Betta Splenden

วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2551

- - - - - - -

First written 3 June 2008

- - - - - - -





"A sad thing in life is that sometimes you meet someone who means a lot to you only to find out in the end that it was never bound to be, and you just have to let go."

- Unknown






เราสองคนนั่งกันอยู่ในร้านกาแฟร้านประจำ ไอจิยังคงเลือกสั่งมอคค่า เช่นเดียวกับผมที่ไม่เปลี่ยนใจจากรสชาติเข้มข้นของเอสเพรสโซ่ซึ่งเป็นเครื่องดื่มโปรดปราน บรรยากาศรอบตัวช่างน่าสบาย มีเสียงเพลงดนตรีคลาสสิกเปิดบรรเลงเพียงแผ่วๆ ผู้คนไม่พลุกพล่าน..

เมื่อมองดูด้วยสายตา.. ก็เรียกได้ว่าไม่มีสิ่งไหนเปลี่ยนไปจากเมื่อราวสองปีก่อนที่เราเริ่มคบกันเลย แต่ทำไมผมกลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม?

"ไอจิ.."

ผมเรียกชื่อเขาเบาๆ วางแก้วกาแฟใบเล็กลงบนจานรอง

"นายเป็นอะไรรึเปล่า ทำไมถึงดูใจลอย?"

ไอจิยังคงหลุบตามองไปที่โต๊ะ คลึงถ้วยกาแฟในมือเล่น ตอบเรียบๆ

"ไม่นี่"

สบตาผม.. แล้วยิ้มบางๆ

"คงจะเหนื่อยเรื่องชมรมนิดหน่อย นายอย่ากังวลเลย"

"จริงสิ"

ผมพยักหน้า ยิ้มตอบ.. ทั้งๆที่ใจรู้สึกหนักอึ้ง

"ต้องอยู่ช่วยชมรมระหว่างรุ่นน้องเก็บตัวก่อนไปแข่งระดับเขตเดือนหน้าใช่ไหม?"

"ใช่"

ไอจิถอนหายใจเบาๆ

"พยายามเข้านะ มีนายอยู่ด้วย.. รุ่นน้องคงกำลังใจมาเป็นกอง"

ผมยังฝืนยิ้ม ใจที่หนักอึ้งอยู่เป็นเดิมทุนเริ่มปวดหนึบ..

".........."

ผมอยากได้ไอจิคนเดิมของผมคืนมา





มองย้อนกลับไป สิ่งที่ทำให้ผมรักไอจิมากที่สุดก็คือความร่าเริงและความมีน้ำใจของเขา

'มารอฟุมิยะหรือ?'

ไอจิซึ่งเป็นผู้จัดการชมรมกรีฑาของมหาวิทยาลัย.. มักจะเข้ามาทักผมซึ่งมายืนให้กำลังใจน้องชายฝาแฝดอยู่ที่ขอบสนามเสมอ

'เข้ามานั่งที่ม้านั่งข้างสนามก็ได้นะ อีกนานเลยกว่ากลุ่มของฟุมิยะจะซ้อมเสร็จ'

'ไม่เป็นไร'

ผมตอบ..

'ฉันรอตรงนี้สะดวกกว่า'

แม้คนในชมรมกรีฑาจะดูเป็นมิตร และรู้จักดีว่าผมคือพี่ชายฝาแฝดของฟุมิยะที่เป็นสมาชิกในชมรม แต่อย่างไรเสียผมก็ยังรู้สึกเป็นคนนอกและไม่ปรารถนาจะเข้าไปคลุกคลีด้วย..

ไอจิไม่เซ้าซี้ แต่ทุกครั้งที่เห็นผมก็จะแวะมาทักทายและพูดคุยด้วยเสมอ ซ้ำบางวันยังวิ่งลัดสนามเอาน้ำดื่มมาให้ทั้งๆที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด

'ร้อนออกอย่างนี้ ต่อให้นั่งดูเป็นกำลังใจเฉยๆก็คงหิวน้ำเหมือนกันใช่ไหม?'

และนั่นก็สร้างความประทับใจให้ผมทีละเล็กทีละน้อย พอๆกับที่สร้างความคุ้นเคย.. ไว้วางใจ หลายสัปดาห์ต่อมาผมจึงยอมเข้าไปนั่งรวมกับกลุ่มนักกีฬาในที่สุด และได้รู้จักคนในชมรมของฟุมิยะมากมาย

แต่ไอจิก็เป็นคนที่ผมลอบให้ความสนใจและความสำคัญอยู่ลึกๆเสมอ ยิ่งเห็นไอจิเอาใจใส่ดูแลคนในชมรมอย่างไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย เห็นเขาให้กำลังใจนักกีฬาที่ถูกตำหนิจนท้อใจเท่าไร ผมก็ยิ่งหลงรักไอจิมากขึ้นเท่านั้น..

ไอจิช่างเป็นคนร่าเริง มองโลกในแง่ดี มีกำลังใจให้ผู้คนเหลือเฟือ ไม่ว่าใครที่อยู่ด้วยก็สบายใจ.. รู้สึกเหมือนได้รับแสงอาทิตย์ที่อบอุ่นและอากาศบริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา

และหากผมได้อยู่เคียงข้างไอจิ.. ผมคงจะเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก

'พี่ไปช่วยให้กำลังใจผมตอนซ้อม หรือไปนั่งตาลอยมองแต่ใครกันแน่?'

ฟุมิยะถามผมวันหนึ่งด้วยน้ำเสียงล้อเลียน

'พูดอะไรของนาย?'

'แน่ะ อย่ามาทำหน้าบึ้งหน่อยเลย แอบเห็นหรอกว่ามองแต่ผู้จัดการชมรมตลอด โบกมือให้จากในสนามตั้งหลายครั้ง พี่ยังไม่สนใจผมสักนิด.. เรารึก็นึกว่ามองใคร ที่แท้..'

น้องชายฝาแฝดของผมยิ้มเจ้าเล่ห์

'ชอบไอจิใช่ไหมล่ะ?'





ผมคงอายที่น้องชายจับความรู้สึกได้.. พอๆกับที่อยากจะเอาชนะและพยายามพิสูจน์ว่าสิ่งที่ฟุมิยะพูดไม่ใช่เรื่องจริง นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมจึงไม่ไปนั่งรอฟุมิยะซ้อมวิ่งกับชมรมกรีฑาเหมือนเคย

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมหลีกเลี่ยงไอจิได้ เพราะอย่างไรเสียเราก็อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันและต้องไปฟังบรรยายที่ตึกเดียวกันบ่อยๆ แม้ผมจะพยายามหลบตาแต่ไอจิก็เข้ามาทักอยู่เสมอ..

'ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยแวะไปที่ชมรมตอนซ้อมเลย?'

'อ้อ..'

ผมขยับแว่นตา

'ช่วงนี้รายงานเยอะ ฉันต้องไปหาข้อมูลในห้องสมุดบ่อยๆ เลยไม่มีเวลาไปที่ชมรม'

อ้างไปทั้งๆที่รู้ว่าฟังไม่ขึ้น แต่จะให้บอกสาเหตุที่แท้จริงได้อย่างไรเล่า?

'อย่างนั้นเองหรอกหรือ?'

ไอจิดูโล่งใจ..

'นึกว่านายรำคาญที่ฉันไปเซ้าซี้บ่อยๆเสียอีก แต่ถ้าหายไปเพราะต้องทำรายงาน.. ก็ค่อยยังชั่วขึ้นหน่อย'

ผมฟังเงียบๆ ใจเต้นแรงขึ้นมา..

ใครจะรำคาญนายได้ลง? ฉันอยากอยู่ใกล้ๆนายจะแย่!

'ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ แวะไปอีกนะ คนในชมรมหลายคนก็ถามถึง..'

ไอจิเว้นจังหวะไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลง

'ฉันจะรอ'

ประโยคนั้นทำให้อกผมแทบจะระเบิด..





แล้วสัปดาห์ต่อมาผมก็ตัดสินใจกลับไปสู่กิจวัตรเดิม นั่นคือไปนั่งรอฟุมิยะซ้อมวิ่งและพูดคุยกับคนในชมรมกรีฑาด้วยความคุ้นเคยราวกับเป็นสมาชิกคนหนึ่ง

'ไม่ไปทำรายงานในห้องสมุดแล้วหรือ?'

ฟุมิยะแกล้งมากระซิบถามอย่างจงใจจะยั่ว ก่อนจะโดนผมถองกลับไปแรงๆ ทว่าเจ้าตัวกลับหัวเราะร่า วิ่งไปหาไอจิ..

'ฝากดูแลพี่ชายฉันด้วยนะ ไอจิ ขี้โมโหแบบนี้เดี๋ยวจับคนในชมรมเราไปกินหมดล่ะแย่แน่..'

ไอจิไม่พูดอะไร ได้แต่ยิ้มเหมือนเคย.. แล้วมองมาทางผม

เสียงหัวเราะคิกคักของฟุมิยะทำให้ผมโกรธอย่างบอกไม่ถูก แล้วก็เกิดระแวงขึ้นมาว่าไอจิอาจจะรู้เรื่องที่ผมชอบเขา..

'..........'

แม้จะไม่เคยยอมรับกับฟุมิยะตรงๆ แต่มันก็เป็นความจริงลึกๆในใจที่ผมไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งหากว่าไอจิรู้เข้า.. ผมคงมาที่ชมรมนี้อีกไม่ได้แน่ๆ

'..........'

'ซาโตรุ!'

เสียงฟุมิยะกับไอจิเรียกไล่หลัง แต่ผมไม่หันกลับไปแล้ว.. ผลุนผลันเดินออกมาโดยไม่สนใจว่าใครจะมอง

'ซาโตรุ!'

'อย่ามายุ่ง!'

ผมตะโกนกลับไปโดยไม่เหลียวหลัง

'ซาโตรุ.. หยุดก่อนสิ!'

ไอจิวิ่งมาดักผมได้ทันเมื่อเราเดินมาถึงด้านหลังของห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า

'ทำไม..'

ผมก้มหน้าที่แดงก่ำเพราะทั้งโกรธจัดและทั้งอาย.. ปากคอสั่นไปหมด

'ทำไมต้องทำเหมือนฉันเป็นตัวตลกด้วย!?'

'..........'

'ลับหลังฉัน ฟุมิยะกับนายคงจะหัวเราะเยาะฉันใช่ไหม!?'

น้ำตาผมคลอขึ้นมา เพียงแค่คิดว่าฟุมิยะเอาเรื่องความรู้สึกผมที่มีต่อไอจิมาพูดราวกับว่าเป็นเรื่องเล่นๆ เพียงแค่คิดว่าจากนี้ไอจิอาจมองผมเป็นตัวตลก.. ก็โกรธจนทำอะไรไม่ถูก

'นายคงเห็นฉันเป็นตัวตลกใช่ไหม!?'

ผมตะเบ็งเสียง

'..........'

และเมื่อไอจิยังยืนมองผม ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ ผมก็ผลักอกเขาให้ถอยห่าง.. อยากจะเดินหนีไปโดยเร็ว แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่ออีกคนกลับโอบแขนทั้งสองข้างรัดตัวผมไว้ กอดผมแน่น..

'พูดอะไรของนาย ซาโตรุ?'

เสียงไอจิถามผม..

'ฉันจะเห็นคนที่ฉันชอบเป็นตัวตลกได้อย่างไร?'





จนหลายเดือนผ่านไป ผมก็ยังเฝ้าถามตัวเองว่าที่เกิดขึ้นนั้นคือความฝันหรือไม่..

ผมคนนี้น่ะหรือ ที่เป็นที่รักของไอจิจริงๆ? ไอจิที่เอาใจใส่ใครต่อใครมากมาย เป็นที่รักของคนทุกคน.. มีผมเป็น 'สุดที่รัก' ของเขา

ทุกครั้งที่อยู่ใกล้ไอจิ ผมรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย.. รู้สึกดีเสียจนกลัวว่าจะเสียมันไปสักวัน

'นายชอบฉันเพราะอะไร?'

ผมเคยถามไอจิ

'ให้ตอบเป็นอย่างๆคงไม่ได้หรอก..'

ไอจิตอบเสียงทุ้มน่าฟัง..

'คงเริ่มจากการที่นายมานั่งดูฟุมิยะซ้อมกีฬาแทบทุกวันน่ะ ฉันรู้สึกว่านายเป็นพี่ชายที่น่ารัก.. ดูแลน้องไม่ห่างเลย'

นั่นก็เป็นความจริง แม้ฟุมิยะกับผมจะทะเลาะกันบ่อย แต่เราก็รักกันและดูแลกันและกันเสมอ

'แล้วนายล่ะ ชอบฉันเพราะอะไร?'

เจอถามแบบนี้ผมก็ตอบตรงไม่ได้เหมือนกัน..

'นั่นสิ เป็นคำถามง่ายๆที่ตอบยากจริงๆด้วย แต่ถ้าจะให้มองที่จุดเริ่มต้นล่ะก็..'

ผมเอนตัวไปพิงไหล่ไอจิ

'เพราะนายใจดี เอาใจใส่แม้กระทั่งฉันที่เป็นคนนอกชมรมน่ะสิ'

ช่างโชคดีที่ได้อยู่ใกล้คนคนนี้..

'แล้วขนาดวันนั้นที่ฉันโกรธจัด โวยวายเพราะคิดไปเองว่าฟุมิยะเอาเรื่องฉันมาเล่า นายก็ยังอุตส่าห์ตามมาอย่างอดทน.. ใจเย็น'

ผมชอบไอจิเพราะที่ไอจิเป็นแบบนี้.. ที่มีความเป็นห่วงเป็นใยให้คนรอบข้าง สดใส และไม่เคยหมองหม่น

แต่ก็มีบางอย่างที่ผมลืมคิดไป และเผลอนึกเอาว่าอากาศที่แสนบริสุทธิ์กับความอบอุ่นจากดวงอาทิตย์นี้.. อยู่ใต้ความควบคุมของผมและเป็นของผมเพียงผู้เดียว





ช่วงปีแรกที่เราคบกันทุกอย่างผ่านไปด้วยดี เราต่างเกรงอกเกรงใจซึ่งกันและกัน และไม่ว่าฝ่ายใดจะทำอะไรก็ดูเหมือนดีไปเสียทุกอย่าง ไอจิชื่นชมผม ผมก็ชื่นชมไอจิ..

แต่ปัญหาเริ่มเกิดเมื่อฟุมิยะลาต้องหยุดการซ้อมวิ่งของชมรมกรีฑาไประยะหนึ่งเพราะอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่หัวเข่า ผมยังคงไปขลุกที่ชมรมบ่อยๆเพราะยังมีคนอื่นที่คุ้นเคยกัน.. โดยเฉพาะไอจิที่ผมคุ้นเคยกว่าใครเพราะเขาเป็นคนรักของผม

จากเดิมเดิมผมแบ่งความสนใจให้ฟุมิยะขณะซ้อมวิ่งและให้ไอจิขณะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการชมรมอย่างเท่าๆกัน เมื่อฟุมิยะไม่อยู่.. ก็กลายเป็นผมทุ่มความสนใจมาที่ไอจิเพียงคนเดียว

แล้วสิ่งที่ไม่เคยสังเกตเห็น.. ก็ได้มาเห็น สิ่งที่ไม่เคยรบกวนจิตใจ.. ก็เริ่มรบกวนจิตใจ

'ซาโตรุ..'

ไอจิดึงมือผมไว้ เมื่อเห็นผมช่วยเก็บข้าวของหลังเลิกซ้อมด้วยท่าทีเย็นชา

'เป็นอะไรหรือ?'

ผมปัดมือเขาออก ทำเหมือนไม่ได้ยิน รวบกองผ้าขนหนูใช้แล้วมาไว้ในอ้อมแขน

'ซาโตรุ!'

ไอจิวิ่งตาม..

ยิ่งเห็นไอจิร้อนรน ผมยิ่งรู้สึกว่าสาสมดี..

'อย่าทำแบบนี้เลยน่า มีอะไรไม่พอใจก็บอกสิ'

ผมหันขวับ มองด้วยสายตาขุ่นๆ

'ทำไมถึงต้องเอาอกเอาใจรุ่นน้องถึงขนาดนั้น?'

ภาพที่ไอจิเดินเข้าไปลูบศีรษะเด็กใหม่คนหนึ่งยังติดตา..

'ยังไม่ผ่านการคัดเลือกแท้ๆยังพะนอกันขนาดนี้ ถ้าได้เป็นนักกีฬามหาวิทยาลัยขึ้นมา นายไม่ต้องอัญเชิญขึ้นเกี้ยวแล้วหามรับส่งเลยหรือ!?'

ไอจิรู้ดีว่าผมเป็นคนขี้หึง แล้วก็ระมัดระวังที่จะไม่กระพือโทสะผมมาตลอด แต่นี่อยู่ๆก็ทำเหมือนผมไม่มีความหมาย ไม่นึกถึงความรู้สึกผมที่ยืนอยู่ตรงนั้นบ้างว่าเห็นแล้วจะรู้สึกอย่างไร..

'เรื่องแค่นั้นน่ะหรือ?'

ยิ่งไอจิเห็นเป็นเรื่องเล็ก.. ผมก็ยิ่งโกรธ

'หมายความว่าอะไร ทำไมนายคิดว่ามันเป็นเรื่องแค่นั้น!?'

ผมทุ่มกองผ้าขนหนูทั้งหมดลงกับพื้น ไม่สนใจว่ามันจะเปื้อนเศษดินเศษใบไม้บนสนามหญ้า

'รุ่นน้องก็คือรุ่นน้อง ทำไมนายต้องคิดมากด้วย? ฉันแค่ดูแลให้กำลังใจเขาในฐานะผู้จัดการทีมเท่านั้นเอง มันไม่ได้มีอะไรอย่างที่นายคิดแม้แต่นิดเดียว'

ไอจิขมวดคิ้ว

'แต่ฉันไม่ชอบ!'

ผมใช้คำพูดเดิมที่ได้ผลเสมอ

'ถ้าไม่อยากจะคบกันนานๆ นายจะทำแบบนั้นอีกก็เชิญตามสบาย!'

เพราะรู้ว่าไอจิรัก.. รู้ว่าเขาพร้อมจะโอนอ่อนผ่อนตามได้ทุกเมื่อ ผมจึงไม่รีรอที่จะสร้างเงื่อนไขเพื่อขู่ โดยใช้ความสัมพันธ์ของเราเป็นเดิมพัน

แววตาของไอจิขุ่นขึ้นมาบ้าง แต่เขาก็ไม่โต้เถียงอะไร

และผมก็พอใจยิ่งนัก เมื่อนับจากนั้น.. ไอจิระวังตัวเสมอเวลาที่อยู่กับเด็กรุ่นน้อง ไม่เล่นหัวให้ความสนิทสนมด้วยมากๆเหมือนเคย





ผมในตอนนั้น.. ยังคิดว่าการแสดงความหึงหวงอย่างไร้สติคือการแสดงออกถึงความรัก

ผมในตอนนั้น.. ยังคิดว่าการควบคุม ครอบครอง ผูกขาด คือข้อกำหนดของความสัมพันธ์ที่ดี

ผมในตอนนั้น.. ช่างไม่รู้อะไรเลย





ปีที่สองของความสัมพันธ์พวกเราค่อนข้างจะแปรปรวน แม้ฟุมิยะจะหายขาดและกลับมาวิ่งให้มหาวิทยาลัยได้เหมือนเก่า แต่ความรื่นเริงของน้องชายฝาแฝดผมและบรรยากาศเก่าๆก็ไม่ได้หยุดรอยร้าวระหว่างเราที่ปรากฏตัวชัดขึ้นทุกที..

'เป็นอะไรไป?'

ฟุมิยะอดถามไม่ได้

'พี่มีปัญหาอะไรกับไอจิรึเปล่า เจอหน้ากันแต่ละที.. ดูเหมือนต่างฝ่ายต่างเครียด'

'จะไปรู้รึ ไปถามเขาสิว่าเขามีปัญหาอะไร..'

ผมตอบแบบผ่านๆ เพราะผมเชื่อว่ามันเป็นปัญหาของไอจิจริงๆ

การที่ผมสร้างเงื่อนไขแล้วไอจิทำตามไม่ได้.. นั่นล่ะคือปัญหาของไอจิ มันไม่ใช่ปัญหาของผม เพราะผมเป็นคนกำหนดเงื่อนไข ถ้าเขาจะทำไม่ได้หรือลำบากใจที่จะทำตาม มันก็คือปัญหาของเขาไม่ใช่หรือ?

'มีอะไรก็คุยกันดีกว่าไหม?'

น้องชายผมเลียบๆเคียงๆอย่างเป็นห่วง

'ไม่มีอะไรต้องคุย'

ผมตัดบท

'ไอจิอยากจะทำอะไร เขามีสิทธิ์ตัดสินใจเลือกทุกอย่าง'

พูดได้อย่างใจกว้าง ก็เพราะได้สร้างเงื่อนไขที่เห็นแก่ตัวและใจแคบที่สุดเอาไว้แล้ว ผมไม่ได้รู้ตัวเลยว่าการนำความสัมพันธ์ที่มีค่าของเรามาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองคนรักของผมเช่นนี้.. จะนำมาซึ่งสิ่งที่ผมกลัวที่สุด





เมื่อใกล้ถึงวันครบรอบที่เราคบกันสองปี ผมก็วางแผนชวนไอจิไปเที่ยว ตั้งใจว่าจะขับรถไปทะเลด้วยกัน.. แม้มันจะหนาวเหลือเกินก็เถอะ แต่ไอจิเป็นคนชอบทะเล ผมจึงอยากจะพาเขาไป

ดูเหมือนไอจิจะลืมไปสนิทว่านั่นคือวันครบรอบของเราสองคน เพราะเขาทำสุ้มเสียงประหลาดใจเมื่อผมเอ่ยปากว่าจะขับรถพาไปเที่ยวทะเลในสุดสัปดาห์หน้า นั่นทำให้ผมรู้สึกน้อยใจอยู่ลึกๆ แต่ก็ไม่อยากจะทำให้เสียบรรยากาศจึงได้แต่เก็บความรู้สึกไว้ แล้วกำชับว่าจะไปรับไอจิที่บ้านตอนเช้าวันเสาร์ ซึ่งไอจิก็รับปากเป็นมั่นเหมาะ

สัปดาห์นั้นผมเตรียมของขวัญให้ไอจิเป็นปลากัดสีสวย ไอจิเคยบอกว่าเขาหลงรักครีบและหางที่กรุยกรายของปลาสายพันธุ์นี้เป็นที่สุด และร่ำๆว่าสักวันจะซื้อมาเลี้ยงให้ได้

'ฉันชอบปลากัดสีเหลือบเหลือเกิน เวลามองมันว่ายในตู้ปลาแล้ว.. ดูเหมือนผู้หญิงสวยๆในชุดราตรีที่ปักด้วยเลื่อมอย่างไรอย่างนั้น'

แม้ไอจิจะเคยออกปากว่าอยากเลี้ยงแค่ตัวเดียว เพราะจุดประสงค์คือเลี้ยงเพื่อความสวยงามและไม่ต้องการเสี่ยงให้ปลาซึ่งมีธรรมชาติก้าวร้าวต่อสู้กันจนบาดเจ็บ แต่ผมเห็นว่านี่เป็นวันครบรอบที่เราคบกันสองปี และอยากให้ปลาเป็นตัวแทนเราทั้งคู่.. ผมจึงตั้งใจมอบปลากัดที่โตเต็มวัยแล้วให้กับไอจิถึงสองตัวด้วยกัน โดยจับแยกให้อยู่ในอ่างแก้วสองใบแล้วคั่นด้วยกระดาษหนา ไม่ให้ปลามองเห็นกันตามคำแนะนำของเจ้าของร้านปลาประเภทสวยงาม

ทุกคืนก่อนนอน.. ผมเฝ้ามองปลากัดสีสวยทั้งสองตัว นึกเร่งเวลาให้ถึงวันเสาร์เร็วๆ





"ซาโตรุ.."

สุ้มเสียงไอจิฟังดูไม่ค่อยสบายใจนักเมื่อโทรมาหาผมในเช้าตรู่ของวันที่เรานัดกัน

"รุ่นน้องที่เก็บตัวอยู่เกิดบาดเจ็บระหว่างซ้อมเดี๋ยวนี้เอง แล้วรุ่นพี่ชมรมขอให้ฉันช่วยไปอยู่เป็นเพื่อนที่โรงพยาบาล เพราะเขาต้องกลับไปคุมซ้อมเด็กที่เหลือต่อ เพราะฉะนั้น.. เราจะไปเที่ยวกันสายหน่อยได้ไหม?"

".........."

ผมเงียบไป อารมณ์ที่เบิกบานแช่มชื่นอยู่หายไปในพริบตา

"แล้วคนอื่นที่ชมรมไม่มีแล้วหรืออย่างไร ถึงต้องมาตามนาย?"

"วันเสาร์แบบนี้ตามตัวคนอื่นลำบาก อีกอย่างฉันก็มีส่วนรับผิดชอบคุมรุ่นน้องเก็บตัวด้วย แม้ว่ายังจะไม่ใช่เวรฉันในช่วงนี้ก็เถอะ"

"หมายความว่าคนอื่นเขามาขอให้นายทำอะไร นายก็ยินดีไปช่วยโดยไม่สนใจว่าจะต้องผิดสัญญากับฉันอย่างนั้นสิ?"

"ผิดสัญญาที่ไหน ก็แค่ขอเลื่อนเวลาไปสักนิดเท่านั้น"

ไอจิพยายามอธิบายอย่างใจเย็น

"เสร็จธุระจากโรงพยาบาลแล้วฉันจะรีบไปหานาย รอฉันหน่อยได้ไหม?"

ผมนิ่ง

"ตามใจนายแล้วกัน!"

แม้จะพูดเช่นนั้น แต่น้ำเสียงกลับกระแทกกระทั้นซ้ำยังกดปุ่มตัดสายทิ้งไปโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไร





เที่ยงเศษแล้ว ไอจิก็ยังไม่โทรมา..

เรานัดกันไว้สิบโมงเช้า และนี่ก็เลยเวลามาพอสมควรแล้ว สายป่านนี้.. กว่าจะได้ขับรถไปถึงทะเลก็มืดพอดี

ผมพยายามกดโทรศัพท์ติดต่อไอจิแต่ก็ติดต่อไม่ได้ เขาคงจะยังอยู่ที่โรงพยาบาล

".........."

มองไปที่ปลากัดสีสวยทั้งสองซึ่งว่ายน้ำอยู่ในอ่างของแคบๆของตัวอย่างไม่ทุกข์ร้อน แล้วความโกรธก็ยิ่งทวีคูณ..

ผมพยายามวางแผนสิ่งดีๆเพื่อพวกเราสองคนมากแค่ไหน แต่ไอจิกลับทำเหมือนผมไม่มีความหมาย

อะไรๆก็มาก่อนผมเสมอ รุ่นน้องเข้าใหม่ที่ต้องการกำลังใจ รุ่นน้องที่บาดเจ็บระหว่างเก็บตัว รุ่นพี่ที่ขอร้องให้เขาต้องเปลี่ยนแผนวินาทีสุดท้าย ทุกคนสำคัญกับไอจิไปหมด ยกเว้นผมที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักและวันนี้ที่เป็นวันครบรอบของเราสองคน

"ซาโตรุ.."

ฟุมิยะเรียกผมเบาๆเมื่อเห็นว่าผมยังนั่งจับเจ่าอยู่ในห้อง ทั้งๆที่พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะออกไปข้างนอกกับไอจิ

"ถ้ายังไม่ออกไปล่ะก็ จะทานข้าวกลางวันด้วยกันก่อนไหม?"

ผมสั่นศีรษะแรงๆ ไม่แม้กระทั่งจะมองหน้าน้องชายฝาแฝด ซึ่งฝ่ายนั้นเห็นท่าแล้วก็รีบเดินจากไป.. ไม่เซ้าซี้ เพราะรู้ว่าผมกำลังอยู่ในอารมณ์ไม่ปกติ

หยิบโทรศัพท์มาโทรถึงไอจิอีกครั้ง.. แต่ก็ยังไม่มีคนรับสาย

".........."

น้ำตาร้อนๆแล่นมากบตา

นายทำแบบนี้กับฉันอย่างนั้นหรือ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!





"สวัสดี"

น้ำเสียงผมเฉยชาเมื่อรับสายไอจิ

"ซาโตรุ ฉันเสร็จธุระที่โรงพยาบาลแล้วนะ ขอโทษที่ช้าไปมากๆ รุ่นน้องที่ว่าบาดเจ็บสาหัสน่ะ ต้องผ่าตัดหัวเข่าทันที ก็เลยต้องติดต่อทั้งอาจารย์และผู้ปกครองให้วุ่นวายไปหมด.."

ผมเหลือบมองดูนาฬิกา

บ่ายสามโมงครึ่งนี่น่ะหรือ.. นายเพิ่งจะมาบอกว่าเสร็จธุระ?

"จะให้ฉันไปหาที่บ้านไหม หรือจะไปเจอกันที่ไหน?"

ไอจิพยายามเอาใจผม

"ไม่ต้อง"

ผมตอบ

"เย็นขนาดนี้จะไปที่ไหนได้ ฉันเองก็ไม่มีอารมณ์จะไปแล้ว"

".........."

"นายกลับบ้านไปเถอะ ไอจิ"

พูดจบก็ตัดสายทิ้งอย่างไม่แยแส..

กลับบ้านไปเร็วๆสิ ไอจิ

ผมคิด..

ฉันอยากให้นายได้เห็นของขวัญวันครบรอบที่เราคบกันสองปีไวๆ!





น่าแปลกที่ผมไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิดระหว่างที่ไม่ได้คุยกับไอจิทั้งเย็น คงเป็นเพราะผมมั่นใจอย่างมากว่าไอจิจะต้อง 'ซมซาน' กลับมางอนง้อและขอโทษผมเหมือนในหลายๆครั้งที่ผ่านมา และทำทุกอย่างเพื่อให้ผมรู้สึกดีขึ้น..

แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ เพราะราวๆสองทุ่มของคืนนั้นฟุมิยะก็บอกว่าไอจิมาหาผม แต่ยืนยันรออยู่หน้าบ้าน.. ไม่ยอมเข้ามาข้างใน

หลังจากที่ทราบแล้วผมก็ยังไม่ขยับเขยื้อน แกล้งถ่วงเวลาให้ไอจิยืนรออยู่อย่างนั้นอีกราวๆยี่สิบนาทีเป็นการลงโทษ จึงจะเดินลงไป

".........."

ระหว่างที่เดินออกจากบ้านไปยังประตูหน้า ผมเห็นไอจิมองตรงมาด้วยใบหน้าสงบนิ่ง.. ไม่ร้อนรนกระวนกระวายเหมือนเวลาที่รู้ตัวว่าถูกโกรธอยู่เหมือนทุกที

และนั่นทำให้ผมรู้สึกผิดสังเกต แต่ก็ยังคงเฉย.. ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากทักทายก่อน

"ซาโตรุ.."

ไอจิเรียกชื่อผมเสียงเบา เขายืนอยู่นอกรั้วบ้าน.. และผมก็ไม่คิดเชิญเข้ามา

"ทำไมนายต้องทำแบบนั้น?"

"ทำอะไร?"

ถามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"ฉันรู้ว่านายโกรธฉัน แต่ทำไมนายต้องเอาความโกรธไปลงกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่!"

นัยน์ตาของไอจิเป็นประกายวาบขึ้นมา และนั่นก็แสดงว่าเขาเห็น 'ของขวัญ' จากผมแล้ว

ระหว่างที่ผมติดต่อไอจิไม่ได้ ผมตัดสินใจเอาปลากัดทั้งสองตัวไปฝากให้ไอจิถึงบ้าน วางไว้ในห้องนอนด้วยตัวเองเลยทีเดียว..

ปลากัดตัวผู้วัยเจริญสองตัวที่มีสัญชาตญาณกระหายการต่อสู้ ถูกผมจับรวมไว้ในอ่างแก้วใบเล็กๆใบเดียวกันด้วยโทสะและความอยากจะ 'เอาคืน' ที่ซาโตรุผิดคำพูด

"แล้วทำไม!?"

เสียงผมดังขึ้นมา ยังไม่สำเหนียกในสิ่งที่กระทำลงไป

"ฉันไม่มีสิทธิ์จะโกรธหรือ ในเมื่อนายให้ความสำคัญกับทุกคนและทุกอย่างที่ไม่ใช่ฉัน!"

"เด็กรุ่นน้องที่ชมรมบาดเจ็บนายก็ไม่รีรอที่จะไปดูแล รุ่นพี่ขอร้องนายก็ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อไปช่วยเหลือ แม้กระทั่งปลากัดสองตัวนั่น.. นายก็ยังเป็นห่วงชีวิตมันมากกว่าความรู้สึกของฉัน! รู้ไหมฉันเกลียดที่สุดเวลาที่นายใจดีกับใครไปทั่ว ช่วยเหลือใครต่อใครไปทั่ว.."

"นายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันตั้งใจแค่ไหนที่จะทำอะไรดีๆเพื่อนายในวันนี้ นายมันงี่เง่าที่สุด!"

ก่อนผมจะออกมาจากห้องของไอจิ.. ผมเห็นเลือดไหลเป็นทางมาจากปลากัดตัวที่กำลังพ่ายแพ้ ครีบและห่างแสนสวยนั้นถูกฉีกทึ้ง ขาดกระจุยจากการต่อสู้

"นายมันไม่รู้อะไรเลย!"

ผมตะเบ็งเสียง.. นึกถึงคำพูดของเจ้าของร้านปลาประเภทสวยงามที่ย้ำกับผมนักหนา

'จับปลากัดแยกอ่างกัน หากระดาษหนาๆคั่นเสีย อย่าให้เห็นกันหรือนำมารวมกันนะครับ..'

'ปกติธรรมชาติของปลากัดจะไม่สู้กันถึงตาย เพราะตัวที่แพ้จะถอยหนีแล้วหลบไปได้ในที่สุด แต่หากเป็นการเลี้ยงในตู้ปลาหรืออ่างใบเล็ก ตัวที่แพ้จะหนีไม่ได้เลย และถูกตัวที่แข็งแรงกว่าคุกคามจนกว่าจะตาย'

"แม้กระทั่งวันนี้ก็ยังไม่รู้ใช่ไหม ว่ามันเป็นวันอะไร!?"

ไอจิเงียบ มองดูผมด้วยแววตาที่ผมเดาความรู้สึกไม่ถูก เพราะมันเป็นแววตาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

มันไม่ใช่แววตาที่แสดงความกังวล ความเป็นห่วง หรือความทุกข์ใจเพราะเห็นผมทุกข์ใจเหมือนทุกที แต่เป็นแววตาที่หม่นหมองมากๆ

"ซาโตรุ.."

แววตาแห่งความ.. สิ้นหวัง?

"ถ้าฉันไม่ใช่คนที่มีความใจดีอย่างที่นายว่านายรังเกียจนักหนา นายคิดว่าฉันจะทนคนเจ้าอารมณ์และเอาแต่ใจนายมาได้แต่แรกไหม?"

ไอจิผู้ไม่เคยพูดคำน้อยให้ผมระคายความรู้สึก ถามคำถามนั่นออกมาอย่างเหลืออด

"ใช่ นายมีสิทธิ์จะโกรธหากนายคิดว่าฉันให้ความสำคัญกับทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้นนาย และฉันก็มีสิทธิ์จะรู้สึกผิดหวังเหมือนกันที่นับวันก็ยิ่งรู้ว่านายไม่เคยให้ความสำคัญกับอะไรนอกจากความรู้สึกตัวเอง!"

"นายเคยคิดถึงใจฉันบ้างไหม ว่าฉันจะรู้สึกอย่างไรกับการที่ต้องทำตามเงื่อนไขของนายแทบทุกอย่าง ถ้านายว่าฉันงี่เง่า แล้วนายล่ะไม่งี่เง่าพอๆกับฉันหรือ นายไม่แม้แต่จะถามสักคำว่าเด็กรุ่นน้องคนนั้นเป็นอย่างไร ฉันอยู่ช่วยคนที่ชมรมแล้วเหนื่อยบ้างไหม ตลอดเวลานายคอยแต่จะจับตาอยู่ตลอดว่าฉันไปทำดีกับใครบ้าง แล้วก็มาเอะอะเอากับฉันเพราะรู้สึกว่าตัวเองสำคัญน้อยลง สุดท้ายแล้วที่นายว่ารักฉันนี่ นายรักฉันจริงๆหรือเพราะนายรักความรู้สึกที่ว่ามีไอ้โง่อย่างฉันคนหนึ่งคอยอ่อนข้อยอมให้ทุกอย่างกันแน่!"

"นายไม่เคยรักใครเลย ซาโตรุ นายรักตัวเองที่สุดต่างหาก แล้วนายก็อ้างว่ารักฉันเพียงเพื่อจะให้ความรักนั่นเป็นเงื่อนไขให้ฉันต้องทำอย่างที่นายต้องการเท่านั้น ถ้านายรักฉันนายต้องรู้ว่าชมรมสำคัญกับฉันแค่ไหน นายต้องคิดได้ว่าฉันมีความสุขกับการให้กำลังใจและโอบอุ้มรุ่นน้องเพียงใด และนายจะไม่มีวันห้ามไม่ให้ฉันทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ หรือเป็นในสิ่งที่ฉันเป็นกับใครๆ ถ้านายเคารพตัวตนที่แท้จริงของฉัน"

".........."

ผมเงียบไปด้วยความตกใจ หน้าชา.. มือสั่นระริก ทำอะไรไม่ถูกเมื่อได้เห็นไอจิแสดงความเดือดดาลออกมาเป็นครั้งแรก





"ทำไมฉันจะไม่รู้.. ว่าวันนี้วันอะไร"

นัยน์ตาของไอจิขมขื่น..

"เพราะฉันรู้ ฉันจึงตั้งใจจะใช้เวลาที่เหลือให้ดีที่สุด ชดเชยให้นายจนกว่านายจะรู้สึกดีขึ้น แต่นายกลับไม่ต้องการ และเลือกทำในสิ่งที่รู้ว่าจะทำให้ฉันเสียความรู้สึก นายทำไปเพื่ออะไร ซาโตรุ? นายอยากจะเอาชนะ อยากให้ฉันเสียใจ อยากให้ฉันเจ็บปวดเหมือนที่นายรู้สึกใช่ไหม ถ้านายคิดแบบนั้น จ้องจะแก้แค้นให้ฉันต้องมีแผลเหมือนที่นายมีอยู่ตลอดเวลาล่ะก็ นายไม่ได้เห็นฉันเป็นคนรักแล้วล่ะ ซาโตรุ นายเห็นฉันเป็นศัตรูมากกว่า"

"ที่ฉันมาในค่ำนี้ มันไม่ใช่เพราะฉันไม่ได้ห่วงชีวิตปลากัดมากไปกว่าความรู้สึกนาย แต่เพราะฉันอยากจะมาดูหน้านายให้ชัดๆต่างหาก ว่านี่หรือคนที่ฉันรักและพยายามถนอมความรู้สึกมาตลอด คนคนเดียวกันนี่น่ะหรือที่มองดูปลากัดสองตัวทำร้ายกันได้โดยไม่รู้สึกรู้สา ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่ามันเป็นสิ่งที่ฉันรัก เป็นสิ่งที่ฉันอยากจะเลี้ยงอย่างทะนุถนอม แต่นายก็ยังทำลายมันได้เพียงเพื่ออยากจะทำให้ฉันได้เจ็บปวดบ้าง"

"นายรู้ว่าฉันรักสิ่งไหน นายไม่รีรอที่จะทำลายมันเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายใจฉัน นี่นะหรือ.. ความรักของนายที่อยากให้ฉันศรัทธา?"

เสียงของไอจิเบาลงทว่าอัดแน่นไปด้วยโทสะ.. ภาพปลากัดที่ถูกทำร้ายจนเลือดอาบแล้วนอนนิ่งรอความตายอยู่ก้นอ่างยังคงติดตา

"บอกตรงๆนะ ซาโตรุ ฉันไม่รู้อีกแล้วว่าต่อไปเรื่องของเราจะเป็นอย่างไร ฉันเหนื่อยมากกับการที่ต้องวิ่งตามคนที่นึกถึงแต่ความรู้สึกตัวเอง นายทำให้ฉันกลัวจนไม่มีอะไรเหลือจะให้กลัว จนฉันรู้สึกว่าถ้าความรักนี่มันทำให้ฉันต้องเป็นทาสแห่งความผูกพันและอารมณ์ที่บั่นทอนจิตใจนัก ให้ฉันถอนใจออกมาจากนายเสียคงจะดีที่สุด"

คนรักของผมวางซองจดหมายสีน้ำเงินลงบนขอบรั้ว

"ฉันเขียนการ์ดใบนี้ให้นายด้วยความรู้สึกดีๆ เพราะอยากจะมอบให้นายในวันนี้ ฉันอยากให้นายเก็บไว้เป็นหลักฐาน.. ว่าอย่างน้อยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานายก็สำคัญที่สุดสำหรับฉันแล้วจริงๆ แม้ว่าตอนนี้ฉันไม่คิดว่าความรู้สึกนั้นจะเหมือนเดิมแล้วก็ตาม"

ไม่เคย..

ไม่เคยสักครั้งที่ไอจิจะพูดกับผมเช่นนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

"ไอจิ"

ผมเรียก วาจาเผ็ดร้อนและอารมณ์รุนแรงที่เคยใช้หักหาญน้ำใจไอจิ ที่เคยใช้ทำให้ไอจิรู้สึกผิดและยอมผมทุกอย่าง หายไปจากความคิดจนหมดสิ้น ในตอนนี้มีเพียงความกลัวเท่านั้น..

"ไอจิ.."

ทว่าไอจิไม่หันกลับมา

และผมไม่อาจโทษเขาได้ ไม่อาจเล่นบทผู้ถูกทำร้ายได้อีก เพราะเสี้ยววินาทีสุดท้ายที่ได้เห็นใบหน้าไอจิ แววตาของเขาฉายแววปวดร้าว บ่งบอกว่าหัวใจของผู้ชายคนนั้นที่ผมรัก.. แหลกสลายไปแล้วโดยไม่เหลือชิ้นดี





แม้เปลือกตาผมจะหนักและบวมเป่งจากการร้องไห้ แต่ผมก็ยังเฝ้าอ่านข้อความในการ์ดใบนั้นซ้ำไปซ้ำมา

'ครบรอบสองปีแล้วสิที่เราคบกัน ฉันจำวันนี้ได้เสมอ จำความรู้สึกที่บอกตัวเองให้เข้าไปกอดนายไว้ได้ดี เพราะถ้าฉันไม่กล้ากอดนายไว้แล้วสารภาพว่าชอบในวันนั้นล่ะก็ เราคงไม่ได้เป็นแฟนกันมาถึงทุกวันนี้'

'หลังๆนี้เรามีเรื่องไม่ค่อยเข้าใจบ่อย ทำไมนายถึงได้ขี้น้อยใจและขี้โมโหนักล่ะ นายยังไม่รู้อีกหรือว่านายสำคัญสำหรับฉันที่สุด ถึงฉันจะไม่ได้อธิบายแต่นายก็น่าจะรู้ เพราะนายเป็นคนรักของฉัน ฉันจึงไว้ใจและเชื่อใจว่านายจะเข้าใจฉันมากกว่าใคร อีกอย่างนายก็เป็นคนใจดีและอ่อนโยน เพราะฉะนั้นไม่ว่านายจะโกรธฉันแค่ไหน ท้ายที่สุดนายก็เข้าใจฉันเสมอ จริงไหม?'

'เพราะฉะนั้น ปีนี้เรามาพยายามกันใหม่เถอะนะ พยายามกันไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบรอบร้อยปี จนกว่าฉันจะตาฟ้าฟางเขียนการ์ดให้นายไม่ไหว จนกว่านายจะแก่หง่อม ไม่มีเรี่ยวแรงสะบัดหนีเวลางอนฉัน และเมื่อถึงตอนนั้นเราคงจะยิ่งรักกันมากขึ้นจนไม่ว่าอะไรก็มาทำให้หวั่นไหวไม่ได้'

'ขอบคุณสำหรับสองปีตลอดมาที่อยู่ข้างๆฉัน ฉันรักนาย ซาโตรุ'

น้ำตาผมไหลพราก..

เพราะไม่ว่าเนื้อความจะอ่านแล้วน่าอบอุ่นใจเพียงไหน ท้ายสุดแล้วทุกอย่างก็เป็นเพียงแค่อดีต

ไอจิไม่เคยขู่เข็ญผมด้วยการบอกเลิก ไม่เคยแสดงอารมณ์หงุดหงิดให้ผมต้องลนลานทำอะไรต่อมิอะไรให้จนกว่าจะพอใจ ไม่เคยรื้อฟื้นเรื่องในอดีตมาตอกย้ำว่าผมเอาแต่ใจ เห็นแก่ตัว และยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลแค่ไหน

ไอจิเฉย.. นิ่งเฉยมาตลอด

และเมื่อคนอย่างเขาพูดออกมาแล้ว ผมก็รู้ดี.. ว่าไม่มีสิ่งใดที่จะกลับเป็นเหมือนเดิมได้





เราสองคนนั่งกันอยู่ในร้านกาแฟร้านประจำ ไอจิยังคงเลือกสั่งมอคค่า เช่นเดียวกับผมที่ไม่เปลี่ยนใจจากรสชาติเข้มข้นของเอสเพรสโซ่ซึ่งเป็นเครื่องดื่มโปรดปราน บรรยากาศรอบตัวช่างน่าสบาย มีเสียงเพลงดนตรีคลาสสิกเปิดบรรเลงเพียงแผ่วๆ ผู้คนไม่พลุกพล่าน..

เมื่อมองดูด้วยสายตา.. ก็เรียกได้ว่าไม่มีสิ่งไหนเปลี่ยนไปจากเมื่อราวสองปีก่อนที่เราเริ่มคบกันเลย แต่ทำไมผมกลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม?

"ไอจิ.."

ผมเรียกชื่อเขาเบาๆ วางแก้วกาแฟใบเล็กลงบนจานรอง ตัดสินใจพูดสิ่งสำคัญออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา

"ฉันขอโทษสำหรับทุกอย่าง"

ไอจิยังคงหลุบตามองไปที่โต๊ะ คลึงถ้วยกาแฟในมือเล่น

"เรื่องมันผ่านไปแล้ว.. อย่าคิดถึงมันอีกเลย"

สบตาผม.. แล้วยิ้มบางๆ

"ถือเสียว่าเราผิดพอกันทั้งคู่แล้วกัน ความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคนสองคน ถ้ามีอะไรผิดพลาดเราต้องรับผิดชอบร่วมกัน ฉันไม่คิดโทษนายฝ่ายเดียวหรอก"

"จริงสิ"

ผมพยักหน้า ยิ้มตอบ.. ทั้งๆที่ใจรู้สึกหนักอึ้ง

"แล้ว.."

ยังคงลังเลด้วยความกลัว.. แต่ก็ต้องรวบรวมความกล้าให้ได้

"แล้วจากนี้เราจะยังคบกัน กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม?"

ไอจิถอนหายใจเบาๆ นิ่งไปชั่วขณะ

".........."

ผมยังฝืนยิ้ม ใจที่หนักอึ้งอยู่เป็นเดิมทุนเริ่มปวดหนึบ..

"ฉันไม่ได้คิดเร่งรัดหรอก หากนายต้องการใช้เวลาคิดล่ะก็.."

"ซาโตรุ"

ไอจิวางแก้วกาแฟลงบนจานรอง

"ฉันไม่ได้โกรธนายจริงๆ ทุกวันนี้ก็ยังคิดถึงนายด้วยความเป็นห่วงอยู่ตลอด"

เขาเหลือบตามองผมเป็นครั้งแรก

"แต่บางเหตุการณ์เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะทำอย่างไรก็คงไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิม"

".........."

"เหมือนปลากัดตัวที่ตายไป ไม่ว่าฉันจะเสียใจและอยากให้มันกลับมามีชีวิตใหม่แค่ไหน ฉันก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับความจริง"

นัยน์ตาของไอจิแห้งผาก

"นายก็รู้ว่าฉันไม่เคยปฏิเสธนาย มีอะไรที่ฉันทำให้ได้ ฉันก็ทำเพื่อนายมาเสมอ แต่ในคราวนี้.. ฉันเชื่อว่าเราห่างกันไปคงจะดีที่สุด"

".....!....."

เมื่อได้ยินไอจิพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆทว่าหนักแน่นเช่นนั้น.. น้ำตาผมก็รื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

ผมไม่กล้าพูดอะไรอีก เพราะรู้ว่าไม่มีประโยชน์จะโน้มน้าวไอจิ

จริงของเขา ไอจิไม่เคยปฏิเสธผมเพียงเพราะอยากทำให้ผมเสียใจ ไม่เคยทำให้ผมเจ็บช้ำน้ำใจเพียงเพราะได้ชื่อว่าอยากจะแก้แค้นและเอาคืน ไอจิรักษาความรู้สึกของผมเสมอ

ดังนั้นเมื่อไอจิบอกผมว่า 'ไม่' นั้น ก็หมายความว่าเขาคิดดีแล้ว และไม่มีอำนาจใดจะเปลี่ยนการตัดสินใจนั้นได้

แต่สุดท้าย.. ก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไป

"ฉันรู้ว่านายไม่ต้องการกลับมาคบกันเพราะนายเสียใจกับสิ่งที่ฉันทำไว้กับนายมากจนทนไม่ไหว แต่นายเองก็ไม่ใยดีแล้วหรือว่าฉันจะรู้สึกอย่างไร?"

สีหน้าของไอจิสลดลง

"แม้กระทั่งเวลาที่ฉันเองก็เจ็บปวดไม่แพ้นาย นายก็ยังคิดถึงแต่ตัวเองและความรู้สึกตัวเอง"

".........."

"นายต้องหาคนสักคนมาเป็นฝ่ายผิดเพื่อรองรับความเจ็บปวดนาย ต้องโยนบทผู้ร้ายที่มารังแกนายให้ใครสักคนเสมอใช่ไหม ซาโตรุ?"

ผมเช็ดน้ำตา.. แต่ไอจิก็ยังคงเฉย ไม่เข้ามากอดหรือปลอบเหมือนทุกที

"เพราะอย่างนี้ ฉันถึงไม่เห็นประโยชน์อะไรที่เราจะคบกันต่อไป เพราะไม่ว่าฉันจะพยายามแค่ไหน นายก็จะหาเรื่องให้ตัวเองเป็นฝ่ายเสียใจ และมีเรื่องโทษฉันได้เสมอ ฉันไม่มีความสุขหรอกนะที่จะเห็นคนที่ฉันรักเป็นทุกข์เพราะฉันอยู่ตลอดเวลา จะว่าฉันเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่ฉันคิดว่ามันไม่ยุติธรรมที่ไม่ว่าฉันจะรักนายแค่ไหน นายก็ให้ฉันอยู่ในชีวิตนายในฐานะตัวละครชีวิตตัวหนึ่งเท่านั้น ที่จะทำให้นายรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รักในบางครั้ง และเป็นแพะรับบาปให้นายรู้สึกว่าได้โทษใครสักคนในบางคราว"

"นายเองก็บอกฉันในวันนั้นไม่ใช่หรือ ว่านายเกลียดฉันที่ใจดีกับคนไปทั่ว แต่นั่นคือตัวฉัน.. ฉันดูดายไม่ได้หรอกเวลาที่เห็นคนอื่นอยากได้กำลังใจหรือความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ และในเมื่อนายเกลียดฉันที่เป็นแบบนั้น นายจะรั้งฉันไว้ทำไม?"

ไอจิมองผม ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ.. และนั่นก็ทำให้ผมรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างเราสิ้นสุดแล้วจริงๆ





ดึกสงัด ทว่าผมยังคงมาเดินอยู่ตามลำพังในสนามของมหาวิทยาลัย.. ที่ชมรมกรีฑาใช้ซ้อมวิ่งกันเป็นประจำ

เมื่อครั้งที่ผมแอบชอบไอจิและเรายังไม่ได้คบกัน เพียงแค่ได้อยู่ใกล้ๆ ได้มานั่งดูฟุมิยะซ้อมวิ่งแล้วสบตากับไอจิเป็นครั้งคราว เท่านั้นก็มีความสุขมากมายแล้วไม่ใช่หรือ?

ผมหลงรักไอจิที่ใจดี คอยเอาน้ำมาให้ผมดื่ม ชวนผมไปนั่งกับคนในชมรมกรีฑา ไม่เคยปล่อยให้ผมเหงา.. ทั้งๆที่ในตอนนั้นเราก็เป็นแค่เพียงคนรู้จักกันห่างๆ และยามใดที่ไอจิเข้าไปดูแลปฐมพยาบาลคนในชมรม หรือให้กำลังใจนักกีฬาที่ท้อแท้ ผมกลับรู้สึกปลาบปลื้มชื่นชมที่เขาเป็นคนน้ำใจ เป็นที่รักของคนรอบข้าง ไม่เคยนึกหวงเลยสักครั้ง

แต่เมื่อเราคบกัน ผมกลับอยากกักเก็บคุณสมบัติที่ทำให้ไอจิเป็นที่รักนั้นไว้กับตัวเองคนเดียว เพียงเพราะกลัวว่าจะถูกแย่งความสนใจและความรักจากไอจิไป ผมพอใจกับการควบคุมให้ไอจิเป็นอย่างที่ผมต้องการ..

ผมปฏิบัติราวกับไอจิเป็นสมบัติส่วนตัวของผม นึกจะหยิบยกมาสร้างความพอใจกับตนเมื่อไร นึกจะหวงเก็บไว้ไม่ให้ใครเห็นเมื่อไร.. ก็ทำตามแต่ใจโดยไม่นึกถึงอีกฝ่ายที่เป็นมนุษย์และมีความรู้สึกเช่นกัน

น้ำตาผมไหลออกมาช้าๆ สนามตรงหน้าดูพร่าเลือนไปหมด

".........."

นานแล้วที่ไอจิไม่เล่นหัวกับรุ่นน้องในชมรม จะพูดจะจาก็ระมัดระวังและคอยหันมาสังเกตสีหน้าและความรู้สึกผมที่นั่งอยู่ใกล้ๆเสมอ แต่ในตอนนั้นผมกลับรู้สึกดีใจ หลงระเริงไปกับความรู้สึกที่ได้มีไอจิไว้ในเงื้อมมือ

ย้อนคิดดูแล้ว มันเทียบไม่ได้เลยกับเมื่อตอนที่ผมไม่เคยตั้งเงื่อนไขให้ไอจิต้องทำเช่นโน้นเช่นนี้ เพราะไม่ว่าไอจิจะไปเล่นหรือหยอกล้อกับใคร ไม่นานไอจิก็จะเดินกลับมานั่งข้างๆผมเสมอ และอาจแกล้งวางมือทับมือผมในยามที่ไม่มีใครเห็น.. ให้ผมได้หัวใจเต้นแรง

ความมั่นใจว่าอย่างไรไอจิก็จะกลับมาหาผมนั่น ทำให้เป็นสุขกว่าชัยชนะที่ควบคุมคนอื่นได้เพราะการขู่เข็ญหรือคุกคามทางอารมณ์เป็นไหนๆ ผมเคยมีสิ่งนั้นอยู่ในมือ แต่ผมก็ทิ้งมันไป แล้วกระเสือกกระสนหาสิ่งอื่นที่หนักอึ้งกว่ามาแทนที่

".........."

แล้วสิ่งที่หนักอึ้งนั้นก็พังครืน.. ทำลายทุกอย่างไม่เหลือ





ผมอยากได้ไอจิคนเดิมของผมคืนมา..

แต่ไอจิคนเดิมที่ผมโหยหานั้น คือไอจิที่เป็นตัวเขาอย่างแท้จริง หรือไอจิที่ผมบังคับให้เขาฝืนเป็น.. ผมเองก็ยังให้คำตอบตัวเองไม่ได้

น่าเศร้าใจน้อยอยู่เมื่อไร ที่ผมรู้เพียงว่าผมโหยหา.. แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่โหยหานั้นคืออะไร





::: The End :::::::

Never Let Love Go

- - - - - - -

First written 17 May 2008

- - - - - - -





"Love the heart that hurts you,
but never hurt the heart that loves you."

- Vipin Sharma






กี่สัปดาห์แล้วที่ผมทานอะไรก็ฝืดคอ นอนหลับไม่สนิท และนัยน์ตาบวมเป่ง.. แดงจัด

ไม่ว่าจะทำอะไร เดินไปที่ไหน หรืออยู่กับใคร ก็ได้ยินแต่คำนั้นซ้ำซากไปมาราวกับมีแผ่นเสียงตกร่องอยู่ในหัวผม

"เราเลิกกันเถอะ"

ผมไม่เชื่อจริงๆว่าคำคำนั้นจะออกมาจากปากของคนที่ผมรักมากที่สุด และคนที่ผมเชื่อว่ารักผมมากที่สุด..

".........."

สีหน้าของอิบุคิราบเรียบ ไม่มีร่องรอยแห่งความโกรธชัง แค้นเคือง หรือผิดหวัง แต่แววตานั่นก็บ่งบอกว่าหมายความตามที่พูดจริงๆ

"นายว่าอะไรนะ?"

ผมทวนถามด้วยน้ำเสียงที่เบาลงจนแทบเป็นกระซิบ มือเย็นเฉียบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

"ฉันอยากให้เราเลิกคบกัน"

อิบุคิย้ำโดยที่ไม่ละสายตาไปจากผม

"กลับไปเป็นเพื่อนธรรมดาเหมือนเดิมดีกว่า"

"ทำไม?"

เสียงผมดังขึ้น พร้อมกับอารมณ์โกรธที่เริ่มก่อตัว..

"ฉันอยู่กับนายแล้วไม่สบายใจ"

"หมายความว่าอะไร.."

ริมฝีปากผมเริ่มสั่น

"นายจะบอกว่าฉันไม่ดีอะไร บอกมาสิ"

".........."

อิบุคินิ่ง ใช้แววตาเป็นคำตอบ แววตาที่ผมเห็นเป็นประจำเวลาเราทะเลาะกัน มันแสดงถึงความอึดอัด เหนื่อยล้า และทุกข์ใจ

"ฉันไม่ได้บอกว่านายไม่ดี ฉันแค่รู้สึกไม่สบายใจกับสภาพที่เราเป็นอยู่"

"แล้วสภาพที่นายว่าน่ะมันหมายถึงอะไรกันแน่?"

"ทุกอย่าง"

ผมเงียบ..

เราทะเลาะกันบ่อย แต่เราก็กลับไปคืนดีและรักกันได้เหมือนเดิมทุกครั้งไม่ใช่หรือ แล้วนี่ทำไมจู่ๆอิบุคิจึงทำราวกับผมทำผิดร้ายแรง ทั้งๆที่ความสัมพันธ์เราก็เป็นอย่างนั้นมาตลอด?

"นายมีคนอื่นใช่ไหม?"

"ไม่ใช่"

อิบุคิตอบห้วนๆ

"ทำไมนายถึงต้องคิดว่ามันเป็นเรื่องของคนอื่น ทำไมไม่คิดว่ามันเป็นเพราะเราสองคน.. ที่ไปกันไม่ได้เอง?"

"แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เราไปกันไม่ได้?"

"ก็ที่เป็นอยู่นี่ไง ทะเลาะกันไม่รู้จักจบจักสิ้น"

อิบุคิถอนหายใจแรงๆให้ผมได้ยินอย่างชัดเจน

"แต่เราก็เป็นแบบนี้มาตลอด"

"นายเห็นว่าการที่คนเราอยู่ด้วยกันแล้วทะเลาะกันเรื่องเดิมๆ พูดกันเท่าไรก็ไม่เคยเข้าใจ เป็นเรื่องปกติอย่างนั้นหรือ?"

".........."

"ต่อให้นายเห็นว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับนาย นั่นก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นหรอก เพราะมันทำให้ฉันเหนื่อย"

".........."

"ฉันเองก็บอกหลายทีแล้วว่าฉันไม่ชอบอธิบายเรื่องซ้ำซาก ไม่ชอบจมอยู่กับปัญหาที่นายไม่พยายามแก้ แต่พูดแบบนั้นก็จะเป็นการปรักปรำนายเกินไปเพราะฉันเองก็ทำให้นายไม่เข้าใจและไม่สบายใจหลายอย่าง เอาเถอะ.."

อิบุคิขมวดคิ้ว

"ฉันไม่โทษนายหรอกนะ แล้วฉันก็ไม่คิดว่านายผิดด้วย เราสองคนแค่ไม่เหมาะที่จะคบกัน.. เท่านั้นล่ะ"

แต่ผมมีความสุขเวลาที่อยู่กับอิบุคิ..

"ฉันเหนื่อย"

อิบุคิพูดย้ำอีกครั้ง และนั่นก็ทำให้ผมไม่สามารถเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาได้





ผมนอนขดอยู่บนเตียง ซุกหน้าเข้าหาหมอนใบนุ่มที่ชื้นไปด้วยน้ำตา.. ปลอกหมอนสีฟ้ารูปหมีหน้าตาขี้เหร่นั่นทำให้ใจเจ็บแปลบ

'ทำไมถึงซื้อให้?'

ผมเคยถามอิบุคิ ผู้ไม่เคยซื้อของขวัญให้ใครแม้แต่โอกาสสำคัญอย่างวันเกิด

'ไม่รู้สิ อยากจะซื้อก็ซื้อ'

อิบุคิตอบด้วยท่าทางที่เหมือนไม่อยากจะยอมรับนักว่าตัวเองก็ 'ใจดี' เป็นเหมือนกัน

'เจ้าหมีน่าเกลียดนี่หน้าเหมือนนายมั้ง'

เป็นเหตุผลที่ฟังแล้วน่าเอาของขวัญคืนยิ่งนัก แต่ก็กลับกลายเป็นว่าผมใช้ปลอกหมอนใบนั้นบ่อยที่สุด.. จนสีซีดตามกาลเวลา

เราเริ่มเป็นเพื่อนกันเมื่อตอนมัธยมต้น สนิทกันมากขึ้นตอนมัธยมปลาย และอิบุคิเป็นฝ่ายบอกรักผมเมื่อตอนก่อนเราสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่วัน

'ถ้าเราสอบได้ทั้งคู่ ฉันจะขอนายเป็นแฟน'

อิบุคิพูดเรียบๆ ถอดแว่นที่ใช้สวมเฉพาะเวลาตอนอ่านหนังสือเสียบไว้กับกระเป๋าเสื้อ หอบตำราไว้ในอ้อมแขน เตรียมตัวกลับบ้านหลังจากที่มานั่งอ่านหนังสือกับผมทั้งบ่าย..

ผมไม่ตอบ และถึงไม่ตอบอิบุคิก็คงรู้ใจผมดี อันที่จริงเราก็รู้มานานแล้วว่าต่างฝ่ายต่างชอบกัน.. แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาก่อน

'..........'

และเมื่อผมได้เข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปีหนึ่ง อิบุคิก็เปลี่ยนฐานะจากเพื่อนสนิทมาเป็น 'คนรัก' ของผม..





อิบุคิเป็นคนเชื่องช้า ชอบอยู่กับตัวเอง และติดจะย้ำคิดย้ำทำ แต่ก็กลับมาเป็นแฟนกับผมซึ่งเป็นคนว่องไว ชอบคบคนมากมาย และตัดสินใจอะไรตามอารมณ์โดยไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง

แต่เราก็อยู่กันมาได้ถึงห้าปีไม่ใช่หรือ ซ้ำยังเป็นห้าปีที่มีความสุขเสียด้วย..

แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่กัน.. ที่อิบุคิรู้สึกเหนื่อยกับผม?

ทำไมถึงอ้างความแตกต่างเอาตอนนี้ แตกต่างกันแล้วแปลว่าคนเราไม่สามารถจะอยู่ด้วยกันได้อย่างนั้นหรือ? เวลาอยู่กับอิบุคิ ผมไม่เคยรำคาญที่เขาเป็นคนทำอะไรช้าจนติดงุ่มง่าม ไม่เคยโกรธที่เขาปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียว ไม่เคยฉุนเฉียวเวลาต้องยืนรออิบุคิซื้อของเพราะเจ้าตัวตัดสินใจไม่ได้

ทุกอย่างที่เป็นอิบุคิทำให้ผมรู้สึกมั่นคง และหากผมจะกระโดดโลดเต้นอย่างไรในชีวิตก็ไม่เคยกลัว เพราะผมรู้ว่าอิบุคินั้นคอยดูอยู่ห่างๆ และจะตามมาช่วยฉุดมือผมไว้ก่อนที่ผมจะล้มคะมำ..

'นายอย่าดื่มให้มันมากนักได้ไหม?'

อิบุคิเคยบ่นเวลาต้องไปรับผมกลางดึก เพราะเมาจนกลับบ้านเองไม่ได้

'เงินน่ะก็ใช้ให้น้อยๆหน่อย ไม่ใช่มีเท่าไหร่ก็เอาไปเลี้ยงเหล้าเพื่อนหมด'

'อย่าบ่นน่า..'

ทุกครั้ง ผมจะตอบด้วยเสียงอ้อแอ้.. ลิ้นคับปาก

'ฉันออกมาเช่าห้องอยู่ข้างนอกก็เพราะไม่อยากจะให้พ่อแม่มานั่งเป็นห่วงหรือเทศนา แล้วนายจะทำหน้าที่นั้นแทนเรอะ?'

อิบุคิไม่ต่อล้อต่อเถียง ไม่เคยแสดงว่าโกรธ.. มีแต่จะคอยหาผ้าขนหนูมาเช็ดหน้าเช็ดตาผมแล้วช่วยเปลี่ยนชุดนอนให้

แล้วทำไมอยู่ๆถึงมาทำราวกับว่าผมทำผิด ผมไม่เข้าใจ?

'อิบุคิ เปิดประตูสิ!'

ดึกดื่นแค่ไหน จะออกไปเที่ยวโดยไม่หยิบกุญแจห้องไปก็ไม่เคยกังวล เพราะรู้ว่ามีคนคนหนึ่งคอยเปิดประตูบ้านให้ผมเสมอ

'อิบุคิ!!'

ทุบประตูโครม แถมยังเตะเสียด้วยเวลาที่เมาจัดแล้วอยากล้มตัวนอนจะแย่..

'นี่..'

เสียงอิบุคิพูดอย่างล้าๆ เมื่อมาเปิดประตูให้ในที่สุด

'อย่าเอะอะสิ มันดึกแล้ว พรุ่งนี้ฉันก็มีสอบด้วย'

'เออน่า..'

ผมเดินมะงุมมะงาหราเข้าไปในห้อง ล้มตัวลงนอนพาดขวางเตียงคู่ของเรา เดือดร้อนอิบุคิที่เพิ่งปิดประตูแล้วเดินตามมาต้องจับตัวผมลากไปนอนให้ถูกทิศทาง

'ถอดถุงเท้าให้หน่อยสิ..'

ผมสั่ง

'ฉันเหนื่อยนะ'

อิบุคิบ่น แต่ก็ยอมคุกเข่าลงถอดถุงเท้าให้ผมโดยดี





".........."

จริงสิ อิบุคิเคยบอกผมว่าเหนื่อยมาหลายครั้งแล้ว..

แต่ผมไม่เคยคิดว่ามันจะมีผลร้ายแรงขนาดทำให้เราต้องเลิกกัน เพราะผมเชื่อมาตลอดว่าคนเราจะเลิกกันก็ต่อเมื่อหมดรักกันแล้วเท่านั้น แค่คำว่า 'เหนื่อย' ไม่น่ามีอิทธิพลทำให้ความสัมพันธ์คนต้องขาดสะบั้นลงได้หรอก

หรือผมจะคิดผิด?

'อิบุคิ นายเลิกบ่นซะทีเถอะน่า'

บางทีผมก็พูดห้วนๆเวลารำคาญ

'ฉันก็อยากจะมีชีวิตของฉันนะ ทำไมต้องมาขออนุญาตหรือถามความเห็นนายด้วย?'

หรือบางครั้งที่เราทะเลาะกันหนักๆ อิบุคิไม่ลงให้ผม ผมก็ยิ่งจะเอาชนะให้ได้..

'เฮ้ย ชู..'

กดโทรศัพท์คุยกับหนึ่งในก๊วนดื่มของผม ทั้งๆที่อิบุคิยังนั่งตรงนั้น หน้าแดงจัดด้วยความโกรธเพราะเพิ่งทะเลาะกัน..

'ออกไปดื่มกันเหอะว่ะ อยู่บ้านแล้วเซ็ง!'

เมื่อตอนนั้นทำไมผมถึงไม่รู้สึกเลยว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ ซ้ำยังคิดว่าเป็นเรื่องสะใจที่ทำให้อิบุคิรู้สึกเหมือนถูกหักหน้า.. ด้วยการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าผมไม่แยแสในสิ่งที่เขาปรามเลยแม้แต่นิด

ผมอยากจะเป็นของผมแบบนี้ ถ้าผมจะวิ่งไปไหนต่อไหนไม่ดูตาม้าตาเรือ มันก็เรื่องของผม.. ชีวิตของผม ทำไมต้องเตือน ทำไมต้องสอน ทำไมต้องกำหนดว่าผมควรจะทำอย่างโน้นอย่างนี้

น้ำตาผมไหลออกมาอีก..

ที่โอหังในตอนนั้นได้ ก็เพราะฮึกเหิมว่าอย่างไรเสียอิบุคิคงไม่มีวันปล่อยมือผมต่างหากเล่า เพราะตราบเท่าที่มีอิบุคิอยู่.. เขาจะไม่มีวันปล่อยให้ผมล้มแน่

คนสองคนที่ควรเดินเคียงกันไปด้วยจังหวะที่รับได้ทั้งสองฝ่าย กลับกลายเป็นคนหนึ่งฉุดกระชากลากให้ไปเร็วๆตามใจตน โดยไม่นึกถึงผู้ที่เดินช้ากว่าซึ่งตามอยู่ข้างหลัง.. และต้องคอยดูแลไม่ให้ล้มคะมำกันไปทั้งสองคน

ผมโกรธที่อิบุคิปล่อยมือผม ผมโกรธที่ต้องเจ็บช้ำ.. ถลอกปอกเปิก

แต่มันเป็นความผิดของใคร ระหว่างอิบุคิที่ยอมปล่อยมือผมเพราะเหนื่อยเกินกว่าจะเดินตามได้ทัน หรือผมเองที่ปรารถนาจะเดินไวให้ได้อย่างใจ แต่กลับไม่รู้จักรับผิดชอบตัวเองยามเมื่อล้มลง?

มันเป็นความผิดของใครกัน?

นึกย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน สมัยที่เรายังคงเป็นนักเรียนมัธยมต้นกันทั้งคู่ ผมเองไม่ใช่หรือที่เป็นฝ่ายขอให้อิบุคิติวเลขให้ และไม่ว่าจะมีเรื่องทุกข์ร้อนใด.. ก็วิ่งไปหาอิบุคิเพื่อให้เขารับรู้ปัญหา แบ่งเบาความกังวล และช่วยให้กำลังใจเสมอ

อิบุคิคือคนแรกๆที่จะได้รับรู้เรื่องผมยามเป็นทุกข์ แต่กลับเป็นคนสุดท้ายที่ได้รู้เรื่องน่ายินดีหรือความสำเร็จของผม

ผมวางใจ ไว้ใจ และพึ่งอิบุคิมาตลอดโดยไม่รู้ตัว ซ้ำยังคิดว่าความรักจากอิบุคินั้นเป็นสิทธิ์ที่ผมควรจะได้โดยชอบธรรม

".........."

แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าการที่ผมได้เป็นที่รักของใครสักคนนั้น มันเป็น 'อภิสิทธิ์' ต่างหาก เป็นสิ่งพิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน

และใครที่ได้ไปก็ควรจะทะนุถนอมดูแลรักษาความรู้สึกที่สวยงามทว่าแสนบอบบางนั้นด้วยใจ.. ให้ดี





อิบุคิบอกไว้ว่าเราควรอยู่ห่างกันสักพัก และขอไม่ติดต่อกับผมจนกว่าจะเข้าฤดูใบไม้ร่วง..

แต่นี่ก็เพิ่งจะกลางฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น นั่นแปลว่าผมต้องทนทรมานอยู่คนเดียวไปตลอดฤดูร้อนอย่างนั้นหรือ?

ฤดูร้อนที่เรามีความทรงจำดีๆด้วยกันมากมาย เมื่อหกปีก่อน เมื่อตอนที่เราไปดูดอกไม้ไฟและเที่ยวงานวัดกับเพื่อนๆ อิบุคิซึ่งเป็นเซียนช้อนปลาทองได้สอนให้ผมช้อนปลาทองของตัวเองสำเร็จเป็นครั้งแรก

ผมไม่เคยลืมรอยยิ้มของอิบุคิในวันนั้นเลย

'เห็นไหม นายก็ทำได้'

อิบุคิพูดราวกับว่าผมประสบความสำเร็จในเรื่องที่แสนยิ่งใหญ่.. นัยน์ตาเป็นประกายเมื่อมองมายังผม และทำให้ผมนึกถึงแววตาของพ่อตอนที่ผมบอกว่าผมสอบได้เป็นอันดับต้นๆของชั้น

'บังเอิญหรอก..'

ผมอ้อมแอ้ม มองดูปลาทองของตัวเองที่ว่ายกระดุกกระดิกอยู่ในถุงพลาสติกใส

อิบุคิใช้พัดกระดาษทรงกลมที่ได้เป็นรางวัลมาจากการแข่งยิงปืนอัดลม.. หวดบ่าผมเบาๆ

'เลิกพูดแบบนั้นเสียทีเถอะ'

มองผม รอยยิ้มจะยังไม่จางไปแต่สีหน้าดูจริงจัง

'มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ใจคอนายจะไม่เคยเชื่อว่าตัวเองทำอะไรได้ด้วยความสามารถที่มีเลยหรือ?'

อิบุคิเชื่อในตัวผมมาตลอด.. ทั้งๆที่ผมคิดว่าตัวเองแสนจะไม่เอาไหน

และทุกวันนี้ผมก็มั่นใจว่าอิบุคิยังคงเชื่อในตัวผม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือเขาอาจไม่เชื่อในความรักของเราอีกต่อไปแล้ว..

ผมจะปล่อยให้ฤดูร้อนนี้ผ่านไปโดยไม่มีอิบุคิไม่ได้..

หากต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ร่วง.. หัวใจผมคงสลาย ไม่มีชิ้นดี





".........."

อิบุคิยอมหยุดมองผม ทั้งๆฝนเริ่มลงเม็ดหนา..

".........."

น้ำตาผมรื้นขึ้น.. ร้อนจัดอยู่ในดวงตา ผิดกับน้ำฝนพราวบนใบหน้าที่เย็นเยียบ

"อิบุคิ.."

"ทำไมไม่รู้จักถือร่มติดตัว?"

อิบุคิถามเป็นประโยคแรก..

ประโยคแรกที่เราไม่ได้คุยกันเป็นเวลาเกือบสองเดือน..

".........."

คิ้วของอิบุคิยังคงขมวด เมื่อก้าวเข้ามาใกล้เพื่อให้ผมได้เข้าไปอยู่ใต้ร่มคันใหญ่ของเขา

"อิบุคิ.."

ผมเงยหน้ามองคนที่ผมไม่อยากจะสูญเสียไป

"อาจมีบางเวลาที่ฉันทำเหมือนไม่เห็นค่าในสิ่งดีๆที่นายให้ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าฉันไม่รักนายหรอกนะ"

".........."

"มันอาจฟังดูแย่เหลือเกิน แต่เมื่อเสียนายไปแล้วนี่ล่ะ.. ฉันถึงได้รู้ว่าเวลาที่มีนายอยู่ด้วยฉันมีความสุขแค่ไหน"

อย่าให้บอกเลยว่าทุกวินาทีที่ไม่มีนาย.. มันทรมานเพียงใด

"กลับมาอยู่ข้างฉันอีกได้ไหม ฉันอาจจะยังแก้นิสัยคนหัวรั้นและชอบเอาชนะไม่ได้ภายในวันสองวันนี้ แต่ฉันจะพยายามเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อนาย"

หากนายให้โอกาสจากนี้.. ฉันรับรองว่าจะเป็นทีของฉันที่คอยประคับประคองและดูแลนายเหมือนที่นายเคยดูแลฉัน

"ฉันไม่ขอให้นายรักฉันเหมือนเดิมหรอกนะ แต่ขอแค่ให้ฉันได้อยู่ข้างๆนาย และให้นายอดทน.. ให้อภัยฉันระหว่างที่ฉันค่อยๆเปลี่ยนแปลงได้ไหม?"

น้ำฝนบนหน้า.. ปนกับน้ำตาที่ไหลลงมาช้าๆ

"ฉันอยากไปดูดอกไม้ไฟกับนายอีก เหมือนทุกปีที่ผ่านมา"

ผมสะอื้นฮัก มองดูอิบุคิด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ

".........."

แล้วเสียงสะอื้นนั้นก็เปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้โฮ เมื่ออิบุคิดึงผมไปกอดเสียแน่น.. แน่นจนความเจ็บปวดทรมานในอกหายเป็นปลิดทิ้ง





"หน้าตานายตอนนี้.. ยิ่งเหมือนหมีอัปลักษณ์บนปลอกหมอนนั่นเข้าไปใหญ่เลย รู้ไหม?"

อิบุคิกระซิบ..

ผมยิ้มทั้งน้ำตา เป็นครั้งแรกในชีวิตที่โดนว่าว่าอัปลักษณ์แล้วมีความสุขจนหัวใจพองโต





::: The End :::::::

Fallen

- - - - - - -

First written 15 May 2008

- - - - - - -





'รุ่นพี่เป็นคนเห็นแก่ตัว!'

ผมสะดุ้งเฮือก ตกใจตื่นเมื่อรู้สึกราวกับมีใครมาตะโกนอยู่ใกล้ๆ..

".........."

ค่อยๆถอนหายใจเมื่อตระหนักว่านั่นเป็นเพียงฝันร้าย แต่หัวใจก็ยังคงเต้นไม่เป็นส่ำด้วยความตกใจ.. หวาดกังวล เหงื่อแตกซึมไปทั่วแผ่นหลังจนเสื้อยืดที่ใช้สวมนอนนั้นเปียกชื้น

ตัดสินใจลุกจากเตียงแล้วเดินตรงไปที่ตู้เย็น หยิบน้ำมาดื่มจากขวดด้วยความกระหาย แล้วเมื่อดื่มเสร็จแล้วก็ยังเอาน้ำที่เหลือมาเทรดลงบนหน้าโดยไม่สนใจว่ามันจะหกลงไปที่พื้นห้อง เพราะอย่างน้อยความเย็นของน้ำอาจช่วยให้ผมสงบลงได้เร็วขึ้น

เหลือบมองดูนาฬิกาก็เห็นว่าเป็นเวลาเพียงตีสองเศษเท่านั้น อีกหลายชั่วโมงกว่าจะรุ่งสาง แต่จะทำอย่างไรดี.. เพราะผมรู้ตัวว่าคงไม่อาจกลับไปนอนหลับได้สนิทแน่ด้วยสภาพอย่างนี้

วางขวดน้ำเปล่าๆไว้บนหลังตู้เย็น ปาดหยดน้ำที่ยังค้างอยู่บนใบหน้าด้วยท่อนแขนลวกๆ แล้วตัดสินใจเดินไปยังโต๊ะเขียนหนังสือ เปิดสวิตช์ปุ่มคอมพิวเตอร์ให้ทำงาน

".........."

ผ่านไปครู่หนึ่ง ภาพวอลเปเปอร์บนจอคอมพิวเตอร์ที่ผมเลือกใช้มาเป็นเวลาหลายปีก็ปรากฏขึ้น หากเป็นเมื่อปีก่อนผมคงอดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบเด็กหนุ่มที่ยิ้มให้ผมอย่างน่าเอ็นดูในภาพนั้นเหมือนทุกที แต่ระยะหลังนี้.. พอได้เห็นภาพที่ผมรักคราวใดนัยน์ตาผมมีอันต้องหมองลง

แล้วความเจ็บปวดที่ยังคงติดอยู่ในใจก็แผ่ซ่านออกมาอย่างช้าๆ





'อิสุรุจัง..'

ผมพิมพ์คำแรกลงไปในกล่องเขียนข้อความ นานเท่าไรแล้วหนอที่ผมไม่ได้ติดต่อถึงคนที่กำลังนึกถึงอยู่นี้..

'สบายดีหรือเปล่า ที่ทำงานใหม่เป็นอย่างไรบ้าง นานแล้วนะที่เราไม่ได้พบกัน'

แล้วผมก็หยุด เพราะนึกไม่ออกจริงๆว่าจะเขียนอะไรต่อ ได้แต่จ้องมองประโยคสั้นๆนั้นอยู่อีกเป็นนานราวกับว่ายังอ่านหนังสือไม่แตกดี

".........."

ผมตั้งใจจะเขียนอะไรนะ ทั้งๆที่ดูเหมือนว่ามีเรื่องจะพูดมากมายแต่เอาเข้าจริงแล้วกลับเรียบเรียงออกมาไม่ได้เลย

เอื้อมมือไปหยิบซองบุหรี่กับไฟแช็ก แล้วจุดสูบทั้งๆที่ห้องก็ยังเปิดแอร์และหน้าต่างปิดสนิททุกบาน ช่วงเวลากลางเดือนสิงหาคมแบบนี้.. สู้ทนกลิ่นควันเสียยังดีเสียกว่าทนกับความร้อนอบอ้าว ซ้ำเหงื่อที่ซึมออกมาก็ยังไม่แห้งดี และดูเหมือนจะยังซึมออกมาไม่หยุดเสียด้วย

'ผมจะไม่ลืมเลยว่ารุ่นพี่เป็นฝ่ายทิ้งผมไป ไม่มีวัน!'

".........."

ผมเผลอขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว พ่นควันบุหรี่ออกมาแรงๆ ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วตัดสินใจลุกขึ้นยืน จำทุกสิ่งทุกอย่างได้ดีราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน

'คนรักกันไม่มีทางหรอกครับที่จะทำแบบนี้ ผมไม่เชื่อ อย่ามาอ้างว่าทำเพื่อผมหน่อยเลย รุ่นพี่ไม่อยากอยู่กับผมแล้ว ไม่ต้องการผมแล้ว ผมมันเป็นแค่คนที่สร้างความเดือดร้อนความไม่สบายใจให้ ทำไมไม่บอกมาตรงๆ!?'

จนถึงทุกวันนี้ หากอิสุรุมาถามคำถามเดิมอีกครั้ง ผมก็คงไม่อาจให้คำตอบได้เช่นกัน รู้เพียงแต่ว่าทุกอย่างระหว่างเราต้องเปลี่ยนไป และแม้นั่นจะเป็นเหตุผลที่ดูเหมือนฟังไม่ขึ้น ไม่มีใครเข้าใจ แต่ผมก็รู้ดีว่าการตัดสินใจของผมน่าจะทำให้ทั้งอิสุรุและผมมีความสุขมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็ทุกข์น้อยลง..

ถามว่าเรารักกันมากไหม ผมเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น ทุกวันนี้ผมเองก็ยังรักอิสุรุอยู่ แต่สำหรับอิสุรุนั้นผมไม่ทราบและไม่อาจเดาได้ อย่างไรก็ตาม.. แม้เขาจะไม่รักผมเหมือนเดิม จะเกลียด โกรธ ผิดหวังในตัวผมอย่างไร ผมเข้าใจและไม่อยากไปเปลี่ยนแปลงความคิดของเขา แต่อย่างเดียวที่ผมอยากให้เขารู้คือ ผมรักเขา

รักมาเสมอ.. และจะรักตลอดไป

มันอาจฟังดูเหมือนบทพูดเกร่อๆในละครหรือภาพยนตร์ ราวกับว่าผมเป็นพระเอกผู้เสียสละและแสนดี ทว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด ผมรู้ตัวอยู่เสมอว่าผมไม่ใช่คนดี ผมเป็นคนที่มีข้อเสียมากมาย มีอารมณ์โกรธ มีความเห็นแก่ตัว.. ไม่ต่างจากใครๆ แต่เมื่อมองผ่านเปลือกความไม่ดีทั้งหลายไปแล้ว ผมมั่นใจอยู่อย่างหนึ่งว่าผมรักอิสุรุด้วยความจริงใจ

แม้อิสุรุจะไม่เชื่อคำพูดนี้อีกแล้วนับจากวินาทีที่ผมเป็นฝ่ายจากมา แต่ผมก็ไม่เสียใจ เพราะความจริงก็คือความจริง แม้อิสุรุจะยังมองไม่เห็น หรือปฏิเสธที่จะไม่รับรู้ไปจนชั่วชีวิต แต่ในใจผม.. ความรักที่มีให้อิสุรุจะไม่มีวันหายไปไหน





หลายคนก็ไม่เข้าใจและตั้งคำถามเดียวกับอิสุรุ ว่าหากผมยังรักอิสุรุแล้วทำไมถึงเป็นฝ่ายถอยออกมา คนรักกันย่อมต้องอยากอยู่ด้วยกัน ประคับประคองกัน อดทนเพื่อกันและกันไปตลอด.. ไม่ใช่หรือ?

ใช้เวลานานหลายเดือนทีเดียว กว่าผมจะได้คำตอบให้ตัวเอง มันอาจเป็นคำตอบที่ฟังดูขัดกับหลักการพิสูจน์รักแท้ทั้งหลาย แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกจากใจ

ใช่ ผมรักอิสุรุ แต่ผมก็รักตัวเองมากกว่า..

แรกๆผมไม่อยากจะยอมรับเพราะมันช่างฟังดูเห็นแก่ตัว ฟังดูเหมือนผู้ร้ายอย่างไรชอบกล แต่เมื่อขบคิดแล้วคนเราก็รักตัวเองมากกว่าคนอื่นทั้งนั้นไม่ใช่หรือ? เพราะถ้าเรากำลังจมน้ำกับคนที่เรารัก ขาดอากาศหายใจพอๆกัน ไม่มีทักษะในการว่ายน้ำพอกัน สิ่งแรกที่เราทำก่อนจะนึกถึงคนที่เรารักก็คือตะเกียกตะกายเพื่อให้พ้นน้ำขึ้นมาได้และมีอากาศหายใจใช่ไหม แถมหากไม่มีสติมากพอ เราอาจจะเผลอกดอีกฝ่ายให้จมลึกลงเพื่อตัวเองได้พ้นน้ำเร็วขึ้นก็ได้

ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เจตนาที่จะทำร้าย.. แต่เป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ล้วนๆ

มีหลายอย่างที่ผมทำเพื่ออิสุรุด้วยเจตนาดี มีหลายสิ่งที่ผมมอบให้อิสุรุไปโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แต่ทั้งหมดนั่นก็ไม่ได้แปลว่าผมเป็นเทพบุตรหรือประเสริฐผิดมนุษย์มนา

และตรงจุดนั้นเอง ที่ความเข้าใจของอิสุรุกับความเป็นตัวตนของผมสวนทางกัน

อิสุรุรักผมก็เพราะอิสุรุเชื่อว่าผมเป็นคนดี เป็นคนที่พร้อมจะอดทนและประคับประคองอิสุรุได้ตลอด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้ผมจะพยายามบอกว่าผมมีข้อเสียมากมาย ผมไม่อยากให้ใครมา 'เทิดทูน' เพราะผมก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา แต่อิสุรุก็ยังคงเชื่อว่าผมจะเป็นในสิ่งที่เขาคาดหวัง..

และเมื่อผมไม่เป็นไปตามความคาดหวัง เขาก็ผิดหวัง เสียใจ เจ็บปวด จากเรื่องเล็กๆสะสมนานวันก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ จากที่พูดออกมาตรงๆและทะเลาะกันก็กลายเป็นเฉยเสียเพื่อเลี่ยงความขัดแย้ง แต่ผมรู้ดีว่าความไม่พอใจและความโกรธเกรี้ยวนั้นยังคุกรุ่น

อิสุรุไม่เข้าใจว่าผมต้องการอะไรจากเขา เพราะเขาเหนื่อยเหลือเกินที่ต้องเป็นฝ่ายวิ่งตามผม ยอมผมอยู่ตลอด ในขณะที่ผมเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้อิสุรุเข้าใจว่าผมไม่ได้อยากอยู่ในที่สูงที่เขาแต่งตั้งให้ ผมไม่ได้อยากเป็นฝ่ายบังคับควบคุม หลายโอกาสที่เขาพึ่งพิงผม ต้องการความช่วยเหลือและคำปรึกษาจากผม ผมก็ให้ความเห็นตามที่ผมเห็นว่าดี แต่หากเขาจะไม่ปฏิบัติตามผมก็ไม่เคยบังคับเคี่ยวเข็ญ เพราะผมมองอิสุรุกับตัวผม 'เท่าเทียม' กันมาตลอด

แต่เพราะอิสุรุเลือกที่จะมองว่าผมเหนือกว่า ดีกว่า รู้มากกว่า เข้มแข็งกว่า อิสุรุจึงกำหนดบทบาทและคาดหวังกับผมโดยไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และนานวันความรู้สึกเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ ความรู้สึกว่าผมไม่เคารพ ไม่ให้เกียรติเขา และผมคิดว่าตัวผมเท่านั้นที่ถูกที่สุด

ทุกวันนี้ผมยังไม่เคยมีโอกาสถามอิสุรุว่าผมทำแบบนั้นจริงๆ หรืออิสุรุเลือกที่จะอยู่ในฐานะผู้ตามแต่แรกกันแน่ เพราะหากอิสุรุอยากให้ผมปฏิบัติต่อเขาอย่างที่เขาต้องการ ทำไมเขาจึงต้องพยายามเป็นในสิ่งที่คิดว่าผมน่าจะชอบ พูดในสิ่งที่ผมอยากจะได้ยิน และทำในสิ่งที่คิดว่าผมน่าจะพอใจ

ทำไมเขาถึงไม่กล้าหาญพอที่จะเป็นตัวของตัวเองเพื่อให้ผมได้รู้จักและยอมรับเขา เพราะผมจะยอมรับเขาได้อย่างไรหากเขาหลีกเลี่ยงที่จะเป็นแม้กระทั่งตัวของตัวเองต่อหน้าผม?

ทุกครั้งที่ไม่เข้าใจกันและอิสุรุตัดพ้อว่าผมไม่เคยเห็นเขาดีสักอย่าง ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาประเมินค่าความรักของผมต่ำไม่ใช่น้อย ถึงได้คิดว่าผมจะรักคนที่ยอมผมและได้อย่างใจผมเท่านั้น

เพราะในความเป็นจริงแล้วผมรู้มาเสมอว่าอิสุรุกับผมนั้นแตกต่างกันมาก แม้มีหลายอย่างที่ผมไม่เข้าใจอิสุรุแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมรักเขาน้อยลง มีแต่อิสุรุเท่านั้นที่คิดไปเองว่าต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้แล้วจึงจะเป็นที่รัก แล้วพยายามจนตัวเองเหนื่อยล้า..

ความรักก็คือความรัก ผมไม่ได้รักใครสักคนเพราะคนคนนี้พูดจาสุภาพ มารยาทงาม หรือดีไร้ที่ติ เพราะหากใจไม่รักเสียแล้ว.. ต่อให้เป็นเทวดามาเกิดผมก็ไม่สามารถรักได้ เราจะรักคนคนหนึ่งได้เพราะมันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและด้วยความรู้สึกโดยไม่มีเหตุผลใดๆมารองรับ บางสิ่งบางอย่างอาจจะทำให้เรา "ชอบ" หรือ "สนใจ" คนคนหนึ่งมากขึ้น แต่นั่นก็ยังไม่ใช่รัก..

อย่างหนึ่งที่ผมไม่เคยได้บอกอิสุรุก็คือ อิสุรุที่ทำให้ผมรักคืออิสุรุเมื่อแรกพบ เขาสดใส ร่าเริง และไม่หม่นหมองด้วยความกลัวว่าผมจะชอบหรือไม่ชอบอะไรอย่างที่เป็นในระยะหลัง อิสุรุที่ไม่ต้องพยายามอะไรเลยนั่นต่างหาก.. คืออิสุรุที่ผมรักมากที่สุด

คงเป็นความผิดของผมที่ไม่ได้ทำให้อิสุรุเข้าใจว่าสิ่งที่ผมคิด สิ่งที่ผมเชื่อ และสิ่งที่ผมบอกไป ไม่ใช่คัมภีร์หรือกฎเหล็กที่อิสุรุต้องปฏิบัติตามจึงจะอยู่ร่วมกันได้ อิสุรุจึงพยายามมาตลอดที่จะทำดังคำแนะนำของผม และผมเองก็คงไม่ละเอียดอ่อนพอที่จะปรามเสียแต่ต้นๆหรือยั้งการแสดงทัศนคติบางอย่างออกไป อิสุรุจึงเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่ผมเรียกร้องจากเขา

เมื่อเขาเรียกร้องจากผมบ้างและผมไม่ทำตาม.. อิสุรุจึงเจ็บปวด โกรธเคืองอยู่ลึกๆ และโดยที่เราไม่รู้ตัว.. ต่างฝ่ายต่างก็รอเวลาให้ทุกอย่างพังทลาย





ผมกับอิสุรุทะเลาะกันมากขึ้น จากที่ยิ่งทะเลาะยิ่งเข้าใจกัน เริ่มกลายเป็นยิ่งทะเลาะยิ่งห่างเหินกัน จากยิ่งพูดยิ่งอบอุ่นใจ กลายเป็นยิ่งพูดยิ่งเดียวดาย พบกันคราวใดความรู้สึกระแวงว่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจก็เพิ่มขึ้นทุกวัน แม้อิสุรุจะยังน่ารักกับผมเสมอต้นเสมอปลาย แต่ความกลัดกลุ้มในดวงตากลับปรากฏชัด แล้วยังจะน้ำตาและเวลาที่เสียไปกับการปรับทุกข์กับคนรอบข้างโดยที่ผมไม่รู้อีกเล่า?

เมื่อผมไม่ทำตามข้อเรียกร้องของอิสุรุ อิสุรุก็เป็นฝ่ายอดทน.. ยอมสงบปากสงบคำเสีย แต่ใจนั้นไม่ได้เป็นสุขเหมือนก่อนแล้ว ความพยายามที่ได้ทุ่มเทในอดีตอาจคอยมาย้ำเตือนอยู่ตลอดว่าเขาทำเพื่อผมมากเพียงใด และผมทำเพื่อเขาน้อยเพียงใด

เรายังอยู่ข้างกันแต่หัวใจกลับยิ่งหนักอึ้ง เพราะทุกครั้งที่อิสุรุไม่สบายใจหรือร้องไห้ ไม่ว่าผมจะพยายามปลอบโยนและทำความเข้าใจอย่างไร ก็จะมีผลเพียงทำให้เราต่างฝ่ายต่างรู้สึกดีขึ้นว่าไม่มีเรื่องค้างคาใจต่อกันแล้วเท่านั้น แต่ไม่นานต่อมาก็จะต้องมีเหตุให้ทะเลาะกันอีก.. ด้วยสาเหตุเดิม ความขุ่นเคืองแบบเดิม การอธิบายชี้แจงทีละสามสี่ชั่วโมงแบบเดิม

เมื่อวงจรเช่นนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ผมจึงเป็นฝ่ายถอยห่างออกมา ห่าง.. จนอิสุรุถามผมว่านี่เราจะต้องเลิกกันแล้วใช่ไหม ถ้าจะเลิกกันขอให้บอกแล้วจะยอมรับทุกอย่าง ผมจึงให้คำตอบไปว่าใช่ นั่นน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ทว่าเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้นจริงๆ อิสุรุกลับไม่ต้องการฟัง

เหตุการณ์หลังจากนั้นเป็นอย่างที่ผมนึกกลัว นั่นคืออิสุรุพยายามทุกอย่างเพื่อที่จะให้เรากลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่ผมจะให้เรากลับไปเป็นเหมือนเดิมเพื่ออะไร ในเมื่อสิ่งที่เรามีร่วมกันมานั้นมันตั้งอยู่บนฐานที่แสนจะสั่นคลอนและรอวันถล่มลงมาเท่านั้น?

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมอิสุรุจึงอยากให้ผมกลับไปเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวทางใจดังเดิม ทั้งๆที่ตัวเองปรารถนาจะเป็นที่ยอมรับและเท่าเทียมกับผมมากกว่าสิ่งใด แม้ผมจะมองอิสุรุเช่นนั้นมาตลอดแต่อิสุรุไม่เคยเชื่อ หลักฐานชัดเจนก็คือความพยายามที่จะต้องยื้อผมไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวนี่ไม่ใช่หรือ หากอิสุรุเชื่อในตัวเองอย่างที่ผมเชื่อในตัวเขา อิสุรุย่อมไม่ดิ้นรนที่จะพาตัวเองกลับไปอยู่ในสถานะที่ต้องมีใครคอยนำทางดังที่เคยเป็นมา

ผมเองก็ไม่อยากกลับไปอยู่ในสถานการณ์เดิม.. สถานการณ์ที่ผมถูกมองว่าเป็นคนดีที่แสนอดทน อ่อนโยนและให้อภัยได้เสมอ เพราะในความเป็นจริงแล้วผมเองก็อดทนและอ่อนโยนได้ถึงจุดหนึ่งเท่านั้น ผมเลือกเดินจากมาก็เพราะผมนึกถึงตัวเองมากกว่านึกถึงอิสุรุ ผมเหนื่อย ผมล้า ผมไม่สบายใจ แม้ผมยังรักอิสุรุ.. แต่ผมไม่มีความสุขกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่อีกแล้ว มันเต็มไปด้วยความคาดหวัง ความกดดัน แม้กระทั่งความรักที่ได้มา ผมก็ยังไม่รู้ว่าเป็นรักที่อิสุรุรักผมอย่างที่เป็นผม หรือผมที่อยู่ในจินตนาการของอิสุรุกันแน่

'รุ่นพี่เป็นคนเห็นแก่ตัว!'

ถ้าการที่ผมรักตัวเอง นึกถึงตัวเองมากกว่านึกถึงคนอื่นบ้างมันทำให้ผมเห็นแก่ตัว ผมก็ยินดีจะเป็นคนเห็นแก่ตัว.. เพราะมันย่อมให้อิสรภาพและความสบายใจมากกว่าการเป็นคนดีที่แสนจะอดทนและให้อภัยได้ทุกเมื่อเป็นไหนๆ

'ผมจะไม่ลืมเลยว่ารุ่นพี่เป็นฝ่ายทิ้งผมไป ไม่มีวัน!'

ถ้าการที่ผมเห็นว่าคนสองคนต้องทุกข์ในการอยู่ร่วมกันมากกว่าสุข แล้วเลือกที่จะยุติมันเสียเพื่อให้เราทั้งคู่ได้ไปพบเจอสิ่งที่ดีกว่า.. มันคือการที่ผม 'ทอดทิ้ง' อีกฝ่าย ผมก็ยอมจะเป็นคนเลวตามนั้น

อิสุรุเคยบอกผมว่าการอยู่กับผมคือความสุข แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงทำไมอิสุรุถึงทุกข์ใจกับการกระทำของผมแทบจะทุกอย่าง หากผมต้องการอิสรภาพสักนิดอิสุรุก็รู้สึกว่าผมละเลย ไม่รัก ไม่ให้ความสำคัญ ทั้งๆที่ผมรักอิสุรุมากกว่าใครมาเสมอ เมื่อทะเลาะโต้เถียงกันจนผมไม่พอใจและเหนื่อยหน่ายบ้าง อิสุรุก็ต้องทรมานกับความกังวลว่าผมจะรักอิสุรุน้อยลงและอาจสูญเสียผมไป

ตั้งแต่เมื่อไรหนอ.. ที่อิสุรุอยู่กับผมด้วยความกลัว ความหวาดระแวง แทนที่จะเป็นความรักเหมือนเมื่อตอนเริ่มต้น? ยิ่งเห็นอิสุรุกระวนกระวายผมก็ยิ่งรู้สึกไม่เป็นสุข นี่ผมทำให้คนคนหนึ่งต้องทุกข์ถึงขนาดนี้เชียวหรือ

และทุกครั้งที่เห็นอิสุรุปวดร้าวผมเองก็ปวดร้าว เพราะไม่ว่าจะรัก จะตอกย้ำ จะทำให้มั่นใจเท่าไร คนที่ผมให้ความรักมากที่สุดกลับไม่เคยเชื่อในความรักนั้นเลย

'ผมไม่เชื่อ อย่ามาอ้างว่าทำเพื่อผมหน่อยเลย รุ่นพี่ไม่อยากอยู่กับผมแล้ว ไม่ต้องการผมแล้ว ผมมันเป็นแค่คนที่สร้างความเดือดร้อนความไม่สบายใจให้ ทำไมไม่บอกมาตรงๆ!?'

อิสุรุถูกตรงที่ว่าผมไม่ได้ทำเพื่อเขาทีเดียวนัก เพราะเมื่อเวลาผ่านไปผมก็ถึงได้รู้ว่าผมทำเพื่อตัวเองมากกว่า คนในที่แดดร้อนเปรี้ยงพยายามแสวงหาร่มไม้เพื่อความสบายกายฉันท์ใด เหตุการณ์หรือวงจรไหนที่ทำให้ผมไม่สบายใจ ผมก็ต้องดิ้นรนให้ตัวเองหลุดออกมาฉันท์นั้น..

แต่หากผมไม่อยากอยู่กับอิสุรุ ไม่ต้องการอิสุรุ เห็นอิสุรุเป็นแค่คนที่สร้างความเดือดร้อนไม่สบายใจให้จริงดังคำครหา แล้วทำไมผมถึงยังระลึกถึงอิสุรุ ยังเป็นห่วง และอยากให้เขารู้ว่าผมรักเขาอยู่จนทุกวันนี้?

ผมไม่ใช่พ่อพระ ผมไม่ใช่พระเอกนิยาย ผมมีความเห็นแก่ตัว ผมโกรธเป็น เจ็บเป็น และปล่อยวางได้ยาก.. ไม่ต่างจากมนุษย์อีกหลายพันล้านคนบนโลก ด้านหนึ่งของใจยังมีร่องรอยแห่งบาดแผลติดอยู่เสมอ จึงไม่อาจกลับไปวังวนเดิมที่คลื่นลมยังไม่สงบนิ่ง และอาจโถมซัดมาเซาะแผลเก่าให้เปิดออกเมื่อไรก็ได้

แต่อีกด้านหนึ่งของใจก็ยังโหยหาอดีต เมื่อครั้งที่เรารักกันและมีความสุขกับทุกสิ่งทุกอย่าง แม้มันจะแสนสั้นแต่เมื่อนึกถึงก็ยังระบมในอก เพราะผูกพันราวกับว่าเราเคยได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานานนับร้อยปี

แม้ผมจะเป็นฝ่ายเลือกเดินจากมา แต่ความทุกข์ทรมานนั้นก็ไม่ได้น้อยไปกว่าผู้ที่รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลังเลย ซ้ำยังไม่มีข้ออ้างใดจะคร่ำครวญ เพราะตัวเองเป็นผู้ตัดสินใจ แต่จะให้ผมทำอย่างไร.. ในเมื่อการที่ผมอยู่เคียงข้างอิสุรุตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีแต่ทำให้อิสุรุกลัวว่าจะสูญเสียมากกว่าจะสุขใจเพราะเป็นที่รัก มีแต่ทำให้อิสุรุเหนื่อยกับความพยายามที่จะต้องทำให้ผมพอใจและเห็นชอบ มากกว่าจะรู้สึกอบอุ่นใจที่มีใครสักคนรักเขาอย่างที่เขาเป็นอย่างแท้จริง?

อิสุรุอาจไม่ได้ถูกใจผมทุกอย่าง อาจมีบางอย่างในตัวที่ผมเห็นแล้วอยากให้เขาเปลี่ยน อาจมีบางสิ่งที่ผมเชื่อว่าเขาทำได้ดีกว่านั้น แต่ไม่ว่าเขาจะเป็นได้อย่างใจผมหรือไม่ ผมก็ไม่เคยให้ประเด็นเหล่านั้นมาเป็นปัจจัยในการรักเขามากขึ้นหรือน้อยลง ผมคงพลาดเองที่ไม่เคยบอกเขาให้เข้าใจ ปล่อยให้เขาแบกรับความทุกข์ใจนั้นไว้ตามลำพังโดยไม่รู้ตัว

แต่เมื่อผมทำให้เขาทุกข์ใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ และอึดอัดใจกับสิ่งที่เขาพยายามเป็นเพื่อผม ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมสมควรจะเดินจากมา ดังนั้น เหตุผลที่รองไปจากความต้องการจะบรรเทาทุกข์ในใจของตัวผมเองแล้ว ก็คือผมอยากให้เขาได้เปิดโอกาสให้ตัวเองไปอยู่กับคนที่ทำให้เขามีความสุขมากกว่า รู้สึกหวาดระแวงน้อยกว่า และเป็นที่รักมากกว่า.. เสียที





เมื่อบุหรี่มวนที่สามถูกขยี้ให้ดับไป ผมก็กลับมานั่งที่หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง..

".........."

เอื้อมมือไปจับเมาส์.. แล้วกดปิดหน้าต่างที่มีข้อความสั้นๆนั่นทิ้งไปเสีย

ที่อยู่ๆผมลุกมาเขียนอีเมลนี้ เหตุผลก็เพราะห่วงหา นึกถึง และอยากจะบอกอิสุรุอีกสักครั้งว่าผมรักเขา..

แต่ผมจะทำไปเพื่ออะไร แล้วให้มันได้อะไรขึ้นมา?

เพราะไม่อยากให้อิสุรุมองว่าผมเป็นฝ่ายทอดทิ้ง ไม่อยากให้ตัวเองดูเหมือนคนใจร้าย และอยากจะให้อิสุรุยังพอมีความรู้สึกดีๆกับผม ไม่โกรธ ไม่เกลียดผม.. ใช่ไหม?

แต่ในเมื่อผมทำโดยนึกถึงตัวเองมามากพอแล้ว ก็ไม่ควรจะไปพยายามแก้ตัวหรือแสดงความห่วงหาเพียงเพื่อจะได้กู้ภาพเดิมๆที่ดูเหมือนพี่ชายแสนดีกลับคืนมาอีก ผมควรถูกโกรธ ถูกเกลียด ถูกมองว่าเป็นฝ่ายทอดทิ้งไปแบบนี้ก็นับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว

เพราะนี่เป็นทางเดียวที่ผมจะได้ตกจากที่สูง ได้ร่วงลงมาจากความคาดหวังทั้งหลายที่บดบังความเป็นตัวตนของผมจริงๆเสียที แม้มันจะเจ็บ จะถลอกปอกเปิกไปบ้าง แต่อย่างน้อยผมก็ได้กลับสู่พื้นดินมาคลุกฝุ่นเหมือนคนธรรมดาทั่วไป คนธรรมดาที่ไม่พิเศษ ไม่สำคัญที่สุดสำหรับใครที่ไหน และแม้จะได้ความชิงชังมาแทนความรัก แต่ก็มีพื้นที่ให้ทำผิดพลาดและอิสรภาพที่จะเป็นได้อย่างใจโดยไม่ทำให้คนที่รักต้องเจ็บปวดและผิดหวัง

'คนรักกันไม่มีทางหรอกครับที่จะทำแบบนี้!'

ถ้าที่ผ่านมาอิสุรุไม่เคยเชื่อว่าผมรัก แล้วข้อความสั้นๆที่ส่งไปนี่น่ะหรือ.. จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้?

ผมยิ้มเศร้าๆ แล้วตัดสินใจปิดคอมพิวเตอร์

".........."

หากอิสุรุจะโกรธ จะแค้น จะไม่มีวันให้อภัยผม ผมย่อมเข้าใจ แต่ที่ผมไม่เคยเข้าใจคือที่เขาไม่เคยเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่าผมรักเขา ไม่ว่าจะเป็นเมื่อครั้งเราอยู่ด้วยกันหรือเมื่อผมเดินจากมา

ความรักของผมอาจไม่ใช่ความรักที่เลอเลิศ แต่มันก็เป็นความรักที่มาจากใจ.. แม้จะเป็นใจที่มีอคติ มีข้อตัดสินส่วนบุคคล แต่เมื่อมีความรักเกิดให้ใคร รักนั้นย่อมถูกกลั่นกรองจากหัวใจส่วนที่บริสุทธิ์และใสสะอาดที่สุด แต่มันอาจไม่ดีพอ.. ไม่มากพอ.. สำหรับผู้ที่ผมอยากมอบให้เสมอไป

ผมอาจจะทำตัวเลวไปบ้าง พลาดพลั้งไปบ้าง แต่ก็ใช่ว่าผมไม่พยายาม

และผมทำได้ดีที่สุดเท่านี้จริงๆ

ผมเดินกลับมาที่เตียง แม้จะรู้ว่าไม่สามารถข่มตาหลับได้ง่ายๆ.. แต่มันก็ยังดีกว่าหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากให้เวลาเป็นตัวช่วย อนาคตอาจนำเรากลับมาพบพานกันอีกครั้ง หรืออาจต่างฝ่ายต่างไปมีชีวิตใหม่โดยไม่เจ็บปวดยามเมื่อนึกถึงกันอีกต่อไป ไม่มีใครหยั่งรู้ได้..

อย่างไรก็ดี แม้หลายสิ่งหลายอย่างไม่อาจกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่ความรักนี้จะยังคงอยู่.. แม้จะมีผมเพียงคนเดียวที่รับรู้และเชื่อว่ามันมีจริงก็ตาม





:: The End :::::

 
R's Journal - by Templates para novo blogger