขึ้นมา ยังไม่สำเหนียกในสิ่งที่กระทำลงไป
"ฉันไม่มีสิทธิ์จะโกรธหรือ ในเมื่อนายให้ความสำคัญกับทุกคนและทุกอย่างที่ไม่ใช่ฉัน!"
"เด็กรุ่นน้องที่ชมรมบาดเจ็บนายก็ไม่รีรอที่จะไปดูแล รุ่นพี่ขอร้องนายก็ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อไปช่วยเหลือ แม้กระทั่งปลากัดสองตัวนั่น.. นายก็ยังเป็นห่วงชีวิตมันมากกว่าความรู้สึกของฉัน! รู้ไหมฉันเกลียดที่สุดเวลาที่นายใจดีกับใครไปทั่ว ช่วยเหลือใครต่อใครไปทั่ว.."
"นายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันตั้งใจแค่ไหนที่จะทำอะไรดีๆเพื่อนายในวันนี้ นายมันงี่เง่าที่สุด!"
ก่อนผมจะออกมาจากห้องของไอจิ.. ผมเห็นเลือดไหลเป็นทางมาจากปลากัดตัวที่กำลังพ่ายแพ้ ครีบและห่างแสนสวยนั้นถูกฉีกทึ้ง ขาดกระจุยจากการต่อสู้
"นายมันไม่รู้อะไรเลย!"
ผมตะเบ็งเสียง.. นึกถึงคำพูดของเจ้าของร้านปลาประเภทสวยงามที่ย้ำกับผมนักหนา
'จับปลากัดแยกอ่างกัน หากระดาษหนาๆคั่นเสีย อย่าให้เห็นกันหรือนำมารวมกันนะครับ..'
'ปกติธรรมชาติของปลากัดจะไม่สู้กันถึงตาย เพราะตัวที่แพ้จะถอยหนีแล้วหลบไปได้ในที่สุด แต่หากเป็นการเลี้ยงในตู้ปลาหรืออ่างใบเล็ก ตัวที่แพ้จะหนีไม่ได้เลย และถูกตัวที่แข็งแรงกว่าคุกคามจนกว่าจะตาย'
"แม้กระทั่งวันนี้ก็ยังไม่รู้ใช่ไหม ว่ามันเป็นวันอะไร!?"
ไอจิเงียบ มองดูผมด้วยแววตาที่ผมเดาความรู้สึกไม่ถูก เพราะมันเป็นแววตาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
มันไม่ใช่แววตาที่แสดงความกังวล ความเป็นห่วง หรือความทุกข์ใจเพราะเห็นผมทุกข์ใจเหมือนทุกที แต่เป็นแววตาที่หม่นหมองมากๆ
"ซาโตรุ.."
แววตาแห่งความ.. สิ้นหวัง?
"ถ้าฉันไม่ใช่คนที่มีความใจดีอย่างที่นายว่านายรังเกียจนักหนา นายคิดว่าฉันจะทนคนเจ้าอารมณ์และเอาแต่ใจนายมาได้แต่แรกไหม?"
ไอจิผู้ไม่เคยพูดคำน้อยให้ผมระคายความรู้สึก ถามคำถามนั่นออกมาอย่างเหลืออด
"ใช่ นายมีสิทธิ์จะโกรธหากนายคิดว่าฉันให้ความสำคัญกับทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้นนาย และฉันก็มีสิทธิ์จะรู้สึกผิดหวังเหมือนกันที่นับวันก็ยิ่งรู้ว่านายไม่เคยให้ความสำคัญกับอะไรนอกจากความรู้สึกตัวเอง!"
"นายเคยคิดถึงใจฉันบ้างไหม ว่าฉันจะรู้สึกอย่างไรกับการที่ต้องทำตามเงื่อนไขของนายแทบทุกอย่าง ถ้านายว่าฉันงี่เง่า แล้วนายล่ะไม่งี่เง่าพอๆกับฉันหรือ นายไม่แม้แต่จะถามสักคำว่าเด็กรุ่นน้องคนนั้นเป็นอย่างไร ฉันอยู่ช่วยคนที่ชมรมแล้วเหนื่อยบ้างไหม ตลอดเวลานายคอยแต่จะจับตาอยู่ตลอดว่าฉันไปทำดีกับใครบ้าง แล้วก็มาเอะอะเอากับฉันเพราะรู้สึกว่าตัวเองสำคัญน้อยลง สุดท้ายแล้วที่นายว่ารักฉันนี่ นายรักฉันจริงๆหรือเพราะนายรักความรู้สึกที่ว่ามีไอ้โง่อย่างฉันคนหนึ่งคอยอ่อนข้อยอมให้ทุกอย่างกันแน่!"
"นายไม่เคยรักใครเลย ซาโตรุ นายรักตัวเองที่สุดต่างหาก แล้วนายก็อ้างว่ารักฉันเพียงเพื่อจะให้ความรักนั่นเป็นเงื่อนไขให้ฉันต้องทำอย่างที่นายต้องการเท่านั้น ถ้านายรักฉันนายต้องรู้ว่าชมรมสำคัญกับฉันแค่ไหน นายต้องคิดได้ว่าฉันมีความสุขกับการให้กำลังใจและโอบอุ้มรุ่นน้องเพียงใด และนายจะไม่มีวันห้ามไม่ให้ฉันทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ หรือเป็นในสิ่งที่ฉันเป็นกับใครๆ ถ้านายเคารพตัวตนที่แท้จริงของฉัน"
".........."
ผมเงียบไปด้วยความตกใจ หน้าชา.. มือสั่นระริก ทำอะไรไม่ถูกเมื่อได้เห็นไอจิแสดงความเดือดดาลออกมาเป็นครั้งแรก
"ทำไมฉันจะไม่รู้.. ว่าวันนี้วันอะไร"
นัยน์ตาของไอจิขมขื่น..
"เพราะฉันรู้ ฉันจึงตั้งใจจะใช้เวลาที่เหลือให้ดีที่สุด ชดเชยให้นายจนกว่านายจะรู้สึกดีขึ้น แต่นายกลับไม่ต้องการ และเลือกทำในสิ่งที่รู้ว่าจะทำให้ฉันเสียความรู้สึก นายทำไปเพื่ออะไร ซาโตรุ? นายอยากจะเอาชนะ อยากให้ฉันเสียใจ อยากให้ฉันเจ็บปวดเหมือนที่นายรู้สึกใช่ไหม ถ้านายคิดแบบนั้น จ้องจะแก้แค้นให้ฉันต้องมีแผลเหมือนที่นายมีอยู่ตลอดเวลาล่ะก็ นายไม่ได้เห็นฉันเป็นคนรักแล้วล่ะ ซาโตรุ นายเห็นฉันเป็นศัตรูมากกว่า"
"ที่ฉันมาในค่ำนี้ มันไม่ใช่เพราะฉันไม่ได้ห่วงชีวิตปลากัดมากไปกว่าความรู้สึกนาย แต่เพราะฉันอยากจะมาดูหน้านายให้ชัดๆต่างหาก ว่านี่หรือคนที่ฉันรักและพยายามถนอมความรู้สึกมาตลอด คนคนเดียวกันนี่น่ะหรือที่มองดูปลากัดสองตัวทำร้ายกันได้โดยไม่รู้สึกรู้สา ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่ามันเป็นสิ่งที่ฉันรัก เป็นสิ่งที่ฉันอยากจะเลี้ยงอย่างทะนุถนอม แต่นายก็ยังทำลายมันได้เพียงเพื่ออยากจะทำให้ฉันได้เจ็บปวดบ้าง"
"นายรู้ว่าฉันรักสิ่งไหน นายไม่รีรอที่จะทำลายมันเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายใจฉัน นี่นะหรือ.. ความรักของนายที่อยากให้ฉันศรัทธา?"
เสียงของไอจิเบาลงทว่าอัดแน่นไปด้วยโทสะ.. ภาพปลากัดที่ถูกทำร้ายจนเลือดอาบแล้วนอนนิ่งรอความตายอยู่ก้นอ่างยังคงติดตา
"บอกตรงๆนะ ซาโตรุ ฉันไม่รู้อีกแล้วว่าต่อไปเรื่องของเราจะเป็นอย่างไร ฉันเหนื่อยมากกับการที่ต้องวิ่งตามคนที่นึกถึงแต่ความรู้สึกตัวเอง นายทำให้ฉันกลัวจนไม่มีอะไรเหลือจะให้กลัว จนฉันรู้สึกว่าถ้าความรักนี่มันทำให้ฉันต้องเป็นทาสแห่งความผูกพันและอารมณ์ที่บั่นทอนจิตใจนัก ให้ฉันถอนใจออกมาจากนายเสียคงจะดีที่สุด"
คนรักของผมวางซองจดหมายสีน้ำเงินลงบนขอบรั้ว
"ฉันเขียนการ์ดใบนี้ให้นายด้วยความรู้สึกดีๆ เพราะอยากจะมอบให้นายในวันนี้ ฉันอยากให้นายเก็บไว้เป็นหลักฐาน.. ว่าอย่างน้อยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานายก็สำคัญที่สุดสำหรับฉันแล้วจริงๆ แม้ว่าตอนนี้ฉันไม่คิดว่าความรู้สึกนั้นจะเหมือนเดิมแล้วก็ตาม"
ไม่เคย..
ไม่เคยสักครั้งที่ไอจิจะพูดกับผมเช่นนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว
"ไอจิ"
ผมเรียก วาจาเผ็ดร้อนและอารมณ์รุนแรงที่เคยใช้หักหาญน้ำใจไอจิ ที่เคยใช้ทำให้ไอจิรู้สึกผิดและยอมผมทุกอย่าง หายไปจากความคิดจนหมดสิ้น ในตอนนี้มีเพียงความกลัวเท่านั้น..
"ไอจิ.."
ทว่าไอจิไม่หันกลับมา
และผมไม่อาจโทษเขาได้ ไม่อาจเล่นบทผู้ถูกทำร้ายได้อีก เพราะเสี้ยววินาทีสุดท้ายที่ได้เห็นใบหน้าไอจิ แววตาของเขาฉายแววปวดร้าว บ่งบอกว่าหัวใจของผู้ชายคนนั้นที่ผมรัก.. แหลกสลายไปแล้วโดยไม่เหลือชิ้นดี
แม้เปลือกตาผมจะหนักและบวมเป่งจากการร้องไห้ แต่ผมก็ยังเฝ้าอ่านข้อความในการ์ดใบนั้นซ้ำไปซ้ำมา
'ครบรอบสองปีแล้วสิที่เราคบกัน ฉันจำวันนี้ได้เสมอ จำความรู้สึกที่บอกตัวเองให้เข้าไปกอดนายไว้ได้ดี เพราะถ้าฉันไม่กล้ากอดนายไว้แล้วสารภาพว่าชอบในวันนั้นล่ะก็ เราคงไม่ได้เป็นแฟนกันมาถึงทุกวันนี้'
'หลังๆนี้เรามีเรื่องไม่ค่อยเข้าใจบ่อย ทำไมนายถึงได้ขี้น้อยใจและขี้โมโหนักล่ะ นายยังไม่รู้อีกหรือว่านายสำคัญสำหรับฉันที่สุด ถึงฉันจะไม่ได้อธิบายแต่นายก็น่าจะรู้ เพราะนายเป็นคนรักของฉัน ฉันจึงไว้ใจและเชื่อใจว่านายจะเข้าใจฉันมากกว่าใคร อีกอย่างนายก็เป็นคนใจดีและอ่อนโยน เพราะฉะนั้นไม่ว่านายจะโกรธฉันแค่ไหน ท้ายที่สุดนายก็เข้าใจฉันเสมอ จริงไหม?'
'เพราะฉะนั้น ปีนี้เรามาพยายามกันใหม่เถอะนะ พยายามกันไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบรอบร้อยปี จนกว่าฉันจะตาฟ้าฟางเขียนการ์ดให้นายไม่ไหว จนกว่านายจะแก่หง่อม ไม่มีเรี่ยวแรงสะบัดหนีเวลางอนฉัน และเมื่อถึงตอนนั้นเราคงจะยิ่งรักกันมากขึ้นจนไม่ว่าอะไรก็มาทำให้หวั่นไหวไม่ได้'
'ขอบคุณสำหรับสองปีตลอดมาที่อยู่ข้างๆฉัน ฉันรักนาย ซาโตรุ'
น้ำตาผมไหลพราก..
เพราะไม่ว่าเนื้อความจะอ่านแล้วน่าอบอุ่นใจเพียงไหน ท้ายสุดแล้วทุกอย่างก็เป็นเพียงแค่อดีต
ไอจิไม่เคยขู่เข็ญผมด้วยการบอกเลิก ไม่เคยแสดงอารมณ์หงุดหงิดให้ผมต้องลนลานทำอะไรต่อมิอะไรให้จนกว่าจะพอใจ ไม่เคยรื้อฟื้นเรื่องในอดีตมาตอกย้ำว่าผมเอาแต่ใจ เห็นแก่ตัว และยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลแค่ไหน
ไอจิเฉย.. นิ่งเฉยมาตลอด
และเมื่อคนอย่างเขาพูดออกมาแล้ว ผมก็รู้ดี.. ว่าไม่มีสิ่งใดที่จะกลับเป็นเหมือนเดิมได้
เราสองคนนั่งกันอยู่ในร้านกาแฟร้านประจำ ไอจิยังคงเลือกสั่งมอคค่า เช่นเดียวกับผมที่ไม่เปลี่ยนใจจากรสชาติเข้มข้นของเอสเพรสโซ่ซึ่งเป็นเครื่องดื่มโปรดปราน บรรยากาศรอบตัวช่างน่าสบาย มีเสียงเพลงดนตรีคลาสสิกเปิดบรรเลงเพียงแผ่วๆ ผู้คนไม่พลุกพล่าน..
เมื่อมองดูด้วยสายตา.. ก็เรียกได้ว่าไม่มีสิ่งไหนเปลี่ยนไปจากเมื่อราวสองปีก่อนที่เราเริ่มคบกันเลย แต่ทำไมผมกลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม?
"ไอจิ.."
ผมเรียกชื่อเขาเบาๆ วางแก้วกาแฟใบเล็กลงบนจานรอง ตัดสินใจพูดสิ่งสำคัญออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา
"ฉันขอโทษสำหรับทุกอย่าง"
ไอจิยังคงหลุบตามองไปที่โต๊ะ คลึงถ้วยกาแฟในมือเล่น
"เรื่องมันผ่านไปแล้ว.. อย่าคิดถึงมันอีกเลย"
สบตาผม.. แล้วยิ้มบางๆ
"ถือเสียว่าเราผิดพอกันทั้งคู่แล้วกัน ความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคนสองคน ถ้ามีอะไรผิดพลาดเราต้องรับผิดชอบร่วมกัน ฉันไม่คิดโทษนายฝ่ายเดียวหรอก"
"จริงสิ"
ผมพยักหน้า ยิ้มตอบ.. ทั้งๆที่ใจรู้สึกหนักอึ้ง
"แล้ว.."
ยังคงลังเลด้วยความกลัว.. แต่ก็ต้องรวบรวมความกล้าให้ได้
"แล้วจากนี้เราจะยังคบกัน กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม?"
ไอจิถอนหายใจเบาๆ นิ่งไปชั่วขณะ
".........."
ผมยังฝืนยิ้ม ใจที่หนักอึ้งอยู่เป็นเดิมทุนเริ่มปวดหนึบ..
"ฉันไม่ได้คิดเร่งรัดหรอก หากนายต้องการใช้เวลาคิดล่ะก็.."
"ซาโตรุ"
ไอจิวางแก้วกาแฟลงบนจานรอง
"ฉันไม่ได้โกรธนายจริงๆ ทุกวันนี้ก็ยังคิดถึงนายด้วยความเป็นห่วงอยู่ตลอด"
เขาเหลือบตามองผมเป็นครั้งแรก
"แต่บางเหตุการณ์เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะทำอย่างไรก็คงไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิม"
".........."
"เหมือนปลากัดตัวที่ตายไป ไม่ว่าฉันจะเสียใจและอยากให้มันกลับมามีชีวิตใหม่แค่ไหน ฉันก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับความจริง"
นัยน์ตาของไอจิแห้งผาก
"นายก็รู้ว่าฉันไม่เคยปฏิเสธนาย มีอะไรที่ฉันทำให้ได้ ฉันก็ทำเพื่อนายมาเสมอ แต่ในคราวนี้.. ฉันเชื่อว่าเราห่างกันไปคงจะดีที่สุด"
".....!....."
เมื่อได้ยินไอจิพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆทว่าหนักแน่นเช่นนั้น.. น้ำตาผมก็รื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
ผมไม่กล้าพูดอะไรอีก เพราะรู้ว่าไม่มีประโยชน์จะโน้มน้าวไอจิ
จริงของเขา ไอจิไม่เคยปฏิเสธผมเพียงเพราะอยากทำให้ผมเสียใจ ไม่เคยทำให้ผมเจ็บช้ำน้ำใจเพียงเพราะได้ชื่อว่าอยากจะแก้แค้นและเอาคืน ไอจิรักษาความรู้สึกของผมเสมอ
ดังนั้นเมื่อไอจิบอกผมว่า 'ไม่' นั้น ก็หมายความว่าเขาคิดดีแล้ว และไม่มีอำนาจใดจะเปลี่ยนการตัดสินใจนั้นได้
แต่สุดท้าย.. ก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไป
"ฉันรู้ว่านายไม่ต้องการกลับมาคบกันเพราะนายเสียใจกับสิ่งที่ฉันทำไว้กับนายมากจนทนไม่ไหว แต่นายเองก็ไม่ใยดีแล้วหรือว่าฉันจะรู้สึกอย่างไร?"
สีหน้าของไอจิสลดลง
"แม้กระทั่งเวลาที่ฉันเองก็เจ็บปวดไม่แพ้นาย นายก็ยังคิดถึงแต่ตัวเองและความรู้สึกตัวเอง"
".........."
"นายต้องหาคนสักคนมาเป็นฝ่ายผิดเพื่อรองรับความเจ็บปวดนาย ต้องโยนบทผู้ร้ายที่มารังแกนายให้ใครสักคนเสมอใช่ไหม ซาโตรุ?"
ผมเช็ดน้ำตา.. แต่ไอจิก็ยังคงเฉย ไม่เข้ามากอดหรือปลอบเหมือนทุกที
"เพราะอย่างนี้ ฉันถึงไม่เห็นประโยชน์อะไรที่เราจะคบกันต่อไป เพราะไม่ว่าฉันจะพยายามแค่ไหน นายก็จะหาเรื่องให้ตัวเองเป็นฝ่ายเสียใจ และมีเรื่องโทษฉันได้เสมอ ฉันไม่มีความสุขหรอกนะที่จะเห็นคนที่ฉันรักเป็นทุกข์เพราะฉันอยู่ตลอดเวลา จะว่าฉันเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่ฉันคิดว่ามันไม่ยุติธรรมที่ไม่ว่าฉันจะรักนายแค่ไหน นายก็ให้ฉันอยู่ในชีวิตนายในฐานะตัวละครชีวิตตัวหนึ่งเท่านั้น ที่จะทำให้นายรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รักในบางครั้ง และเป็นแพะรับบาปให้นายรู้สึกว่าได้โทษใครสักคนในบางคราว"
"นายเองก็บอกฉันในวันนั้นไม่ใช่หรือ ว่านายเกลียดฉันที่ใจดีกับคนไปทั่ว แต่นั่นคือตัวฉัน.. ฉันดูดายไม่ได้หรอกเวลาที่เห็นคนอื่นอยากได้กำลังใจหรือความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ และในเมื่อนายเกลียดฉันที่เป็นแบบนั้น นายจะรั้งฉันไว้ทำไม?"
ไอจิมองผม ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ.. และนั่นก็ทำให้ผมรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างเราสิ้นสุดแล้วจริงๆ
ดึกสงัด ทว่าผมยังคงมาเดินอยู่ตามลำพังในสนามของมหาวิทยาลัย.. ที่ชมรมกรีฑาใช้ซ้อมวิ่งกันเป็นประจำ
เมื่อครั้งที่ผมแอบชอบไอจิและเรายังไม่ได้คบกัน เพียงแค่ได้อยู่ใกล้ๆ ได้มานั่งดูฟุมิยะซ้อมวิ่งแล้วสบตากับไอจิเป็นครั้งคราว เท่านั้นก็มีความสุขมากมายแล้วไม่ใช่หรือ?
ผมหลงรักไอจิที่ใจดี คอยเอาน้ำมาให้ผมดื่ม ชวนผมไปนั่งกับคนในชมรมกรีฑา ไม่เคยปล่อยให้ผมเหงา.. ทั้งๆที่ในตอนนั้นเราก็เป็นแค่เพียงคนรู้จักกันห่างๆ และยามใดที่ไอจิเข้าไปดูแลปฐมพยาบาลคนในชมรม หรือให้กำลังใจนักกีฬาที่ท้อแท้ ผมกลับรู้สึกปลาบปลื้มชื่นชมที่เขาเป็นคนน้ำใจ เป็นที่รักของคนรอบข้าง ไม่เคยนึกหวงเลยสักครั้ง
แต่เมื่อเราคบกัน ผมกลับอยากกักเก็บคุณสมบัติที่ทำให้ไอจิเป็นที่รักนั้นไว้กับตัวเองคนเดียว เพียงเพราะกลัวว่าจะถูกแย่งความสนใจและความรักจากไอจิไป ผมพอใจกับการควบคุมให้ไอจิเป็นอย่างที่ผมต้องการ..
ผมปฏิบัติราวกับไอจิเป็นสมบัติส่วนตัวของผม นึกจะหยิบยกมาสร้างความพอใจกับตนเมื่อไร นึกจะหวงเก็บไว้ไม่ให้ใครเห็นเมื่อไร.. ก็ทำตามแต่ใจโดยไม่นึกถึงอีกฝ่ายที่เป็นมนุษย์และมีความรู้สึกเช่นกัน
น้ำตาผมไหลออกมาช้าๆ สนามตรงหน้าดูพร่าเลือนไปหมด
".........."
นานแล้วที่ไอจิไม่เล่นหัวกับรุ่นน้องในชมรม จะพูดจะจาก็ระมัดระวังและคอยหันมาสังเกตสีหน้าและความรู้สึกผมที่นั่งอยู่ใกล้ๆเสมอ แต่ในตอนนั้นผมกลับรู้สึกดีใจ หลงระเริงไปกับความรู้สึกที่ได้มีไอจิไว้ในเงื้อมมือ
ย้อนคิดดูแล้ว มันเทียบไม่ได้เลยกับเมื่อตอนที่ผมไม่เคยตั้งเงื่อนไขให้ไอจิต้องทำเช่นโน้นเช่นนี้ เพราะไม่ว่าไอจิจะไปเล่นหรือหยอกล้อกับใคร ไม่นานไอจิก็จะเดินกลับมานั่งข้างๆผมเสมอ และอาจแกล้งวางมือทับมือผมในยามที่ไม่มีใครเห็น.. ให้ผมได้หัวใจเต้นแรง
ความมั่นใจว่าอย่างไรไอจิก็จะกลับมาหาผมนั่น ทำให้เป็นสุขกว่าชัยชนะที่ควบคุมคนอื่นได้เพราะการขู่เข็ญหรือคุกคามทางอารมณ์เป็นไหนๆ ผมเคยมีสิ่งนั้นอยู่ในมือ แต่ผมก็ทิ้งมันไป แล้วกระเสือกกระสนหาสิ่งอื่นที่หนักอึ้งกว่ามาแทนที่
".........."
แล้วสิ่งที่หนักอึ้งนั้นก็พังครืน.. ทำลายทุกอย่างไม่เหลือ
ผมอยากได้ไอจิคนเดิมของผมคืนมา..
แต่ไอจิคนเดิมที่ผมโหยหานั้น คือไอจิที่เป็นตัวเขาอย่างแท้จริง หรือไอจิที่ผมบังคับให้เขาฝืนเป็น.. ผมเองก็ยังให้คำตอบตัวเองไม่ได้
น่าเศร้าใจน้อยอยู่เมื่อไร ที่ผมรู้เพียงว่าผมโหยหา.. แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่โหยหานั้นคืออะไร
::: The End :::::::

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น